0 Views

        ชายชุดสีครามกอดเขาไว้แน่น ศิราภรณ์หยกบนศีรษะหลุดร่วงลงพื้นจนแตกเป็นเสี่ยง ผมที่เกล้าไว้สยายหลุดลงมา ใบหน้าอันงดงามบูดเบี้ยวใต้แสงจันทร์ แต่ยังคงน้ำเสียงเช่นเดิม เพียงแค่เสียงนั้นแหบขึ้น

        “ไป๋หมิ่นอวี้…เจ้าจะบอกอะไรข้า? “

        ไม่มีผู้ใดตอบกลับเสียงที่ล่องลอยของเขา

        “…เจ้ายังไม่ได้บอกอะไรข้าเลย ยังไม่ได้…” ยังคงไม่มีเสียงตอบกลับมา เจียงลั่วอวี้โน้มตัวลงไปแนบแก้มตนไว้กับหน้าผากไป๋หมิ่นอวี้ ฝืนยิ้มและพูดต่อ “จนถึงตอนนี้ก็ยังหลอกข้า เจ้าไม่อยากให้ข้ายกโทษให้เจ้าใช่ไหม…”

        “เจ้าอยากให้ข้ามองเจ้าไม่ใช่หรือ?” แม้จะไม่มีเสียงตอบ แต่เขาก็ยังคงพูดเสียงเบาๆต่อไป มือเขาเริ่มคลายออก หยดน้ำจากตาไหลออกมาจากหางตาและร่วงหล่นลงบนมือของคนในอ้อมกอด

        เขายกมือขึ้นลูบผมและกอดเขาไว้ แต่กลับรู้สึกว่าตัวเขาเองเย็นกว่าคนในอ้อมกอดเสียอีก

        เสียงที่แหบพร่าแต่เปี่ยมด้วยความอบอุ่น

        “ถ้าเจ้าอยากให้ข้ามองแต่เจ้า เจ้าก็ลืมตาขึ้นสิ ลุกมาคุยกับข้า”

        สิ้นเสียงพูด เสียงฝีเท้าที่เร่งรีบก็ดังเข้ามาทางประตูห้อง คนผู้หนึ่งถือถ้วยยาวิ่งเข้ามาและกวาดตามองไปรอบห้องจนมาหยุดที่คนบนเตียง

        “ซื่อจื่อ…ซื่อจื่อ!” คนผู้นั้นวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา แต่น้ำเสียงยังคงชัดเจน เขาส่งถ้วยยาในมือให้ “ยานี้เพิ่งต้มเสร็จ บางทีอาจจะช่วยได้ ท่านรีบให้เขาดื่มดู ดูว่าได้ผลหรือไม่! “

        เจียงลั่วอวี้รีบรับถ้วยาขึ้นมาดื่มและก้มลงไปป้อนยาคนในอ้อมกอด คนที่ยืนอยู่สังเกตเห็นว่าใบหน้าอันงดงามที่ถูกแสงจันทร์ส่องมีรอยคราบน้ำตา

        เห็นดังนั้นเขาก็บีบมือตัวเองและถอนหายใจ “ซื่อจื่อ…”

        ตอนนี้เขาป้อนยาที่มีรสขมในถ้วยที่ใบไม่ใหญ่มากหมดแล้ว เอาใช้มือเช็ดปากให้ แววตามีทั้งความหวังและความกลัว เขาหลับตาลงและขยำแขนเสื้อคนในอ้อมกอด

        ไม่รู้ผ่านไปนานเพียงใด นาฬิกาน้ำด้านนอกมีเสียงน้ำหยด แต่ละหยดราวกับหยดลงบนหัวใจ

        ชายชุดขาวบนเตียงเริ่มลืมตา ตะแคงตัวไออย่างหนักจนกระอักเลือดสีดำออกมาเปื้อนแขนเสื้อสีขาว หน้าที่ขาวซีดเริ่มมีสีเลือด มือที่หมดแรงก็เริ่มขยับได้ “…แค่กๆ…”

        “เหมียนซิง!” เจียงลั่วอวี้เห็นดังนั้นก็รีบกอดเขาไว้จนแน่น ตะโกนเรียกคนข้างๆ “เขาฟื้นแล้ว มาดูเร็ว”

        เหมียนซิงรีบพยักหน้าและเข้าไปจับชีพจร จากนั้นเขาก็ถอนหายใจด้วยความโล่งใจ “เรียนซื่อจื่อ พิษที่ไป๋ซวงจื่อได้รับคงต้องให้ข้าน้อยให้เวลาปรุงยาถอนพิษนะขอรับ”

        “พิษ?” เจียงลั่วอวี้ชะงักและหน้าเปลี่ยนสีทันทีที่ได้คำนี้

        เขาจับมือคนในอ้อมกอดไว้แน่นและรู้สึกได้ว่าตัวกำลังอุ่นขึ้น รวมถึงการเต้นของหัวใจที่กลับมาเป็นปกติ

        แต่กลับไม่รู้ว่าทำไมตอนนี้เขาจึงรู้สึกกลัว

        หากว่ายาเมื่อครู่มาช้าอีกนิดเดียว เขาไม่กล้าแม้แต่จะคิดต่อ

        ความกลัวที่ทำให้เขาหายใจแทบไม่ออกและไม่มีแม้แต่เสียงจะพูดออกมา

        ตอนนี้เขารู้แล้วว่ามีคนวางยาคนของเขา ในตอนนี้เขาพูดออกมาได้เพียงคำนั้นคำเดียว รอยยิ้มบนใบหน้าหายไปโดยสิ้นเชิง

        รอยยิ้มหายไป ใบหน้าอันงดงามก็ไม่ปรากฏสีหน้าอารมณ์อันใดอีก

        “เจ้าหมายความว่าอย่างไร? “

        “ขอซื่อจื่ออภัยให้ข้าด้วย” เหมียนซิงเม้มปาก เขารู้ตัวว่าเกือบช่วยคนไว้ไม่ทัน ไหนจะวินิจฉัยผิด เขาคุกเข่าลงและก้มหน้าอธิบาย

        “ตอนที่ข้าน้อยตรวจชีพจรครั้งแรก ชีพจรบอกว่าเป็นลมชักจริง แต่ว่าพิษในร่างยังไม่ออกฤทธิ์ ข้าน้อยจึงไม่สามารถรู้ได้ว่าเขาถูกพิษอวี้จิ่งที่นิยมใช้กันในฝ่ายใน จึงทำให้เสียเวลาในการถอนพิษ ขอซื่อจื่อโปรดลงโทษ”

        เจียงลั่วอวี้ในความมืดถามด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก “เขาถูกพิษได้อย่างไร?”

        “เรียนซื่อจื่อ หากข้าน้อยเดาไม่ผิด เขาไม่ได้รับพิษจากอาหารการกิน แต่มาจาก…”

        เขานึกไปถึงสิ่งที่น่ากลัวสิ่งหนึ่ง มือในแขนเสื้อสั่นเทา นายน้อยไม่พูดอะไรกลับ เขารู้ว่าคงปิดไม่อยู่ จึงกัดฟันพูดต่อ “หยก”

        ไม่รู้ว่าผ่านไปนานแค่ไหน ในที่สุดเจียงลั่วอวี้ก็ค่อยๆ วางคนในอ้อมอกลงบนเตียง เขาเลิกม่านที่เตียงขึ้น ลุกขึ้นยืนและเดินผ่านเหมียนซิงไปยังโต๊ะที่มีหยกสองชิ้นวางอยู่ เขาใช้มือลูบไปที่ลายสลักบนชิ้นหยก แววตาเคลือบแคลงและถามย้ำ

        “หยก? “

        เหมียนซิงกัดฟันอธิบายต่อ “มียาพิษโรยอยู่บนแผ่นหยก พิษนี้ชื่อว่าอวี้จิ่ง พิษนี้ต่างจากพิษอื่นๆ ตรงที่มีกลิ่นเหมือนดอกไม้ ดมครั้งแรกจะไม่รู้สึกผิดปกติอะไร แต่หากสูดดมนานไปก็จะกลายเป็นพิษ”

        เจียงลั่วอวี้ก้มหน้าถอนหายใจ เขาโซเซจนเหมียนซิงต้องรีบเข้าไปประคองแต่ก็จับได้เพียงชายแขนเสื้อ

        “ชิ้นนี้ หรือว่าทั้งสองชิ้น? “

        เขากำหยกทั้งสองชิ้นไว้ในมือ ตอนนี้หน้าเขาซีดยิ่งกว่าคนบนเตียง

        “เรียนซื่อจื่อ ข้าน้อยยังไม่ได้นำไปตรวจ จึงยังไม่กล้ายืนยัน” เหมียนซิงเป็นห่วงนายน้อย เขาอธิบายต่อ “อวี้จิ่งเป็นพิษที่มีความพิเศษ มันสามารถใช้ผสมกับกลิ่นหอมของดอกไม้ชนิดใดก็ได้ และต้องสัมผัสมันเป็นเวลานานจึงจะมีผล ที่สำคัญต้องมีตัวกระตุ้นเฉพาะให้มันสำแดงฤทธิ์ด้วย”

        เจียงลั่วอวี้หลับตาคลึงขมับตนเอง “ตัวกระตุ้นเฉพาะ?”

        เหมียนซิงนิ่งเงียบและกลืนน้ำลาย ตามองไปที่หยกสองชิ้นนั้น “เรียนซื่อจื่อ ถ้าให้ข้าน้อยเดา คิดว่าตัวกระตุ้นยังคงอยู่ในห้องนี้ รอให้ข้าน้อยตรวจหาอีกทีต้องเจอแน่ขอรับ”

        “เรื่องมาถึงขนาดนี้แล้ว เลิกโกหกข้าเถอะ” เจียงลั่วอวี้หยิบหยกขึ้นมาและจ้องมองมัน “ตัวกระตุ้นพิษก็คือหยกที่ข้ามอบให้เขาใช่หรือไม่? “

        เหมียนซิงสังเกตได้ถึงน้ำเสียงนายน้อยที่เปลี่ยนไป เขาคิดจะปิดบังต่อ แต่เมื่อสบตากับนายน้อยที่ดูเจ็บปวดใจบวกกับเรื่องราวที่ตนถามมาจากสายสืบ จึงตัดสินใจพูดออกมา “ข้าน้อยมิกล้าปิดบัง…เป็นไปได้สูงขอรับ”

        “เช่นนี้นี่เอง”

        เจียงลั่วอวี้พูดจบก็ปล่อยให้หยกในมือร่วงลงมา มันหมุนอยู่บนโต๊ะก่อนที่จะกระทบลงกับโต๊ะจนเกิดเสียงดัง

        จนถึงตอนนี้หยกก็ยังคงส่งกลิ่นหอมออกมา

        “ที่แท้ข้าเป็นคนทำร้ายเขา” เขาพึมพำกับตัวเอง ยืนตัวโงนเงนราวกับแบกรับบางสิ่งไว้บนหลังตน “ข้าเป็นคนทำร้ายเขา…”

        พูดจบเขาก็ราวกับกลายเป็นคนเสียสติ กวาดหยกและข้าวของเครื่องใช้ จานกระเบื้อง แจกันดอกไม้บนโต๊ะลงพื้น และคว่ำโต๊ะจนกลิ้งไปหลายตลบ ทำเอาเหมียนซิงที่คุกเข่าอยู่ไม่กล้าหายใจ จากนั้นก็เหลือเพียงเสียงหัวเราะเบาๆ ที่ดูเหมือนจะร้องไห้ไปด้วยในเวลาเดียวกัน

        “น่าขันจริงๆ…”

        เหมียนซิงเห็นภาพตรงหน้าก็ตัดสินใจยืนขึ้นและเข้าไปประคองนายน้อยที่กำลังยืนโซเซ “ซื่อจื่อ…”

        “ข้าไม่เป็นไร” เขาสะบัดมือเหมียนซิงออก เสียงยังคงราบเรียบเช่นเคย เขาเดินออกไปนอกห้อง เงาด้านหลังของเขาดูโดดเดี่ยวเสียเหลือเกิน “เจ้าคอยอยู่ดูแลเขา ข้า..”

        เหมียนซิงอยากจะถามว่าเขาจะไปไหน แต่ก็รู้ว่าตนเองไม่มีสิทธิ์ ได้แต่มองเขาที่อยู่ในชุดสีครามเปื้อนเลือดเดินหายไปในความมืด เขารู้ว่าตอนนี้นายน้อยไม่ต้องการให้ใครตามไป อีกอย่างไป๋หมิ่นอวี้ก็ยังอาการไม่ดี เขาจึงได้แต่เดินกลับเข้าห้องไปปรุงยาถอนพิษ

        เช้าวันถัดมา เหมียนซิงเริ่มต้มยาถอนพิษ และสั่งให้บ่าวไพร่ไปทำความสะอาดบริเวณที่พัก ต้มน้ำและให้คนไปรับอาหารเช้าจากห้องเครื่อง

        เหมียนซิงกำลังจะเรียกให้สาวใช้ไปดูแลไป๋หมิ่นอวี้ในห้องแทนตน เพื่อที่ตัวเขาจะไปดูว่ายาที่สั่งให้บดแต่เมื่อคืนเรียบร้อยดีหรือไม่ ตาก็เหลือบไปเห็นนายน้อยในเสื้อผ้าสีครามชุดใหม่และคลุมด้วยเสื้อคลุมสีขาวเดินเข้ามา เขาจึงรีบแสดงความเคารพ

        ที่แปลกคือครั้งนี้เจียงลั่วอวี้กลับไม่ถามไถ่อาการของคนในห้อง เพียงแต่พยักหน้าและให้เขาช่วยเปลื้องเสื้อคลุมออก แล้วจึงเดินเข้าห้องไปด้วยใบหน้าที่ไร้อารมณ์จนน่าหวาดกลัว

 


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “เกิดใหม่ในร่างเก่า-เจียงลั่วอวี้” : http://bit.ly/2ByRjpi

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/650

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 80-90 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม