0 Views

        ซุ่ยเยวี่ยพยักหน้า สังเกตให้ดีจะเห็นรอยยิ้มชัดขึ้น “ใช่เจ้าค่ะ พวกนางจับกลุ่มคุยกัน บอกว่าหลานชายไป๋อี๋เหนียงโชคดีจริงที่ซื่อจื่อเอ็นดูตั้งแต่มาถึง รอออกทุกข์เมื่อไรคงจะรับเป็นอนุภรรยาแน่”

        “อนุภรรยา?” เจียงลั่วอวี้ได้ยินคำนี้ก็ถึงกับหัวเราะออกมา สีหน้าเขาดีขึ้น “ดูจะมากไปนะ”

        ซุ่ยเยวี่ยไม่คิดว่านายน้อยจะล้อเล่นแบบนี้ นางถึงกับชะงักไป “ถ้าเช่นนั้นท่าน…”

        “ตามความคิดข้า มากสุดเป็นเมียบ่าวก็พอ”

        เจียงลั่วอวี้พูดจบก็ยกมือขึ้นห้ามสาวใช้พูดต่อ จากนั้นก็ออกคำสั่ง

        “พอแล้ว คำนินทาพวกนี้ฟังเอาสนุกพอ ระวังปากไว้ด้วย ข้ายังไว้ทุกข์เอาเรื่องพวกนี้มาพูดมีแต่จะเสีย คงมีคนตั้งใจปล่อยข่าวมาทำลายข้า”

        ซุ่ยเยวี่ยหน้าเสีย “ซื่อจื่อ ถ้าเช่นนั้นควรทำอย่างไรดีเจ้าคะ?”

        “ไม่ต้องสนใจคำพวกนั้น หรือจะไม่ให้ข้ามาหาเขาเพียงเพราะคำพูดคนอื่น?” เจียงลั่วอวี้โบกมือแสดงว่าไม่ต้องไปสนใจคำคน “เจ้าไปเตรียมน้ำสำหรับล้างหน้าบ้วนปาก เดี๋ยวข้าเข้าไปปลุกเขาเอง”

        “เจ้าค่ะซื่อจื่อ”

        เจียงลั่วอวี้มองสาวใช้ที่เดินออกไป ใบหน้างามดังหยกแฝงความรู้สึกยากจะบรรยาย แสดงแดดกระทบใบหน้าเขาทำให้ยิ่งดูงดงามไร้ที่ติ เขายืนอยู่หน้าประตูพักใหญ่ ก็ตัดสินใจผลักประตูไม้สลักลายและก้าวเข้าห้องไป

        ภายในห้องเงียบสงัด ม่านสีขาวที่ริมเตียงถูกปล่อยลงมาบังร่างของคนบนเตียงไว้

        ชายชุดสีครามเดินไปเลิกม่านขึ้น ให้แสงแดดจากด้านหลังส่องลงบนเตียงส่องประกายสีขาววาววับ

        “…หมิ่นอวี้ หมิ่นอวี้?”

        เขาลูบมือลงบนเปลือกตา จากนั้นกำลังจะแกล้งบีบจมูกแหย่เล่น แต่ปลายนิ้วก็พลันรู้สึกถึงความร้อนที่แผ่ซ่าน

        “ซุ่ยเยวี่ย!”

        ซุ่ยเยวี่ยที่กำลังหอบฟืนจะไปต้มน้ำรีบทิ้งของลงและวิ่งไปที่หน้าประตู “เกิดอะไรขึ้นเจ้าคะ?”

        “ไม่ต้องต้มน้ำแล้ว ไปหาน้ำเย็นมาให้ข้า” ผ่านไปสักพัก เขาตัดสินใจก้มหน้าลงไป ใช้หน้าผากสัมผัสอุณหภูมิ ก็พบว่าอีกฝ่ายมีไข้ขึ้น “แล้วเจ้าก็รีบกลับไปสวนมรกตตามคนและเหมียนซิงมาที่นี่ หมิ่นอวี้กำลังมีไข้”

        เจียงลั่วอวี้หยิบผ้าขึ้นชุบน้ำในอ่างและเช็ดลงบนใบหน้าขาวซีด เขาตบหน้าเบาๆ “หมิ่นอวี้…หมิ่นอวี้ ฟื้นสิ”

        คนบนเตียงได้ยินเสียงและพยายามลืมตาขึ้น มือที่ปกติเย็นเฉียบ ตอนนี้กลับร้อนจี๋ ใบหน้าที่มีรอยแผลเป็นพยายามปลอบคนที่อยู่ข้างๆ ว่าไม่ต้องกังวล

        เจียงลั่วอวี้กะพริบตาช้าๆ ใช้ผ้าชุบน้ำเย็นวาวลงบนหน้าผาก น้ำที่เย็นเฉียบทำเอานิ้วเขาแดง แต่ดูเหมือนว่าเขาจะไม่รู้สึกอะไรเลย

        ไม่นานนักเหมียนซิงในชุดสีฟ้าก็พาบรรดาสาวใช้มาถึง เขาหอบเอากล่องยามาด้วย จากนั้นเริ่มด้วยการจับชีพจร ผ่านไปสักพักเขาก็ยืนขึ้น

        “ซื่อจื่อ ชีพจรของไป๋ซวงจื่อดูประหลาดนัก”

        “ประหลาด?” เจียงลั่วอวี้มีสีหน้าสงสัย “เขาแค่เป็นไข้ มีอะไรประหลาดหรือ? “

        เหมียนซิงผายมือเชิญให้นายน้อยลุกออกมา ทั้งสองเดินไปคุยกันต่อที่ริมหน้าต่าง “ดูผิวเผินเหมือนจะมีไข้ แต่ชีพจรไม่ได้แสดงถึงอาการไข้ แต่กลับเหมือน…เป็นลมชัก…”

        “ลมชัก?” เจียงลั่วอวี้หน้าเสีย กำมือตนเองไว้แน่น “เป็นไปได้อย่างไร…”

        ทันใดนั้นหว่านเสียะที่อยู่ข้างเตียงก็ถอยหลังด้วยความตกใจ “ซื่อจื่อ ท่านดูไป๋ซวงจื่อสิเจ้าคะ!”

        ไป๋หมิ่นอวี้ตัวเกร็งและชักราวกับถูกอะไรบางอย่างจี้เข้าที่ตัว เขากัดริมฝีปากจนเลือดออก ตาสีอำพันเบิกกว้างราวกับเขากำลังฝันร้าย

        “นี่มันเกิดอะไรขึ้น? ” ชายชุดขาวชักดิ้นจนแทบจะตกจากเตียง แต่คนในที่นั้นก็กลัวจนไม่กล้าเข้าใกล้ เจียงลั่วอวี้โบกมือให้พวกนั้นถอยไป เขาเข้าไปกอดชายที่กำลังตัวสั่นและพยายามตบเบาๆ ที่หน้า “หมิ่นอวี้? หมิ่นอวี้!”

        ดูเหมือนเขาจะได้ยินเสียงเรียก อาการชักเบาลง หน้าซีดขาวดูดีขึ้นหน่อย เขากำลังพยายามยกมือขึ้น แต่ยังไม่ทันสัมผัสโดนคนตรงหน้าก็หมดแรงหล่นลงบนชายเสื้อสีคราม น้ำเสียงขาดๆ หายๆ

        “…ซื่อ…จื่อ…”

        เจียงลั่วอวี้เห็นเขาลืมตาขึ้นยิ้มให้ด้วยใบหน้าซีดเผือด ก็รู้สึกเบาใจขึ้น แต่ทันใดนั้นคนในอ้อมกอดก็ชักขึ้นอีก เจียงลั่วอวี้ถูกผลักออก เขากระเด็นไปทางหน้าต่างจนเกือบล้ม ดีที่ได้เหมียนซิงประคองเอาไว้

        ยังไม่ทันยืนได้นิ่งดี ก็มีเสียงดังเกิดขึ้น เขาเหลือบตาไปเห็นไป๋หมิ่นอวี้ชักดิ้นจนหล่นลงจากเตียง เขาจะวิ่งเข้าไปอุ้ม แต่เหมียนซิงก็ห้ามเขาเอาไว้

        “ซื่อจื่อ ท่านเข้าไปไม่ได้นะขอรับ! อาการของไป๋ซวงจื่อเวลากำเริบก็จะเจ็บปวดไปทั่วตัวจนขาดสติ ถ้าท่านเข้าไปกอดเขา บางทีเขาอาจจะเผลอทำร้ายท่านได้…”

        เจียงลั่วอวี้ได้ยินก็ตัวชาราวกับถูกน้ำเย็นรดลงบนหัว เขากัดฟันกรอดและเริ่มตัวสั่นเช่นกัน ตอนนี้ภาพในตาเขาช่างคลุมเครือเหลือเกิน

        แม้แต่เสียงเขาก็ฟังไม่ออกว่าอยู่ในอารมณ์ไหน ตื่นเต้น ลนลานหรือหวาดกลัว

        “ลมชัก…เขาเป็นลมชักได้อย่างไร! “

        เหมียนซิงเห็นนายน้อยมีน้ำเสียงเปลี่ยนไป เขาก้มหน้าและตอบเสียงเบา “ข้าน้อยก็ไม่ทราบ วันก่อนไป๋ซวงจื่อยังดีๆ อยู่เลย…”

        เจียงลั่วอวี้หลับตา เขายังรู้สึกได้ถึงความอุ่นที่ปลายนิ้วเมื่อครู่ กำลังจะเอ่ยปากพูด แต่แล้วก็ได้ยินเสียงคนบนพื้นดังขึ้นด้วยความทรมาน

        “…ไป…”

        เสียงนั้นดังขึ้น ทำให้เจียงลั่วอวี้รู้สึกเหมือนถูกตี เขาพยายามสลัดแขนเหมียนซิงที่ห้ามเขาไว้ออกจากตัว “ข้าไม่ไป”

        เหมียนซิงถูกสะบัดออก เจียงลั่วอวี้วิ่งเข้าไปเอาคนบนพื้นกลับขึ้นไปนอนบนเตียง เหมียนซิงรีบตามเข้าไปดูด้วยความเป็นห่วง “ซื่อจื่อ! ท่าน…”

        “ข้าไม่เป็นไร” เจียงลั่วอวี้กอดคนที่กำลังชักไว้แน่นจนแนบกับตัว เอามือลูบผมบนหน้าผากออก น้ำเสียงอ่อนโยนราวขนนกดังขึ้น “เหมียนซิง ถ้าจะไม่ให้เขาทำร้ายคนอื่นหรือทำร้ายตัวเอง เราจับเขามัดได้ไหม? “

        “ได้ขอรับ” เหมียนซิงครุ่นคิดสักพักก็พาสาวใช้ออกไปด้วย “ซื่อจื่อโปรดรอสักครู่ ข้าน้อยจะไปหาเชือกมา”

        “ห้ามใช้เชือก” ไม่รอให้ทั้งสองออกไป เจียงลั่วอวี้ก็พูดขึ้นอีกครั้ง

        ใบหน้าอันงดงามอยู่ในห้องมืดจึงเห็นไม่ชัด ชายเสื้อสีครามที่ปลิวไสวตามแรงลม “เจ้ากลับไปหาผ้าเนื้อนิ่มมา แล้วฉีกมันออกเป็นเส้นใช้แทนเชือก”

        “น้อมรับคำสั่งขอรับ”

        เหมียนซิงเดินออกไป สวนทางกับซุ่ยเยวี่ยที่เดินเข้ามา เขาเห็นเจียงลั่วอวี้ใช้กำลังภายในกอดไป๋หมิ่นอวี้ไว้และก้มหน้ามองหน้าตลอดเวลา “ซื่อจื่อ ไป๋ซวงจื่อเขา…”

        “เจ้าอย่ามัวอยู่เฉย รีบไปถามเหมียนซิงว่าต้องใช้ยาอะไรบ้าง แล้วรีบออกจากจวนไปหามา”

        เจียงลั่วอวี้เห็นอาการประหลาดของคนในอ้อมกอดก็ขมวดคิ้วออกคำสั่ง

        “เจ้าพาบ่าวที่มีวรยุทธออกจากจวนไปด้วย จำไว้ว่าอย่าให้เจินซื่อรู้เรื่องนี้เป็นเด็ดขาด ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นจะยิ่งแย่”

 


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “เกิดใหม่ในร่างเก่า-เจียงลั่วอวี้” : http://bit.ly/2ByRjpi

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/650

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 80-90 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม