0 Views

        “กงกงเกรงใจไปแล้ว” เจียงลั่วอวี้มองไปที่ขันทีที่กำลังแสดงความเคารพตนเอง เขาควักถุงเงินส่งให้ ขันทียิ้มพลางรับไว้และเก็บเข้าในอกเสื้อ “ลำบากกงกงต้องมาถึงที่นี่ โปรดรับน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ นี้ไว้ด้วยเถิด”

        “เจียงซื่อจื่อเป็นผู้เปี่ยมด้วยปัญญาจริงๆ” กงกงมองดูท่าทางของเจียงลั่วอวี้ที่ต่างจากบรรดาลูกผู้ดีที่ไม่เห็นใครอยู่ในสายตา มาถึงก็ให้รางวัลเป็นสินน้ำใจ ทำให้เขารู้สึกพอใจ ยิ้มพลางพูดรายงานขึ้น

        “ฝ่าบาทรับสั่งเชิญท่านเข้าวังในครั้งนี้ มีเรื่องทรงอยากจะปรึกษา มีของสิ่งหนึ่งที่ทรงต้องการ ไม่ทราบว่าซื่อจื่อ…เตรียมพร้อมแล้วหรือยัง? ถ้ายังไม่พร้อม ข้าน้อยจะได้คอยตรงนี้ก่อน”

        “ขอบคุณท่านกงกง ลั่วอวี้ซึ้งใจยิ่งนัก” เจียงลั่วอวี้รู้ว่าต้องสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับขันทีผู้นี้ไว้ เขาไม่คิดว่าเพียงแค่ตบรางวัล ขันทีผู้นี้ก็บอกใบ้ถึงความต้องการที่แท้จริงของฮ่องเต้ เขายิ้มและตอบกลับ

        “ลั่วอวี้เตรียมพร้อมหมดแล้ว การเข้าวังครั้งนี้จะต้องทำให้ฝ่าบาทพอพระทัยเป็นแน่ กงกงไม่จำเป็นต้องรออะไรอีก”

        กงกงได้ยินเช่นนี้ก็ยืดตัวขึ้นสะบัดแส้ในมือ “เช่นนี้ก็ดี ขอเชิญซื่อจื่อขอรับ”

        “เชิญกงกง”

        ยังไม่ทันที่ทั้งสองจะออกจากจวนจวิ้นหวัง เสียงที่น่าเกรงขามก็ดังขึ้น น้ำเสียงฟังดูกังวลและรู้สึกผิด “ลั่วอวี้”

        เจียงลั่วอวี้ได้ยินเสียงก็หันกลับไปมอง เขาโค้งคำนับเจียงสยงผู้เป็นอาและมีตำแหน่งเป็นถึงจวิ้นหวัง “ลั่วอวี้ถวายพระพรจวิ้นหวัง”

        เจียงสยงเห็นเจียงลั่วอวี้มัวแต่คุยกับขันทีจนลืมทักทายตน ราวกับรู้ความประสงค์ในการเรียกเข้าเฝ้าของฮ่องเต้ในครั้งนี้ แต่ตนกลับช่วยอะไรไม่ได้เลย

        เจียงสยงไม่คิดว่าปฏิกิริยาของเจียงลั่วอวี้ที่มีต่อการเรียกของตนจะเฉยชาเช่นนี้ ทำเอาเขาไม่รู้ว่าจะพูดอะไรต่อไป ได้แต่ยิ้มและเอ่ยว่า “เด็กคนนี้ ทำไมทำตัวห่างเหินจริง?”

        เจียงลั่วอวี้ได้ยินดังนั้นก็หันไปส่งรอยยิ้มที่ดูประหลาดให้เขา ราวกับยิ้มเยาะ ทำเอาเจียงสยงถึงกับตกใจจนเผลอก้าวถอยหลังไป

        ห่างเหิน?

        จวิ้นหวัง นับแต่ภพก่อนจนทุกวันนี้ ท่านไม่เคยมาสนใจเรื่องในจวนเลย ปล่อยให้บรรดาลูกเมียท่านรังแกหลานที่ขาดพ่อขาดแม่อยู่ฝ่ายเดียว ข้าไม่โกรธท่านก็นับว่าดีแล้ว แล้วจะว่าข้าไปใกล้ชิดกับท่านแต่เมื่อไร? ในเมื่อไม่เคยใกล้ชิด จะใช้คำว่าห่างเหินได้อย่างไร?”

        คิดได้ดังนั้นก็พยายามเก็บอาการ เขาส่งยิ้มที่อ่อนโยนให้แทน “ลั่วอวี้มิได้เจตนา ขอท่านอาอย่าคิดมาก”

        “ไม่มีอะไรก็ดีแล้ว” เจียงสยงเดินเข้าไปใกล้เจียงลั่วอวี้ที่มีขันทีเดินตามหลัง เขาครุ่นคิดก่อนจะตักเตือนว่า “เข้าวังไปครั้งนี้ ระวังตัวให้ดี อย่าขัดพระทัยฝ่าบาทเป็นอันขาด เข้าใจนะ? “

        การตักเตือนลูกของพี่ชายแท้ๆ ของท่านในตอนนี้ ไม่เท่ากับการลับดาบยามออกศึกหรือ?

        เรื่องมันไม่ง่ายขนาดนั้นหรอก ท่านอา

        เจียงลั่วอวี้เม้มปาก เขาขี้เกียจที่จะเสแสร้งด้วยอาการทั้งปวง แต่ก็โน้มตัวรับฟัง “ลั่วอวี้จะจดจำไว้ขอรับ”

        “อารู้ว่าเจ้าเป็นคนฉลาด…” เจียงสยงรู้ว่าหลานคนนี้ไม่อยากจะฟังและเชื่อคำตน ก็รู้สึกไม่สบอารมณ์ แต่เห็นแก่หน้ากงกงที่อยู่ด้วย จึงสกัดกลั้นอารมณ์ไว้และโบกมือขึ้น “ไปเถอะ

        “ลั่วอวี้ขอลา”

        มู่ซื่อในตอนนี้ไม่รู้ว่าควรจะเดินไปส่งเจียงลั่วอวี้หรือตามสามีตนที่กำลังไม่สบอารมณ์เข้าจวนไปดี แต่เมื่อเห็นว่าเจียงลั่วอวี้ขึ้นรถม้าไปพร้อมกับขันทีแล้ว นางก็ได้แต่ถอนหายใจ เดินไปพร้อมสาวใช้ที่คอยประคองตามเจียงสยงกลับเข้าไปในจวน

        เสียงรถม้าเริ่มหยุดวิ่ง ขันทีเฒ่าใช้แส้แหวกม่านรถขึ้นและลงรถไปก่อน จากนั้นยื่นแขนให้เจียงลั่วอวี้จับเพื่อลงจากรถ เขาโบกแส้เรียกให้ขันทีหนุ่มที่รออยู่ออกมาต้อนรับ

        “เรียนซื่อจื่อ ข้าน้อยมาส่งท่านได้ถึงแค่ที่นี่ ต่อไปเสี่ยวซุ่นจื่อจะเป็นผู้นำทางท่านต่อขอรับ”

        พูดจบ ขันทีหนุ่มก็รีบมาคุกเข่าตรงหน้า ท่าทางของเขาทำให้รู้ได้ทันทีว่าไม่เคยเจอเชื้อพระวงศ์มาก่อน “เสี่ยวซุ่นจื่อถวายพระพรซื่อจื่อ ขอทรงพระเจริญพันปี!”

        “กงกง ไม่ต้องมากพิธี” เจียงลั่วอวี้ไม่คิดว่าแค่คนนำทางยังต้องมีการเปลี่ยนคน เห็นได้ว่าฮ่องเต้ต้องการให้ขันทีพาตนมาถึงช้าๆ เพื่อให้คนในวังต่างเห็นว่าที่เขามาให้วันนี้เพราะถูกฮ่องเต้เรียกตัวมา เขายิ้มอย่างเย็นชาและพูดขึ้น

        “ฮ่องเต้มีรับสั่งให้ข้ามา แสดงว่าต้องมีเรื่องด่วน กงกงรีบนำทางไปเถิด”

        ขันทีหนุ่มเข้าใจตามคำที่เจียงลั่วอวี้กล่าว โดยไม่รู้เจตนาที่แท้จริง เขาเห็นว่าขันทีเฒ่าก็มิได้แสดงท่าทีอันใด จึงรีบขานรับ “เชิญซื่อจื่อ”

        เจียงลั่วอวี้พยักหน้ารับ ไม่ได้แสดงอาการเกรงใจอย่างเช่นที่ปฏิบัติต่อขันทีเฒ่า

        เขามองดูขันทีหนุ่มที่เดินนำตนก็นึกขึ้นได้ว่า โดยปกติฮ่องเต้ต้าหลงจะเรียกพบขุนนางที่ตำหนักหย่างซิน เขารีบเดินเร็วขึ้นจนแซงหน้าขันทีหนุ่ม

        ขันทีหนุ่มที่คิดจะเดินทอดน่องไม่คิดว่าจะถูกเดินแซง แถมยังรู้ว่าจะต้องไปยังตำหนักหย่างซิน เขาตกใจจนเหงื่อออก รีบสาวเท้าจนในที่สุดก็กลับมาเดินนำหน้าได้อีกครั้ง เขาจึงไม่กล้าเดินเอ้อระเหยอีกต่อไป คนทางด้านหลังจึงค่อยๆ ลดความเร็วลง

        ในที่สุดก็มาถึงตำหนักหย่างซิน ขันทีหนุ่มปาดเหงื่อตนเองด้วยชายแขนเสื้อ ใจเต้นไม่เป็นจังหวะ เขาผลักประตูตำหนักให้เปิดออกและบอกกับผู้ที่หยุดฝีเท้าลง

        “ซื่อจื่อ ถึงแล้วขอรับ ข้าน้อยขอลา”

        เจียงลั่วอวี้มองด้วยหางตาที่เย้ยหยัน “เชิญกงกงตามสบาย”

        เมื่อขันทีหนุ่มจากไป เจียงลั่วอวี้ก็จัดเสื้อผ้าตนเองให้เข้าที่ แล้วเดินเข้าไปในตัวตำหนักที่งดงามยิ่งใหญ่ บนบัลลังก์มีฮ่องเต้ผู้น่าเกรงขามประทับอยู่ เขาถวายความเคารพเต็มรูปแบบ “ข้าน้อยเจียงลั่วอวี้ถวายพระพรฝ่าบาท ขอจงทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นๆ ปี”

        “เจียงลั่วอวี้แห่งเซียวเหยาหวัง” เจียงลั่วอวี้คุกเข่าอยู่เป็นเวลานาน ในที่สุดฮ่องเต้ก็ก้มหน้าลงมาจ้องมองเขาที่อยู่ในเครื่องทรงซื่อจื่อที่เต็มยศ “เจ้ามิใช่สามัญชน เหตุใดจึงใช้คำว่าข้าน้อย”

        เจียงลั่วอวี้ตอบทั้งที่ยังไม่เงยหน้าขึ้น “ทูลฝ่าบาท ข้าน้อยรู้ว่าข้าน้อยไม่คู่ควร ข้าน้อยเปรียบเสมือนต้นหญ้าเมื่ออยู่ต่อหน้าฝ่าบาท แผ่นดินทุกหย่อมหญ้าเป็นของพระองค์ และประชาชนทุกคนก็เป็นของพระองค์ ข้าน้อยซึ่งเป็นประชาชนคนหนึ่งก็เช่นกัน”

        “อ้อ?” ฮ่องเต้มีแววตาพอใจ มองสำรวจเจียงลั่วอวี้แต่หัวจรดเท้า และหัวเราะในลำคอ “เจ้าต่างกับบรรดาลูกผู้ดีมีสกุล มีความคิดความเข้าใจเป็นของตนเองดี”

        เจียงลั่วอวี้ก้มศีรษะต่ำลงกว่าเดิม “เป็นพระกรุณาที่ทรงชื่นชม”

        “ลุกขึ้นเถิด”

        “เป็นพระกรุณาพะย่ะค่ะ”

        “เมื่อวานนี้หลังประชุมขุนนาง เจินสื้อมาหาข้าพร้อมนำของสิ่งหนึ่งมา วันนี้ที่เรียกเจ้ามาก็เพราะจะให้เจ้าดูของชิ้นนี้”

        ฮ่องเต้มองดูเจียงลั่วอวี้ที่ค่อยๆ ยืนขึ้นแต่ยังก้มหน้าอยู่ เขาคิดไปถึงภาพวาดที่เจินสื้อนำมา ภาพนั้นเต็มไปด้วยภูตผีปีศาจมากมาย ประกอบกับคำพูดที่ตะกุกตะกักของเจินสื้อ จึงยกมือสั่งหูกงกงผู้เป็นขันทีคนสนิทขึ้น

        “ไปนำภาพนั้นมาให้เจียงซื่อจื่อชมความมหัศจรรย์เดี๋ยวนี้”

        เจียงลั่วอวี้ได้ยินเสียงม้วนภาพวาดถูกคลี่ออก ภาพนั้นก็มาปรากฏอยู่เบื้องหน้าเขา

        ฮ่องเต้ยกมือขึ้นลูบเครา กำลังจะพูดว่าเจินสื้อเป็นคนบอกว่าเจียงลั่วอวี้วาดภาพนี้ขึ้นมาเพื่อประชดประชันความมั่งคั่งในประเทศต้าหลงว่าเป็นสิ่งจอมปลอมที่สร้างภาพขึ้นมา แต่เจียงลั่วอวี้กลับคุกเข่าลงเสียก่อน สีหน้าเขาไม่ปรากฏอาการอันใดแต่เปล่งเสียงดังขึ้น

        “ทูลฝ่าบาท ข้าน้อยขอรับผิด”

        “อ้อ?” ฮ่องเต้หัวเราะเสียงเย็น มองไปที่ภาพและกล่าวต่อ “ข้ายังมองไม่ออก ว่าเจ้ามีความผิดอันใด”

        เจียงลั่วอวี้โน้มตัวต่ำลง “ทูลฝ่าบาท ข้าน้อยมีความผิดที่ยังไม่ทันวาดภาพนี้เสร็จดีก็ตั้งชื่อภาพ ทำให้ฝ่าบาทมาทรงเห็นภาพที่ไม่สมบูรณ์เช่นนี้ และยังอาจทำให้ถูกผู้อื่นชี้นำเจตนาข้าน้อยไปในทางที่ไม่ดีเช่นเดียวกับความคิดของเขา ข้าน้อยจึงมีความผิดพะย่ะค่ะ”

        เสียงอันเย็นชาของฮ่องเต้ดังก้องไปทั่วท้องพระโรง ราวกับสัตว์ร้ายที่กำลังแสยะเขี้ยว กลิ่นคาวเลือดและไอสังหารคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ “ชื่อภาพอะไร?”

 


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “เกิดใหม่ในร่างเก่า-เจียงลั่วอวี้” : http://bit.ly/2ByRjpi

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/650

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 80-90 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม