0 Views

        ดูเหมือนจะมีเสียงพึมพำอยู่ในสวน ราวกับมีคนพูดอะไรอยู่

        “…ไม่ใช่ลมชัก”

        ซุ่ยเยวี่ยตกใจและมองเขา “เจ้าพูดว่าอะไรนะ?”

        เหมียนซิงเดินไปที่ประตู จับข้อมือสาวใช้ที่เฝ้าประตู ซึ่งก็คือคนคนเดียวกับที่วิ่งมารายงานอาการเมื่อครู่ เขาถามขึ้น “เมื่อครู่เจ้าเห็นไป๋ซวงจื่อมีสติกลับคืนมา แล้วอยู่ๆ ก็ตัวสั่น อาเจียนเป็นลมจนหน้าแดงปากม่วงใช่หรือไม่?”

        “เจ้า…เจ้าไม่ได้เข้าไปนี่?” สาวใช้ถูกถามเช่นนั้นก็ตกใจจนพูดไม่ถึง “เจ้ารู้ได้อย่างไรกัน? “

        “ไม่ใช่ลมชัก ไม่ใช่ลมชักจริงๆ!” เขาได้ยินคำตอบจากสาวใช้ก็ปล่อยมือนางและยกมือขึ้นตบหน้าผากตนเอง สีหน้าย่ำแย่หันไปทางซุ่ยเยวี่ยและพูดพึมพำ “ชีพจรประหลาดนั้น มันคืออวี้จิ่ง ยาสูตรลับที่ใช้กันในฝ่ายใน”

        “ยาสูตรลับ?” ซุ่ยเยวี่ยที่อยู่ข้างๆ เขาถามขึ้นด้วยความสงสัย “ยาสูตรลับคืออะไร? “

        เหมียนซิงตอบด้วยแววตาโมโห “มันคือการที่ใครสูดดมหรือเผลอกินเข้าไปแล้วจะไม่แสดงอาการทันที แต่ผ่านไปสักพักจะเหมือนมีอาการป่วย แต่แท้จริงคือการถูกวางยา”

        “แล้วอวี้จิ่งล่ะ” ซุ่ยเยวี่ยรู้แล้วว่ายาสูตรลับคืออะไร นางเม้มปากและมองเข้าไปภายในห้อง นางถามต่อว่า “เป็นชื่อของยาพิษใช้ไหม? แล้วมียาแก้หรือไม่?”

        “แล้วยาพิษนั่นอยู่ที่ไหน แล้วอะไรทำให้มันออกฤทธิ์? ”  ครั้งนี้เหมียนซิงไม่ตอบ แต่หันไปตะโกนเรียก “มีใครอยู่บ้าง!”

        สิ้นเสียงก็ปรากฏชายชุดดำลอยมาดุจขนนกตกลงเบื้องหน้า ประสานมือส่งเสียงเบาๆ “ข้าน้อนอยู่นี่ขอรับ”

        เหมียนซิงที่หน้าเสียกำลังสอบถามชายตรงหน้า “หลายวันมานี้เจ้าเฝ้าอยู่ที่สวนแห่งนี้ และเห็นพฤติกรรมของไป๋ซวงจื่อทั้งหมดใช่ไหม?”

        “ขอรับ”

        เช่นนั้นข้าจะค่อยๆ ถามเจ้า เจ้าตั้งใจตอบทีละคำถาม” เหมียนซิงหรี่ตาและพูดเร็วขึ้น “ครึ่งเดือนมานี้ ไป๋ซวงจื่อได้สัมผัสกับอะไรที่ไม่เคยสัมผัสหรือไม่ ยิ่งแปลกตายิ่งน่าสงสัย หรือพวกกลิ่นกำยานในที่แปลกๆ พอจะมีไหม?”

        คนผู้นั้นตอบ “ครึ่งเดือนมานี้ คนในห้องนี้สัมผัสแค่สิ่งเดียวที่แปลกตาและไม่เคยสัมผัสมาก่อน และไม่ได้ไปที่อื่นใดเลย”

        เหมียนซิงได้ยินก็สีหน้าเปลี่ยนไป เขาตกใจจนเกือบทำของในมือหล่น “ที่เจ้าพูด หรือว่าจะเป็น…”

        เจียงลั่วอวี้เข้าไปในห้องและเห็นหว่านเสียะในชุดสีม่วงเข้มกำลังทำอะไรไม่ถูก นางกำลังถืออ่างทองเหลืองรองรับคนบนเตียงที่กำลังโก่งคออาเจียนออกมาเป็นเลือดสีแดงเข้ม

        เขาหยุดฝีเท้าและกำหมัดแน่น ร่างยืดตรงผิดปกติอยู่ใต้แสงเทียนที่กำลังสั่นไหว

        ไม่รู้ว่ายืนอยู่เช่นนั้นนานเท่าไร หว่านเสียะรู้สึกได้ถึงการมาของนายน้อย จึงถอยออกมาให้นายน้อยเดินเข้าไปหาคนบนเตียงและเรียกด้วยน้ำเสียงที่ไม่ได้ใช้กับผู้อื่น “หมิ่นอวี้?”

        คนบนเตียงได้ยินเสียงก็พยายามขยับตัว ใบหน้าที่แดงก่ำเงยขึ้นมองและยิ้มให้ “ซื่อจื่อ…เจ้ามาแล้ว”

        หว่านเสียะกำลังจะเดินเข้าไป แต่ก็เหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้ นางคุกเข่าลงข้างๆ นายน้อยของตน และพูดราวกับจะร้องไห้ “ซื่อจื่อ ไป๋ซวงจื่อเขา เขา…”

        เจียงลั่วอวี้หลับตาด้วยความอ่อนเพลีย ใบหน้าอันงดงามของเขาไม่แสดงออกสีหน้า มือในตอนนี้เย็นราวกับหินหยก

        “ออกไปให้หมด”

        เจียงลั่วอวี้ออกคำสั่งแต่ไม่ได้สนใจว่าบ่าวไพร่เพียงแค่มองหน้ากันและยังไม่กล้าออกไป เขาค่อยๆ นั่งลงอย่างอ่อนล้า เขาใช้มือประคองไหล่ชายชุดขาว มือที่ดูคล้ำวาดผ่านใบหูและมาหยุดอยู่ที่ริมฝีปากที่ยังเปื้อนรอยเลือดสีแดงก่ำ

        ชายชุดขาวไร้เรี่ยวแรงที่จะประคองตัวเองให้ตั้งตรง เขาเลื่อนไถลลงไปอยู่บนตักของเจียงลั่วอวี้ ผมดำขลับปกคลุมริมฝีปากและมีเสียงเบาๆ เล็ดลอดออกมา “ซื่อจื่อ…”

        เจียงลั่วอวี้กัดฟันจนรู้สึกสั่นไปทั้งตัว แม้ว่าชายคนนั้นจะอยู่บนตักเขาแล้ว แต่เขาก็อดไม่ได้ที่จะโกรธ เพียงแต่ไม่รู้ว่าจะโกรธกับใคร หันไปชี้นิ้วบอกบรรดาบ่าวไพร่ที่ยังไม่ออกไปจากที่นั่น “ออกไป! ไม่ได้ยินกันหรือไง?!”

        เสียงฝีเท้าดังขึ้น คนบนตักพยายามยิ้มให้และจับชายเสื้อสีครามของเขา หยดเลือดสีแดงเข้มกลิ้งไปที่ชายชุดมองดูคล้ายกลีบดอกไม้สีแดง “อย่า…โมโห…เพราะข้า…”

        เจียงลั่วอวี้หาที่พิงหลังด้วยความล้า เขาพูดน้ำเสียงดุ “ยังจะมีอารมณ์มาห่วงเรื่องพวกนี้อีก?”

        ลมจากนอกหน้าต่างพัดเข้ามาจนเทียนดับ เหลือเพียงควันเทียนและความมืด ชายขุดขาวขดตัวราวกับเจ็บปวด “…หนาว…”

        “หนาว?” เจียงลั่วอวี้ไม่ค่อยเข้าใจ แต่ก็ยื่นมือไปหยิบผ้าห่มในเตียงคลี่ออกแล้วคลุมลงบนตัวไป๋หมิ่นอวี้ “ห่มผ้าแล้วดีขึ้นไหม? “

        “ไม่…” ไป๋หมิ่นอวี้รู้สึกได้ว่ามืออันอบอุ่นของอีกฝ่ายกำลังจับอยู่ที่คอเขาและลูบผมที่ปิดหน้าออกไป เขาพยายามยิ้มและเปล่งเสียง “กอดข้า…หน่อย…ได้ไหม…”

        “อยากให้ข้ากอดเจ้าหรือ?” เจียงลั่วอวี้รีบกอดแขนของเขาไว้ หยดน้ำในตาเริ่มไหลรินจนมองอะไรไม่ชัด แต่ยังพยายามฝืนยิ้มสู้ “โลภมากจริงนะ”

        “ข้า…โลภมากมาตลอด…” ไป๋หมิ่นอวี้พยายามพลิกตัวขึ้น เพื่อจะได้มองหน้าเขา ตอนนี้หน้าเขาไม่แดงแล้ว เพียงแต่ยังคงซีดขาว แต่สายตากลับดูอบอุ่น อ่อนโยนและเปล่งประกาย

        “ครั้งแรกที่เจอกัน…ข้าก็โลภมากแล้ว เพราะข้าอยากจะจ้องมองแต่เจ้า ต่อมา…เจ้า…ก็จับมือข้า…”

        พูดจบเขาก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ ตาเบิกโพลง ดูทรมาน แต่น้ำเสียงยังคงอ่อนโยน “เดิมทีก็ไม่หรอก…แต่พอเจ้าจับมือข้า ข้าก็โลภมากขึ้นทุกที…ข้าอยากจะให้เจ้ามองข้า…มองข้าเพียงคนเดียว…”

        “ไม่ต้องพูดแล้ว ไม่ต้องพูด!” เจียงลั่วอวี้ราวกับถูกคำพูดทิ่มแทงหัวใจ เขากอดอีกฝ่ายไว้แน่น พยายามทำน้ำเสียงให้ราบเรียบที่สุด เพียงแต่ตัวเขายังคงสั่นเทา “ไว้เจ้าหายดีก่อน หายดีแล้วค่อย…”

        “ไม่…” ไป๋หมิ่นอวี้ที่ตอนนี้หน้าขาวซีดจ้องมองเขา ดวงตาสีอำพันดูคล้ายแสงจันทร์ ทั้งอ่อนโยนและสงบนิ่ง

        “ฟังข้าพูด…หากไม่พูดตอนนี้…ข้าเกรงใจว่าจะไม่มีโอกาส…พูดอีกแล้ว…แค่กๆ…”

        “อย่าเพิ่งพูด เจ้าอย่าเพิ่ง…” เจียงลั่วอวี้กระสับกระส่ายวุ่นวายใจ เขายกมือขึ้นและเช็ดหยดเลือดสีแดงที่กำลังไหลลงมาแล้วฝืนยิ้มและพูดขึ้น “หมิ่นอวี้ เจ้าต้องหาย ข้ารับรอง”

        “ข้าเคยรับปาก…ว่าจะบอกเจ้า…” ไป๋หมิ่นอวี้เหมือนไม่ได้ยินอีกฝ่ายพูด ดวงตาเขาจ้องมองราวกับทะลุร่างไปยังที่แสนไกล เขาควักเอาตราประทับสีขาวออกจากอกเสื้อส่งให้อีกฝ่ายด้วยมือที่สั่นเทา

        “…สิ่งนี้…แม่ของข้า…ให้ข้าไว้ก่อนตาย…”

        “ในเมื่อแม่เจ้าให้ไว้ เจ้าก็ต้องเก็บมันไว้ จะให้ข้าทำไม? ” เจียงลั่วอวี้มองตราประทับที่ยื่นมาตรงหน้า เขายื่นมือออกไปรับ นิ้วมือสั่นไม่หยุดแต่ก็รับมาไว้กับตัว “หมายความว่าอย่างไร? ข้าไม่เข้าใจ เจ้ายังไม่ได้บอกอะไรข้าเลย”

        “…ซื่อจื่อ…” คนบนตักดูเหมือนจะมีแววตาเศร้าโศกอยู่ชั่วขณะ แต่แล้วก็กลับกลายเป็นความรู้สึกเสียดายและทำใจไม่ได้ “…ลั่วอวี้…”

        เจียงลั่วอวี้ไม่ตอบ แต่ก้มลงไปกอดที่ไหล่เขา ทันใดนั้นเขาก็มีอาการเกร็งชัก ผิวขาวผุดผ่องกลับแดงก่ำไปด้วยเลือดที่ไหลเวียนอย่างน่ากลัว ดวงตาสีอำพันหมดประกาย มือที่ขาวซีดและกำลังจะยกขึ้นสัมผัสอีกฝ่ายตกลงบนเตียง

        ตุบ…

        แล้วก็ไม่มีเสียงใดๆ อีกเลย

 

        หมายเหตุ: แม่ของไป๋หมิ่นอวี้เป็นคนสองเพศ

 


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “เกิดใหม่ในร่างเก่า-เจียงลั่วอวี้” : http://bit.ly/2ByRjpi

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/650

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 80-90 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม