0 Views

        เจียงลั่วอวี้ยื่นนิ้วมือออกมา ผิวขาวผุดของเขาทำให้เห็นเส้นเลือดชัดเจน “ทูลฝ่าบาท ภาพนี้มีชื่อว่ารุ่งอรุณพะยะค่ะ”

        “รุ่งอรุณ? ” น้ำเสียงฮ่องเต้ราบเรียบ เพียงแต่ฟังดูสงสัย “หมายความอย่างไร?”

        เจียงลั่วอวี้ยิ้ม และเอ่ยเสียงดังขึ้นราวกับไม่มีความเกรงกลัว “ทูลฝ่าบาท ความหมายของรุ่งอรุณ คือความมืดสุดท้ายที่กำลังจะหายไปในช่วงเช้าตรู่ บรรดาสรรพชีวิตได้พึ่งพาพระบารมีจนก่อเกิดงอกเงยขึ้นมาพะย่ะค่ะ”

        ฮ่องเต้หรี่ตา “จริงหรือ?”

        “ข้าน้อยต้อยต่ำ มิบังอาจหมิ่นพระบรมเดชานุภาพพะย่ะค่ะ”

        “เจียงลั่วอวี้ เจ้านี่ช่างพูดเสียจริง” ฮ่องเต้ฟังคำอธิบายแล้วก็ลุกขึ้นยืน เดินลงบันไดมามองเจียงลั่วอวี้ที่กำลังคุกเข่าและหัวเราะ “เจียงอิงมีทายาทเช่นเจ้า วิญญาณเขาคงสงบสุขอยู่ในภพหน้าแล้ว”

        เจียงลั่วอวี้ก้มหัวต่ำกว่าเดิม แม้ว่าจะเข้ามาใกล้ก็เห็นเพียงผมและศิราภรณ์บนศีรษะ “ข้าน้อยมิกล้า”

        เสียงฝีเท้าหยุดลงตรงหน้าเขา เจียงลั่วอวี้กำมือตนไว้แน่น เขารู้สึกอึดอัดที่ฮ่องเต้ยังคงจ้องจับผิด เบื้องหน้าเขาในตอนนี้คือรองเท้าสีดำลายมังกรทอง ตามมาด้วยเสียงหนักแน่นที่แฝงจิตสังหาร

        “ข้าดูไม่ออกว่า เจ้ามีอะไรให้กลัว? “

        “ทูลฝ่าบาท ข้าน้อยมาถึงเมืองหลวงเมื่อต้นฤดูใบไม้ผลิ ท่านอาจวิ้นหวังดูแลข้าน้อยเป็นอย่างดี และข้าน้อยรู้สึกซาบซึ้งใจ แต่พูดตามจริง อย่างไรเสียก็คือการมาอาศัยเขาอยู่ดี” เจียงลั่วอวี้โขกศีรษะลงกับพื้น ทำท่าทางหวาดกลัวจนเสียงสั่น “ในเมื่อฝ่าบาทถาม ข้าน้อยก็มิกล้าปิดบัง”

        ฮ่องเต้ยังคงไม่พูดอะไร เจียงลั่วอวี้จึงพูดต่อ แม้จะเสียงสั่น แต่ก็ฟังชัดเจน พูดไปอึกอักไป ตัวก็ยังคงสั่นตลอดเวลา

        “ข้าน้อยแม้จะเกิดในสกุลเจียงที่กินตำแหน่งอ๋อง แต่อายุยังน้อย กำพร้าพ่อแม่ แม้จะมีท่านอาและท่านย่าดูแล แต่ด้วยความที่เกิดมามีสองเพศ บรรดาลูกผู้ดีมีสกุลก็ไม่ให้การยอมรับ พวกเขาเห็นว่าข้าน้อยมีมรดกตกทอด ก็คิดหาวิธีต่างๆ มาทำลายชื่อเสียงข้าน้อย และนี่คือสิ่งที่ข้าน้อยหวาดกลัว ขอฝ่าบาททรงพิจารณาด้วยพะย่ะค่ะ”

        “อ้อ? เจ้าตอบตามตรงเช่นนี้ ข้ารู้สึกประหลาดใจนัก” ฮ่องเต้เงียบไปราวกับเห็นใจเขา ผ่านไปนานพอสมควร เจียงลั่วอวี้ก็เห็นรองเท้าคู่เดิมก้าวเข้ามาอีกหนึ่งก้าว เสียงนั้นยังคงดังก้องและดูกังวล

        “ถ้าเช่นนั้นเจ้ารู้หรือไม่ว่า เวลานี้ควรจะแก้ปัญหานี้อย่างไร? “

        เจียงลั่วอวี้ไม่รอให้ฮ่องเต้พูดต่อ เขารีบโขกศีรษะลงบนพื้นอีกครั้ง “ทูลฝ่าบาท มีเพียงฝ่าบาทที่จะช่วยแก้ปัญหานี้ให้ข้าน้อยได้พะย่ะค่ะ!”

        “ลองพูดมา” ฮ่องเต้ถูนิ้วมือตนเองไปมา น้ำเสียงดังขึ้น สีหน้ายังคงเคลือบแคลง “เจ้าจะให้ข้าช่วยอย่างไร? “

        “ข้าน้อยยินดีมอบสิ่งที่ฝ่าบาทปรารถนา หวังว่าฝ่าบาทจะเมตตาข้าน้อยและน้องๆ พะย่ะค่ะ”

        “อ้อ?” ฮ่องเต้หันหลังเดินกลับไปที่บัลลังก์ เขาก้าวย่างอย่างเชื่องช้าและมั่นคง ในหูของเจียงลั่วอวี้ได้ยินเสียงฝีเท้านั้นดังก้องดั่งกลองรบ “เจ้าทายใจข้าได้ว่าต้องการอะไร? “

        “ข้าน้อยมิบังอาจ” เจียงลั่วอวี้หลับตาและกัดฟันควักกล่องไม้สลักออกจากแขนเสื้อ เขายื่นมันขึ้น “ข้าน้อยขอถวายของสิ่งนี้”

        ฮ่องเต้มองกล่องในมือเขาและส่งสายตาให้หูกงกงไปรับกล่องนั้นมาจากมือของเจียงลั่วอวี้

        ผ่านไปสักพัก ฮ่องเต้ก็รับกล่องมาเปิดดู สีหน้าอ่อนโยนขึ้นอย่างชัดเจน เขาหันไปมองเจียงลั่วอวี้ที่ยังคงคุกเข่าด้วยสายตาที่เปี่ยมด้วยความเมตตาและสับสน

        “เจียงซื่อจื่อ ช่างหาญกล้าเสียจริง” ฮ่องเต้ในชุดมังกรวางกล่องลงบนด้านข้างของบัลลังก์ เขาเคาะนิ้วและออกคำสั่ง “จัดที่นั่งให้เจียงซื่อจื่อ”

        เจียงลั่วอวี้ได้ยินน้ำเสียงที่เปลี่ยนไปก็ถอนหายใจ เขาใช้มือคลำถุงที่เคยซ่อนไว้แนบตัวซึ่บัดเหลือเพียงความว่างเปล่า ไม่รู้ว่าควรจะดีใจที่ตนเองปลอดภัย หรือควรจะเสียใจที่ไม่สามารถรักษาสิ่งที่ท่านพ่อทิ้งไว้ให้ใช้ป้องกันตัวเองได้ สีหน้าเขาในตอนนี้ไม่สู้ดีนัก

        “เป็นพระกรุณาพะยะค่ะ”

        “เจ้าคิดดีแล้วที่จะมอบสิ่งนี้ให้ข้า?” ฮ่องเต้มองดูเขานั่งลงบนเก้าอี้ สีหน้ายังคงนอบน้อม ส่วนฮ่องเต้นั้นยังคงดูน่ากลัวอยู่ “ไม่กลัวว่าข้า…จะเปลี่ยนใจหรือ? “

        เขาถูกลองใจอีกครั้ง

        “หวังว่าฝ่าบาทจะทรงเมตตา ท่านย่าของข้าน้อยเป็นถึงองค์หญิง ข้าน้อยเป็นบุตรคนโตของบุตรชายคนโตของท่าน หากมีอะไรเกิดขึ้น เกรงว่าท่านย่าคงต้องเสียใจเป็นที่สุด” เจียงลั่วอวี้ยังไม่ทันจะนั่งติดเก้าอี้ก็ต้องลุกขึ้นยืนอีกครั้ง เขายังคงต้องบรรยายความภักดีให้ฮ่องเต้ผู้ระแวงสงสัยฟังต่อ

        “ฝ่าบาทเปี่ยมด้วยคุณธรรม ทรงเมตตาท่านย่าและท่านอา และพระเมตตาคงเผื่อแผ่มายังข้าน้อย ข้าน้อยซาบซึ้งในพระเมตตายิ่งนักพะย่ะค่ะ”

        ฮ่องเต้เห็นว่าเขาพูดจาเด็ดขาด ก็พยักหน้าด้วยความพอใจ หรี่ตาและลูบเคราก่อนถามขึ้นว่า “สิ่งที่เจ้าทำในวันนี้ คิดดีแล้วใช่ไหม?”

        เจียงลั่วอวี้เม้มปาก มือที่ประสานไม่สั่นอีกต่อไป “ขอฝ่าบาทโปรดเมตตา”

        ฮ่องเต้ยกมือขึ้นลูบกล่อง เสียงในท้องพระโรงดังกังวาน “ของสิ่งนี้ถ้าส่งมาแล้ว ข้าให้เจ้ากลับไปไม่ได้แล้วนะ”

        “ข้าน้อยรับทราบ”

        “เป็นเด็กที่ฉลาดนัก” เมื่อได้คำตอบและสิ่งที่ต้องการแล้ว ฮ่องเต้ก็มั่นใจว่าเขาไม่มีใจเป็นอื่น จึงยิ้มขึ้นและมองดูเขาที่ยืนอยู่เบื้องล่าง เอ่ยถามขึ้นว่า “เจ้าอยากให้ข้าช่วยเจ้าอย่างไร? “

        เจียงลั่วอวี้โน้มตัวลง “ทูลฝ่าบาท นับแต่ข้าน้อยมาถึงเมืองหลวงก็อยู่ด้วยความหวาดกลัว หวังว่าฝ่าบาทจะเมตตาข้าน้อยสองเรื่องพะย่ะค่ะ”

        “โลภไม่เบา เอ่ยปากก็ขอถึงสองเรื่องเลย” ฮ่องเต้เลิกคิ้ว น้ำเสียงแกมหัวเราะ “ว่ามา”

        “หนึ่ง ก่อนที่ข้าน้อยจะขึ้นรับสืบทอดตำแหน่ง ขอฝ่าบาททรงปิดเรื่องที่ข้าน้อยถวายของสิ่งนี้เป็นความลับ เพื่อที่ข้าน้อยจะได้อยู่อย่างปลอดภัย”

        ฮ่องเต้ฟังคำขอร้องที่หนึ่งแล้วก็รู้สึกพอใจ “ข้าอนุญาต”

        เจียงลั่วอวี้ได้ยินดังนั้นก็เงยหน้าขึ้นในที่สุด ตามองไปยังผู้ที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ “สอง ขอฝ่าบาทพระราชทานสิ่งของให้ข้าน้อยหนึ่งสิ่ง”

        ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเพียงใด หลังจากที่เจียงลั่วอวี้เอ่ยปากขอสิ่งของสิ่งหนึ่ง และก้มหน้าลงเช่นเดิม เวลาผ่านไปนานจนกระทั่งฮ่องเต้ถอนหายใจ จ้องมองไปที่เขาเป็นเวลานาน จึงเอ่ยขึ้นก่อนกลับเข้าฝ่ายใน

        “ให้ตามที่เจ้าขอ เจ้ากลับไปได้แล้ว”

        เจียงลั่วอวี้ได้ยินดังนั้นก็ยิ้มออกในที่มุด เขารีบคุกเข่าลงกับพื้นและคำนับ “น้อมส่งฝ่าบาท ขอจงทรงพระเจริญ หมื่นปี หมื่นๆ ปี”

        ผ่านไปครึ่งชั่วยาม ณ จวนฉีกว๋อกง

        เจินสื้อในชุดข้าราชการที่ยังไม่ได้เปลี่ยนนั่งจิบชาฟังข่าวจากชายชุดดำที่มีหมวกคลุมหน้า เขาถึงกับลุกขึ้นยืน “อะไรนะ? เขาเข้าไปและออกมาอย่างปลอดภัย? เป็นไปได้อย่างไร?”

        พูดจบก็วางถ้วยชาลง ไม่รอให้ชายคลุมหมวกพูดต่อ “แล้วป้ายคำสั่งทหารล่ะ? ไม่ได้ส่งมอบก็ออกมาง่ายๆ เลยหรือ? นิสัยฮ่องเต้ ไม่มีทางที่จะจบง่ายๆ แบบนี้นี่?”

        ชายคลุมหมวกรีบคุกเข่าลง น้ำเสียงแหลมเล็ก ฟังดูก็รู้ว่าเป็นเสียงของขันที

        “เรียนคุณชายใหญ่ ข้าน้อยก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น หลังจากที่เขาเข้าตำหนักไป ฝ่าบาทก็ให้คนออกไปหมด เหลือเพียงพระองค์กับหูกงกง ทั้งสองสนทนากันสักพัก เขาก็ออกมาจากตำหนักโดยไม่เป็นอะไรเลย ข้าน้อยจึงไปสืบข่าวจากหูกงกงได้ว่าว่า เดิมทีฝ่าบาทบีบบังคับเขา แต่แล้วก็ทรงเปลี่ยนความคิด ก็เลย…”

        เจินสื้อได้ยินดังนั้น สีหน้าก็คร่ำเคร่ง โบกมือให้ชายชุดดำหยุดพูด “ฝ่าบาทยิ่งอายุมาก ก็ยิ่งอ่านใจยากขึ้นเช่นกัน”

        ขันทีคลุมหมวก ถามขึ้นว่า “คุณชายใหญ่ แล้วทางวังหลวง…”

        “ในวังหลวงให้เป็นไปตามเดิม ครั้งนี้แค่การลองใจเท่านั้น และก็ทำเพื่อจวนจวิ้นหวัง ในเมื่อไม่สำเร็จก็ไม่ต้องสนใจอีก ไม่ใช่เรื่องง่ายที่ข้าจะส่งพวกเจ้าเข้าไปอยู่ในวัง ต้องคอยดูท่าทีฝ่าบาทแทนรัชทายาทให้ดี อย่าให้เกิดเรื่องเด็ดขาด”

        พูดจบ เจินสื้อก็หรี่ตายืนข้างโต๊ะ สีหน้าเปลี่ยนไปมาราวกับกำลังใช้ความคิด

        แผนการจัดการเจียงลั่วอวี้ล้มเหลว ถ้าเจียงอิ่งที่กำลังจะออกเรือนรู้เข้า ต่อหน้าคงไม่แสดงอาการ แต่ในใจคงเจ็บแค้นนัก ไม่แน่ว่าหลังวันแต่งงานเขาอาจจะก่อเรื่องขึ้น ทั้งหมดที่ทำมาก็คงมีค่าเท่ากับศูนย์

        คิดได้ดังนี้เจินสื้อก็มีสีหน้าอึดอัด น้ำเสียงอ่อนลงและกวักมือเรียกชายคลุมหมวก

        “ตอนออกจากที่นี่กลับเข้าวัง ระวังอย่าให้คนเห็น”

        “น้อมรับคำสั่งคุณชายใหญ่ขอรับ”

        เจินสื้อโบกมือ “ไปเถอะ”

        “เจียงลั่วอวี้…น่าสนใจดีนี่…” เจินสื้อมองดูชายคลุมหมวกจากไป เขาหันมองน้ำชาในถ้วยที่เป็นวงคลื่น ราวกับเห็นแววตาที่เจ็บแค้นและสิ้นหวังของเจียงอิ่งสะท้อนอยู่ในนั้น

        ในเมื่อเคยรับปากไว้ว่าจะทำให้ เขาก็จะไม่ละทิ้งความตั้งใจที่เคยพูดเช่นกัน

 


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “เกิดใหม่ในร่างเก่า-เจียงลั่วอวี้” : http://bit.ly/2ByRjpi

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/650

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 80-90 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม