0 Views

        ไป๋หมิ่นอวี้หยิบหยกที่ห้อยติดตัวมาแต่ตอนเช้าวางส่งให้เจียงลั่วอวี้บนฝ่ามือ ตอนนี้ซุ่ยเยวี่ยกับเหมียนซิงดูมีสีหน้าปกติลงแล้ว

        “คุณภาพไม่เลว แต่ฝีมือหยาบไปหน่อย หากว่าวันหนึ่งเจ้ามีเหตุให้ต้องรีบไปจากที่นี่และลืมพกเงินติดตัว ก็ยังพอเอาไปแลกเป็นเงินได้” เจียงลั่วอวี้มองหยกสลักสีขาวและหยิบขึ้นมาบริเวณจมูก จากนั้นก็วางลงบนโต๊ะ

        “หยกนี่มีกลิ่นหอมอ่อนๆ…”

        ไป๋หมิ่นอวี้ได้ยินดังนั้นก็รีบคว้าหยกกลับมา สีหน้าแววตามีความสงสัย แต่เมื่อเห็นเจียงลั่วอวี้ยังคงยิ้มนิ่งราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น เขาก็วางใจ

        ไป๋หมิ่นอวี้รู้แล้วว่าตนถูกแกล้ง เขาถลึงตาใส่เจียงลั่วอวี้ เจียงลั่วอวี้ยิ้มมากขึ้นกว่าเดิม “ซุ่ยเยวี่ย ไปเอาแผ่นหยกกับคทาหยกมาที”

        “เจ้าค่ะ ซื่อจื่อ”

        เพียงครู่เดียว สาวใช้คนสนิทก็ยกถาดที่บรรจุของที่นายน้อยให้นำมาและสิ่งของมีค่าอื่นๆ ก็ถูกวางลงตรงหน้าเขา

        “อืม…กลิ่นเหมือนๆ กัน” เจียงลั่วอวี่มองไปที่กองของมีค่าและหยุดตาไว้ที่หยกสลักรูปใบไผ่ เขาก้มลงไปสูดกลิ่นและหันไปถาม “เหมียนซิง นี่มันกลิ่นของอะไร มีพิษหรือไม่? “

        เหมียนซิงรับหยกในมือเขาขึ้นดม “เรียนซื่อจื่อ หยกของไป๋ซวงจื่อมีกลิ่นดอกหมีเตี๋ย(โรสแมรี) ส่วนของท่านมีกลิ่นโป๋เหอ(มิ้นต์) ไม่เป็นอันตราย แต่กลับสามารถช่วยให้กระชุ่มกระชวยขอรับ”

        “ถ้าเช่นนั้นก็พกติดตัวได้” เจียงลั่วอวี้พยักหน้า เขาไม่ได้หยิบหยกในมือไป๋หมิ่นอวี้คืนมา แต่กลับนำหยกในมือตนผูกเข้าที่เอวให้ “ชุดขาวกับหยกเขียว ดูแปลกตาดี”

        ไป๋หมิ่นอวี้มองดูอีกฝ่ายผูกหยกให้ที่เอว ดวงตาสีอำพันทอประกายอบอุ่น เขาเอ่ยปากขึ้น “ซื่อจื่อ…”

        เจียงลั่วอวี้อมยิ้ม ยกมือขึ้นหยิบหยกในมืออีกฝ่ายและผูกเข้าคู่กับหยกชิ้นแรก จากนั้นใช้นิ้วมือกรีดไปที่หยกทั้งสองชิ้นจนกระทบกันเกิดเป็นเสียงกรุ๊งกริ๊ง “เจ้าความจำไม่ดีหรือ?”

        “ลั่วอวี้” ไป๋หมิ่นอวี้เม้มปาก หันไปมองหน้าอีกฝ่ายที่กำลังยิ้ม เขายื่นมือไปจับข้อมืออันอบอุ่น “ไม่ต้องให้หยกข้าก็ได้ ข้าเอง…”

        เจียงลั่วอวี้เงยหน้ามองตาเขา พูดแกมหัวเราะ “ข้าไม่ชอบแขวนมัน ก็ให้เจ้าแขวนให้ข้าดู ไม่ได้หรือ?”

        ไป๋หมิ่นอวี้กะพริบตา แรงที่จับข้อมืออ่อนลงรอยกับเห็นอะไรบนใบหน้าอีกฝ่าย แต่แล้วเขาก็ก้มหน้าลง สีหน้าเขาตอนนี้อ่อนโยนนัก “…ตามใจเจ้า”

        ครึ่งชั่วยามผ่านไป ภายในห้องหลักของสวนมรกตสงบเงียบราวกับไม่มีใครอยู่ แต่นานๆ ทีก็จะมีเสียงถ้วยน้ำชากระทบกันดังขึ้น บางครั้งก็มีสาวใช้ที่เดินด้วยความเงียบเข้าไปเติมน้ำร้อนน้ำชา จึงรู้ได้ว่าแท้จริงยังมีคนอยู่ในห้องนั้น

        คนสองคนกำลังเล่นหมากล้อมกันอยู่ คนหนึ่งอยู่ในอาการตั้งใจอย่างสงบ ส่วนอีกคนเดินหมากพลางจิ้มผลไม้กินไปด้วย บางครั้งก็จิบชา ทำทีว่าตนเองยังไม่หิว

        ไป๋หมิ่นอวี้สังเกตเห็นว่า คนตรงข้ามกินผลไม้ในจานจนหมดเกลี้ยงแล้ว เขามองออกไปนอกหน้าต่างก็เห็นว่ามืดดำลงจนมองไม่เห็นมือตนเอง แสดงว่าจวนถึงเวลาอาหารแล้ว ทันใดนั้นเสียงฝีเท้าก็ดังขึ้น

        ทั้งสองคนหันไปตามทางที่เสียงฝีเท้าดัง ซุ่ยเยวี่ยวิ่งหน้าตื่นเข้ามาหาพวกเขา “ซื่อจื่อ แย่แล้วเจ้าค่ะ…”

        เจียงลั่วอวี้วางไม้จิ้มผลไม้ที่ทำจากเงินลง รับผ้าเช็ดมือจากสาวใช้ ปรายตามองไป๋หมิ่นอวี้อยู่ครู่หนึ่ง “เกิดอะไรขึ้น?”

        ซุ่ยเยวี่ยรีบตอบ “ห้องครัว…ห้องครัวใช้เตาไฟ…ไม่ได้เจ้าค่ะ…”

        “อ้อ?” เจียงลั่วอวี้เลิกคิ้วขึ้น เพราะไม่คิดว่าจะเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น “เพราะอะไร? “

        “ไม่รู้ว่าใคร…ไม่รู้เหมือนกันว่าทำ…” ซุ่ยเยวี่ยลนลานจนพูดติดขัด “เที่ยงวันนี้ยังดีๆ อยู่ แต่เมื่อครู่แม่ครัวกับหว่านเสียะกำลังจะไปเตรียมอาหารเย็น ก็เห็นว่าที่เตา…ที่เตามีแต่…ของที่ไม่น่ามอง…”

        “ของที่ไม่น่ามอง?” เจียงลั่วอวี้พูดแทรกขึ้น “มันคืออะไร? “

        ซุ่ยเยวี่ยได้ยินคำถามก็นึกไปถึงสภาพที่ตนเห็น นางยกมือขึ้นปิดปากราวกับกลั้นอาเจียน “เรียนซื่อจื่อ ดูเหมือนจะเป็นสิ่งปฏิกูลทั้งของคนและสัตว์ปนกันอยู่เจ้าค่ะ…”

        “พอๆ” เจียงลั่วอวี้ขมวดคิ้ว ยกมือขึ้นห้ามนางพูดต่อ “ดูเหมือนว่าจะมีคนตั้งใจให้เราทำอาหารกันเองไม่ได้ แผนชั้นต่ำจริงๆ”

        พูดจบเขาก็เงียบไป เขาเคาะนิ้วลงบนโต๊ะราวกำลังใช้ความคิด “ถือเป็นความผิดของพวกเจ้าที่ไม่ดูแลให้ดี จึงเกิดแบบนี้ขึ้น คืนนี้ลงโทษให้คนเฝ้าประตูสวนมรกตไปเก็บกวาดเสียให้เรียบร้อย”

        ซุ่ยเยวี่ยรับคำสั่ง แล้วนางก็พลันนึกขึ้นได้ “ซื่อจื่อ แล้วอาหารเย็น…”

        ไป๋หมิ่นอวี้รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังกลุ้มใจเรื่องอาหารเย็น เขาเอื้อมมือไปจับข้อมือ และมองด้วยสายตาอ่อนโยน ในขณะที่ซุ่ยเยวี่ยยังคงรอรับคำสั่ง

        เจียงลั่วอวี้รู้ว่ามีคนห่วงใยก็ถอนหายใจ เขาตบหลังมืออีกฝ่ายเบาๆ และน้ำเสียงเขาก็ดีขึ้นกว่าเดิม “ตอนนี้ที่สวนอื่นๆ ก็คงกำลังกินอาหารเย็นกันอยู่ เจ้ารีบไปที่ห้องเครื่องขอแบ่งอาหารว่างมา แล้วไปบอกกับมู่ซื่อว่าห้องครัวของเราเกิดปัญหา ช่วงนี้รบกวนทางห้องเครื่องของจวนช่วยดูแลเรื่องอาหารในแต่ละวันให้เราด้วย มู่ซื่อจะจัดการให้เราเอง”

        “น้อมรับคำสั่งเจ้าค่ะ”

        เหมียนซิงมองดูซุ่ยเยวี่ยออกไป เขาก็พูดขึ้น “ซื่อจื่อ เรื่องนี้…”

        “ไม่ต้องคิดอะไรให้ซับซ้อน เรื่องนี้มีคนตั้งใจทำแน่ สมกับเป็นแผนการของขุนนางชั้นสูง” เจียงลั่วอวี้ที่นั่งอยู่ใต้เงามืดพูดด้วยน้ำเสียงแหบพร่ามีนัยประชดประชัน “คงมีคนเห็นว่าข้ากลับออกมาจากวังอย่างปลอดภัยก็เลยไม่พอใจ จึงใช้แผนการน่าสะอิดสะเอียนเช่นนี้ เพราะหวังจะให้ข้าอยู่อย่างไม่เป็นสุข”

        เหมียนซิงถามต่อ “ถ้าเช่นนั้นเรื่องอาหารจากทางห้องเครื่อง…”

        คนในเงามืดหัวเราะในลำคอ “เขาตั้งใจทำลายครัวเรา แน่นอนว่าคงคิดจะทำอะไรกับอาหารจากห้องเครื่องด้วย ในระหว่างที่รอห้องครัวของเราใช้ได้ อาหารจากห้องเครื่องก็ให้พวกเขามาส่งตามปกติ ส่วนเจ้าก็ไปแอบสั่งอาหารจากนอกจวนมาอีกชุด คงไม่สิ้นเปลืองเงินทองสักเท่าไรหรอก”

        เหมียนซิงเบาใจ ประสานมือน้อมรับ “ขอรับ ซื่อจื่อ”

        “รีบไปจัดการห้องครัวให้เรียบร้อย แล้วเพิ่มการรักษาความปลอดภัยในสวนให้มากขึ้น” เจียงลั่วอวี้ลุกขึ้นยืนและเดินไปทางประตู เขาหรี่ตาลง แววตาดูเฉียบขาดและเย็นชา “ครั้งนี้มีคนเอาสิ่งปฏิกูลมาเทแต่พวกเจ้ากลับไม่มีใครเห็น คราวหน้าถ้ามีคนเอายาพิษมาใส่ ดูท่าก็คงไม่มีใครรู้เช่นกัน”

        “น้อมรับคำสั่งซื่อจื่อ” เหมียนซิงรับคำสั่งและออกไป

        เจียงลั่ว เดินกลับมาที่ตั่งและมองดูกระดานหมากบนโต๊ะ เขายิ้มแต่เหมือนไม่ยิ้มให้ชายชุดขาว “หมิ่นอวี้ เจ้าสลับหมากหรือ?”

        ไป๋หมิ่นอวี้ส่ายหน้าปฏิเสธ

        เขานั่งฟังเจียงลั่วอวี้คุยกับบ่าวไพร่อยู่ตลอด ไม่ได้มองไปที่กระดานหมากเลย จะสลับหมากได้อย่างไร?

        “ไม่จริง ก่อนหน้านี้ข้ากินหมากเจ้าได้สามตัว ทำไมตอนนี้หมากสามตัวนั้นถึงจะกลับมาล้อมกินหมากข้าของแทน?” เจียงลั่วอวี้แอบยิ้มแต่แสร้งทำหน้าดุ ตั้งใจจะแกล้งคนตรงหน้า พยายามพูดให้ตนเป็นฝ่ายถูก

        “อย่ามาดูถูกฝีมือการเดินหมากกับความจำข้านะ รีบเก็บหมากของเจ้าไปซะ! “

        ชายชุดขาวมองเขาอยู่พักหนึ่ง ในที่สุดก็วางหมากในมือลงและยกถ้วยชาขึ้น “ฝีมือการเดินหมากของซื่อจื่อไม่ได้เลวร้าย”

        เจียงลั่วอวี้อมยิ้มและนั่งลง “หมายความเช่นไร?”

        ไป๋หมิ่นอวี้เห็นเขายิ้ม ดวงตาสีอำพันก็ทอประกาย เขายิ้มน้อยๆ จนแทบเหมือนไม่ยิ้มเลย ถ้าไม่สังเกตให้ดีคงไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากำลังยิ้ม “ซื่อจื่อถนัดปลอมตัวเป็นหมูเพื่อรอกินเสือ ใช้อ่อนสยบแข็ง”

 


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “เกิดใหม่ในร่างเก่า-เจียงลั่วอวี้” : http://bit.ly/2ByRjpi

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/650

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 80-90 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม