0 Views

        “เจ้านี่ช่างรู้จักข้าดีแท้” เจียงลั่วอวี้ยิ้มขึ้น จากนั้นก็วกกลับมาที่หัวข้อสนทนาเดิม “ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร อย่าได้สนใจคนอื่น รีบเอาหมากเจ้าออกไปเดี๋ยวนี้! “

        ไป๋หมิ่นอวี้ได้แต่ทำตามที่เขาบอก หยิบตัวหมากออกและนั่งมองหมากตนเองโดนล้อม เจียงลั่วอวี้ก็เอาแต่นั่งยิ้มด้วยความพอใจ

        เช้าวันถัดมา ข่าวเรื่องห้องครัวของสวนมรกตเกิดเรื่องก็รู้ถึงหูของเจียงอิ่งที่กำลังดื่มยาบำรุง ในห้องนั้นยังมีชายชุดน้ำเงินยืนอยู่ด้วย เขาแสยะยิ้มด้วยสีหน้าน่ากลัวภายใต้เงามืดที่เขายืนอยู่

        อีกไม่กี่วันถัดมาก็ถึงวันแต่งงานของเจียงอิ่ง

        ภายในจวนประดับประดาไปด้วยผ้าแพรสีแดงที่พลิ้วไสวไปตามลมหนาว แต่บรรยากาศกลับดูเงียบเหงา เจินซื่อฝืนตัวเองลุกขึ้นจากเตียงเพื่อไปนั่งเคียงข้างเจียงสยงและให้พรบ่าวสาวพอเป็นพิธีเพราะพูดอะไรไม่ออก จากนั้นก็มองทั้งคู่จากไปทั้งน้ำตา

        ตามธรรมเนียมต้าหลง คนสองเพศออกเรือนไม่ต้องมีผ้าคลุมหน้า และของติดตัวเจ้าสาวก็ต่างจากสตรีเช่นกัน

        เจียงอิ่งในวันนั้นสวมชุดสีแดง แต่หน้าตาไม่มีความยินดีปรากฏ ปากของเขาถูกทาด้วยสีแดงที่แดงเสียยิ่งกว่าสีของเลือด เขาถือผ้าแพรเดินตามหนานจิ้งหลงออกมาจากห้องโถง ก็หันไปเห็นเจียงลั่วอวี้ในชุดสีเข้มที่คลุมทับด้วยเสื้อคลุมสีขาวปักลายสีทองยืนยิ้มอยู่

        เขามองเจียงลั่วอวี้ด้วยสีหน้าปกติ มีเพียงแววตาที่แฝงเงาดำ หน้าเขานิ่งดุจหน้ากาก แต่เมื่อผ่านมาถึงไป๋หมิ่นอวี้ เขากลับยิ้มขึ้นมาอย่างน่าขนลุกเป็นที่สุด

        ในขณะที่เขากำลังยิ้มนั้น พอดีกับที่เจียงลั่วอวี้ก็หันไปยิ้มให้ไป๋หมิ่นอวี้ เขามองอีกฝ่ายด้วยสายตาอันอบอุ่นและเอื้อมมือไปจับมือที่เย็นเฉียบของเขา

        ตลอดพิธีแต่งงานไม่มีอะไรติดขัด เจียงอิ่งไม่ก่อปัญหา เกี้ยวมารับเขาออกไปจากจวน ถึงตอนนี้เจียงลั่วอวี้เริ่มหาวและพาคนข้างๆ กลับไปยังที่พัก

        ผ่านไปครึ่งเดือน ถึงช่วงหนาวจัดของสิ้นปี ภายในจวนจวิ้นหวังก็เริ่มมีงานยุ่งขึ้นอีกครั้ง

        ใกล้ถึงเวลาสิ้นปี นอกจากสวนมรกตแล้ว ทางฝั่งตะวันออกของจวน ในทุกวันก็จะคึกคักครื้นเครง ห้องเครื่องมีผู้คนเข้าออกตลอดเวลา อาหารและขนมถูกจัดส่งไปยังสวนต่างๆ ที่บรรดาเจ้านายพักอยู่และเมื่อยกออกมาก็เหลือเพียงจานเปล่าอย่างรวดเร็ว

        หลังจากคารวะองค์หญิงลี่หยางแล้ว เจียงลั่วอวี้ก็กลับมารับอาหารเช้าที่นำมาจากนอกจวน จากนั้นก็นั่งอ่านหนังสือที่ข้างหน้าต่าง สีหน้าราบเรียบเอ่ยถามขึ้น “ตรวจดูอาหารดีหรือยัง?”

        เหมียนซิงรู้ว่านายน้อยหมายถึงอาหารจากห้องเครื่องของจวน “เรียนซื่อจื่อ อาหารเหมือนกับทุกวัน ไม่มีปัญหาอะไร มีเพียงบางสิ่งที่ไม่ควรนำมาเจือปน หากสะสมต่อเนื่องแต่ครึ่งเดือนก่อนมาตลอดทุกมื้อ ก็จะเป็นอันตรายขอรับ”

        เจียงลั่วอวี้เลิกคิ้วด้วยความสงสัย “เจ้าหมายความว่าในอาหารมีพิษงั้นหรือ?”

        เหมียนซิงพยักหน้า “ใช่ขอรับ”

        “มิน่าเล่า” เจียงลั่วอวี้ยิ้มและพลิกเปิดหนังสือ “วันแรกที่ข้าให้เจ้าตรวจดูว่าไม่มีพิษ ข้าคิดว่าถึงเจียงอิ่งจะแต่งงานออกไปก็ไม่มีทางทิ้งโอกาสอันดีนี้ไปแน่ ข้าจึงเลือกที่จะไม่กินมัน ถือว่าเป็นโชคดีของข้า ถ้าเช่นนั้นก็เอามันไปเททิ้งเถอะ”

        เหมียนซิงโน้มตัว “ขอรับ ซื่อจื่อ”

        เหมียนซิงในชุดสีฟ้าเดินออกไปจากห้อง เจียงลั่วอวี้ในตอนนี้อยากจะงีบสักพัก แต่ก็พลันเหลือบไปเห็นซุ่ยเยวี่ยเดินกระสับกระส่ายไปมา เขารู้สึกสงสัยจึงเอ่ยถาม “ซุ่ยเยวี่ย เจ้าเดินวนไปวนมาคนเดียวทำไม?”

        ซุ่ยเยวี่ยได้ยินเสียงก็หยุดเดิน และย่อตัวลงแสดงท่าทีเคารพ ก่อนจะพูดตะกุกตะกักออกมา “ซื่อจื่อ ไม่รู้สึกแปลกหรือเจ้าคะ?”

        เจียงลั่วอวี้ยิ้มและวางหนังสือลง “มีอะไรหรือ?”

        ทุกวันไป๋ซวงจื่อจะมารอท่านกลับมาหลังจากที่ไปคารวะองค์หญิงอย่างตรงเวลา” ซุ่ยเยวี่ยเห็นสีหน้านายน้อยไม่ตื่นเต้นไปด้วย ก็คิดในใจว่านายน้อยทะเลาะหรืองอนกันกับไป๋ซวงจื่ออีกแล้วหรือเปล่า นางพูดต่อด้วยความเร็ว

        “แต่นี่ใกล้เที่ยงแล้ว ยังไม่เห็นแม้แต่เงาเขาเลย”

        “จริงด้วย” เจียงลั่วอวี้ยืนขึ้น แต่ไม่มีสีหน้าอันใดปรากฏ ซุ่ยเยวี่ยจึงเบาใจ แต่แล้วก็ได้ยินนายน้อยพูดต่อออกมา “ในเมื่อเจ้าว่าแปลก ถ้าเช่นนั้นเราไปดูที่สวนหรงชิ่นดีไหม? “

        พูดจบเขาก็เดินออกมาถึงลานหน้าที่พักแล้ว ซุ่ยเยวี่ยรู้สึกตกใจที่เขาโผล่ออกมาทันทีทันใด “ซื่อจื่อ ท่าน…”

        เจียงลั่วอวี้เดินออกจากสวนมรกตมุ่งไปสู่สวนหรงชิ่นที่อยู่ไม่ไกลกัน “ในเมื่อบอกจะไปก็ต้องไปเลย ไม่ต้องชักช้า มัวอืดอาดเช่นนี้จะทำการใหญ่ได้อย่างไร”

        ซุ่ยเยวี่ยขานรับ ยังไม่ทันจะเงยหน้าขึ้น นายน้อยของตนในชุดสีครามก็หายไปไม่เหลือแม้แต่เงา นางรีบยกชายกระโปรงขึ้นวิ่งตามไปทันที “ซื่อจื่อเจ้าคะ อย่าเดินเร็วนัก รอซุ่ยเยวี่ยด้วย…”

        “ซื่อจื่อเจ้าคะ สวนหรงชิ่นช่างเงียบสงบดีจริง” ตอนนี้ทั้งคู่มาอยู่ที่หน้าห้องไป๋หมิ่นอวี้แล้ว “นับแต่มีเรื่องลวี้อี้ ไป๋ซวงจื่อก็ไม่ให้ใครมาเป็นสาวใช้อีก ที่นี่จึงดูเงียบเหงาไปนิด แม้แต่สาวใช้ที่คอยซักเสื้อตากผ้าก็ไม่มีให้เห็น ก็ไม่ค่อยเหมาะเท่าไรนะเจ้าคะ”

        “จริงด้วย” เจียงลั่วอวี้ได้ยินชื่อลวี้อี้ก็หันไปมองสาวใช้คนสนิท “ที่นี่มันเงียบเหงาเกินไปจริงๆ”

        ซุ่นเยวี่ยพยักหน้าเห็นด้วย ที่มุมหนึ่งของลานยังมีต้นไผ่ปลูกอยู่ นางหันไปมองสักพัก ก็ตัดสินใจเคาะประตูห้อง

        ไม่มีใครขานรับ

        นางยืนอยู่สักครู่ เมื่อไม่มีคนขานรับ จึงหันไปบอกกับนายน้อย “ซื่อจื่อ ไป๋ซวงจื่อน่าจะยังนอนไม่ตื่นเจ้าค่ะ”

        “ขี้เซาจริงๆ” เจียงลั่วอวี้ยิ้มและพูดต่อ “แต่ครึ่งเดือนมานี้ ทุกครั้งที่เขาไปที่สวนมรกตก็จะสายขึ้นทุกวัน สีหน้าก็ไม่ค่อยดี เหมือนกับคนป่วย พอถามก็ไม่พูด จะให้เหมียนซิงตรวจดูก็ไม่ยอม”

        “น่าจะเป็นเพราะอากาศหนาวเจ้าค่ะ ไป๋ซวงจื่อเป็นโรคตัวเย็นเรื้อรัง ก็เลยไปสาย…”

        ซุ่ยเยวี่ยเผลออธิบายแทนคนในห้อง กว่าจะรู้ตัวว่าผิดปกติก็พูดออกไปหมดแล้ว นางกัดปากก้มหน้าลง

        เจียงลั่วอวี้เลิกคิ้วด้วยความสงสัย ยิ้มและหันไปถามนาง “เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าเขาเป็นโรคนี้?”

        “เรียนซื่อจื่อ ครั้งก่อนที่ท่านให้ข้าน้อยนำของว่างไปให้ไป๋อี๋เหนียง ไป๋ลู่คนสนิทไป๋อี๋เหนียงเผลอหลุดปากออกมา นางยังบอกให้ข้าหาวิธีบอกท่านด้วย” ซุ่ยเยวี่ยรู้ว่าถ้าไม่พูดความจริง นายน้อยของตนก็ต้องหาวิธีสืบจนรู้ จึงไม่คิดปิดบังอีกต่อไป

        “แต่วันนั้นไป๋ซวงจื่อก็อยู่ด้วย เขาบอกข้าน้อยว่าห้ามบอกท่าน ข้าน้อยลำบากใจ ก็เลยไม่ได้บอกท่านเสียที”

        เจียงลั่วอวี้เบ้ปาก แต่ไม่ได้แสดงสีหน้าโกรธ “เชื่อฟังเขาเหลือเกินนะ ไม่รู้ใครเป็นเจ้านายใครกันแน่”

        ซุ่ยเยวี่ยเห็นนายน้อยไม่โกรธตนก็หัวเราะและพูดต่อ

        “ดูท่านพูดเข้าสิ ซุ่ยเยวี่ยมีท่านเป็นเจ้านายคนเดียวเจ้าค่ะ แต่อย่าว่าข้าน้อยปากมากเลยนะเจ้าคะ ข้าน้อยรู้ว่าท่านดีต่อไป๋ซวงจื่อมาก ผ่านมากว่าค่อนปี ตอนนี้คนในจวนก็รู้กันหมดแล้ว วันก่อนข้าน้อยผ่านไปทางฝั่งตะวันออกยังได้ยินพวกสาวใช้พูดว่าอิจฉาไป๋ซวงจื่อเลยนะเจ้าคะ”

        เจียงลั่วอวี้ได้ยินก็ประหลาดใจ หันกลับมาถาม “อิจฉาเขานี่นะ?”

 


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “เกิดใหม่ในร่างเก่า-เจียงลั่วอวี้” : http://bit.ly/2ByRjpi

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/650

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 80-90 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม