0 Views

        ซุ่ยเยวี่ยขานรับและรีบออกไปทำตามคำสั่ง

        เจียงลั่วอวี้เห็นซุ่ยเยวี่ยออกไปก็ยิ้มขึ้นได้หน่อย แต่ตายังคงเศร้าเช่นเดิม เขากอดคนไว้แน่นและกระซิบที่ข้างหู “เด็กดี ไม่เป็นไรนะ เดี๋ยวเหมียนซิงกลับมา ก็จะดีขึ้นแล้ว”

        ไป๋หมิ่นอวี้ยังคงดิ้นไปมาในอ้อมกอด ดวงตาสีอำพันจ้องเขาและพยายามส่ายหน้า ราวกับขอร้องอะไรบางอย่าง “ไม่…”

        “ข้ารู้ว่าเจ้าจะพูดอะไร ไม่ต้องพูดแล้ว ข้าไม่ไปจากที่นี่แน่” เจียงลั่วอวี้จ้องตาเขา มือบีบตัวไว้จนแน่น “…ต้องไม่เป็นไรนะ หมิ่นอวี้…”

        “โอ๊ย…” ไม่รู้ว่าผ่านไปนานแค่ไหน คนในอ้อมกอดอาการกำเริบอีกครั้ง เสียงที่ดังขึ้นฟังไม่ชัดเจน “ออก…ไป…”

        เหมียนซิงกลับมาพร้อมสาวใช้และเศษผ้า เมื่อเข้ามาในห้องก็ได้ยินเสียงและสีหน้าเขาก็เปลี่ยนไป กำลังเอ่ยปากพูดกับคนในห้องไปครึ่งเดียวก็ต้องชะงักลง

        “ซื่อจื่อ อย่า! ระวัง!”

        สิ้นเสียงตะโกน เจียงลั่วอวี้ก็รู้สึกแสบร้อนที่คอ เขาได้ยินเสียงลมหายใจอ่อนๆ ของตนเอง และเสียงตะโกนจากคนที่อยู่ไม่ไกลจากเขา “ซื่อจื่อ!”

        “ข้าไม่เป็นไร” เจียงลั่วอวี้ไม่เห็นว่ามีอะไรผิดปกติ เพียงแต่ถอนหายใจยาวๆ หันไปออกคำสั่ง “มัวยืนทำอะไรอยู่? รีบเอาผ้ามาสิ!”

        คนที่ประตูรีบนำผ้าออกมาตัดเป็นเส้นยาวแทนเชือก เหมียนซิงเดินไปช่วยเจียงลั่วอวี้มัดคนเบาเตียงที่กำลังขัดขืนด้วยอาการป่วย หน้าตาของนายน้อยในตอนนี้บอกไม่ถูกจริงๆ

        ในที่สุดก็มัดไป๋หมิ่นอวี้ไว้ได้และคอยดูอาการเขา เขาถูกกรอกยาไปสองครั้ง อาการจึงสงบลงและสามารถหลับลงได้

        เมื่อเห็นเขาดีขึ้น เจียงลั่วอวี้ก็ลุกขึ้นยืนด้วยอาการโงนเงน หน้าตาอ่อนเพลีย เขาบอกให้สาวใช้คอยดูแลอยู่ในห้อง ส่วนเขาก็พยุงตัวเองออกมาจากห้องนั้น

        เมื่อออกมาจากห้อง เขาก็เห็นเหมียนซิงกำลังนั่งยองๆ พัดไฟที่ใช้ต้มยาอยู่ เขาเงยหน้ามองท้องฟ้า รอยยิ้มจางจนแทบมองไม่เห็น

        เหมียนซิงเห็นเขาก็ยืนขึ้นและเดินตามเขาไป ที่คอเขาเป็นแผลจากการที่ไป๋หมิ่นอวี้อาการกำเริบและข่วนมือเข้าที่คอจนเลือดออก ด้วยความเป็นห่วงจึงพูดขึ้น

        “ซื่อจื่อขอรับ อาการของไป๋ซวงจื่อไม่สามารถหายได้ในวันสองวัน ท่านมาเฝ้าทั้งวันแบบนี้ไม่ดีแน่ ไหนจะแผลที่คอท่านควรรีบใส่ยา มิเช่นนั้นจะกลายเป็นรอยแผลเป็นนะขอรับ”

        เจียงลั่วอวี้ยังคงเงียบ เขาหยุดเดินและมองไปที่ขอบฟ้า พูดเบาๆ ขึ้นว่า “ข้ารู้แล้ว”

        เหมียนซิงได้ยินดังนั้นก็รีบเรียกให้คนนำเก้าอี้มาให้เขานั่ง จากนั้นก็ลงมือทำแผล เขาใส่ยาและพันด้วยผ้าสะอาดสีขาวทีละชั้นๆ จนเรียบร้อย ในขณะกำลังจะเก็บของก็ได้ยินนายน้อยเรียก

        “เหมียนซิง”

        “ขอรับ”

        เจียงลั่วอวี้ยกมือขึ้นคลำแผลที่เพิ่งพันด้วยผ้าและยังรู้สึกเจ็บอยู่ เขาลดมือลงและพิงพนักเก้าอี้ “เจ้าเคย…รักใครไหม?”

        เหมียนซิงหยุดเก็บของและเงยหน้ามอง ดวงตาเขาอบอุ่นและอ่อนโยน “ซื่อจื่อ…เหตุใดจึงถามเช่นนี้?”

        เจียงลั่วอวี้คาดเดาถูกว่าจะต้องถูกถามกลับมาเช่นนี้ เขายกมือขึ้นรองคางและเอนตัวลงบนเก้าอี้  หลับตาและยกมือขึ้นมาคลึงขมับ “ตอบแบบนี้ ต้องเคยสินะ?”

        “ขอรับ” เขาหยุดงานในมือและคุกเข่าลง “คนผู้นั้นก็คือเพื่อนวัยเด็กของข้าน้อย เราโตมาด้วยกัน และเป็นสายสืบของหานเจียงเก๋อเช่นกัน นับแต่ที่ข้าน้อยถูกส่งมาอยู่กับท่าน ท่านเมิ่งก็ส่งคนผู้นั้นไปต้าจิน เพื่อให้ข้าน้อยตั้งใจทำงาน…”

        เจียงลั่วอวี้ยกมือให้เขาลุกขึ้นยืน ดวงตาเขาส่องประกายดังแสงจันทร์ “เป็นชาย?”

        เหมียนซิงหยุดคิดไปชั่วขณะ ก่อนจะตอบว่าใช่

        เจียงลั่วอวี้หันตัวมาจ้องมองเขา ตอนนี้แสงจันทร์สีเงินสาดส่องลงมาที่นั่น เสียงที่นุ่มนวลถามต่อ “เจ้าสองคนต้องแยกจากกันเช่นนี้ เคยโกรธข้าไหม?”

        “ข้าน้อยมิกล้า” เหมียนซิงรีบส่ายหน้า เขาก้มหน้าลงพูดต่อ “ข้าน้อยกับเขาต่างก็เป็นสายลับ พวกเรารู้หน้าที่ที่ต้องทำเพื่อหานเจียงเก๋อตั้งแต่ยังเด็ก การได้รับใช้ข้างกายซื่อจื่อถือเป็นวาสนาของข้าน้อย อยู่กับท่านก็ปลอดภัย เขากลับดีใจแทนข้าน้อยเสียอีกที่ได้รับมอบหมายงานนี้”

        เจียงลั่วอวี้ยิ้มขึ้น วางมือลงบนพนักวางแขน “เหมียนซิง”

        “ข้าน้อยอยู่นี่”

        “เจ้าไม่กลัวหรือ? “

        เหมียนซิงมองดูเจียงลั่วอวี้ที่ค่อยๆ ลุกขึ้นจากเก้าอี้ “ซื่อจื่อหมายถึง?”

        “เขาก็เป็นแค่ผู้ชายคนหนึ่งบนโลกนี้ แต่เจ้ากลับมองความรักทั้งหมดให้เขาโดยไม่ลังเล หากว่าสุดท้ายต้องจากกันหรือหักหลังกันเล่า? ” เจียงลั่วอวี้หันหน้าไปทางอื่น เขาถูนิ้วไปมาราวกับเก็บซ่อนความคิดอะไรในใจ

        “ธรรมชาติผู้ชายรักง่ายหน่ายเร็ว โดยเฉพาะกับคนสองเพศที่ไม่ใช่ผู้หญิงแท้ และไม่ว่าจะต้าหลงหรือต้าจิน ผู้ชายที่แต่งคนสองเพศเป็นเมียเอก ก็จะต้องแต่งเมียรองตามมา”

        “เจ้าไม่กลัวหรือ? “

        “เรียนซื่อจื่อ ข้าไม่กลัว” เหมียนซิงครุ่นคิดก่อนจะเงยหน้ามองเขาด้วยตาที่เปล่งประกายดั่งดวงดาว “ข้าน้อยเชื่อในตัวเขา”

        เจียงลั่วอวี้พึมพำ “งั้นหรือ…”

        เหมียนซิงมองดูเขาที่อยู่ใต้แสงจันทร์ในยามนี้ดูงดงามขึ้นเป็นทวีคูณ แต่สีหน้ายังคงราบเรียบเช่นเคย จึงอดไม่ได้ที่จะบังอาจถามกลับ “แล้วท่านล่ะ?”

        เจียงลั่วอวี้ชะงักเพราะไม่คิดว่าจะถูกถามกลับ “ข้า?”

        เหมียนซิงแม้กำลังจะถาม แต่กลับก้มหัวต่ำกว่าเดิม “ซื่อจื่อเคยมีความรักไหม เคยมีคนที่เชื่อใจได้ไหมขอรับ?”

        เจียงลั่วอวี้สูดลมหายใจลึกๆ ก่อนจะลุกขึ้นยืนและเดินไปที่บันได น้ำเสียงราบเรียบตอบว่า “ข้าไม่รู้”

        เหมียนซิงที่ยืนอยู่ด้านล่างบันไดหันกลับมามองและเบิกตาโพลง “ท่านไม่รู้?”

        เจียงลั่วอวี้เม้มปาก เขาหลับตาหันหน้าเข้าหาพระจันทร์สีนวล แล้วก็คิดได้ถึงเรื่องสำคัญขึ้นมา “หรือบางที…”

        ยังไม่ทันที่จะพูดต่อ เหมียนซิงก็ได้ยินเสียงฝีเท้าวิ่งเข้ามาใกล้ เขากำลังจะหันกลับไปมอง ก็เห็นนายน้อยหันหน้ากลับมามองที่ด้านหลังเขา พร้อมกับเสียงร้องแหลมที่ดังตามมา

        ซื่อจื่อ แย่แล้วเจ้าค่ะ!” สาวใช้นางหนึ่งวิ่งมาอย่างรวดเร็วราวกับสายลมมาหยุดที่ข้างตัวเขา เสียงนางแหลมคมราวกับจะเฉือนความมืดออกได้ “ไป๋ซวงจื่อ เขา…ไป๋ซวงจื่อกระอักเลือดเจ้าค่ะ ทำอย่างไรก็ไม่หยุด บางทีอาจจะ…”

        เจียงลั่วอวี้เบิกตาโพลงและหน้าบิดเบี้ยว เขากัดฟันย้ำถามอีกครั้ง “…เจ้าว่าอะไรนะ?”

        เหมียนซิงฟังสาวใช้รายงานและเห็นท่าทางของนายน้อยก็ใจหาย เขาครุ่นคิดและเอ่ยขึ้น “เป็นเช่นนั้นได้อย่างไร? ก็แค่เป็นลมชักและตัวร้อน เมื่อครู่ก็เพิ่งกินยาไปสองถ้วย ผ่านไปแค่ไม่กี่ชั่วยามทำไมถึง…”

        ในตอนนี้เจียงลั่วอวี้ได้เดินหายไปแล้ว เหลือเพียงกลิ่นคาวหญ้าที่ลอยผ่านจมูกเหมียนซิงไป เขาคิดถึงเรื่องสำคัญขึ้นมาได้ สีหน้าเปลี่ยนไปและหยุดชะงักอยู่กับที่

        ซุ่ยเยวี่ยที่ได้ยินข่าวก็รีบวิ่งมาจะตามนายน้อยเข้าไปในห้อง แต่เมื่อเห็นเหมียนซิงยืนนิ่งราวตกอยู่ในภวังค์ก็หยุดดู นางเดินเข้าไปเรียกด้วยสีหน้าที่ดูกังวล “เหมียนซิง เจ้าเป็นอะไร?”

 


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “เกิดใหม่ในร่างเก่า-เจียงลั่วอวี้” : http://bit.ly/2ByRjpi

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/650

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 80-90 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม