0 Views

        เจินสื้อเห็นแววตาที่ลังเลและขลาดกลัวก็รู้สึกรำคาญใจ แต่เมื่อนึกถึงเจินซื่อผู้เป็นอาของตนต้องมาป่วยเพราะลูกชายคนนี้ก็ต้องสกัดกั้นความรู้สึกรำคาญใจนี้เอาไว้

        “พี่เห็นว่าน้องของพี่ยังอัดอั้นตันใจ แต่งงานไปก็หายาที่ทำให้เขาไม่สามารถมีอะไรกับสตรีหรือคนสองเพศได้จนชาตินี้ไร้ทายาทให้เขากิน ก็น่าจะทำให้เจ้าพอใจได้? รอจนต้าจินเรียกตัวเขากลับไป เจ้าก็ค่อยหย่าขาดจากเขา กลับไปเป็นชายสองเพศ บางทีถึงตอนนั้นฮ่องเต้อาจจะเมตตาเจ้าก็ได้ เจ้าคิดว่าอย่างไรเล่า?”

        ในที่สุดเจียงอิ่งก็เข้าใจ เขารู้สึกเสียใจและเขินอายในการกระทำก่อนหน้า จึงรีบคารวะเจินสิ้อและกล่าวขอบคุณ “ขอบคุณท่านพี่ที่ชี้แนะขอรับ”

        เจินสื้อเห็นเขาเข้าใจสิ่งที่ตนพูดก็ยิ้มขึ้น หันไปเลิกคิ้วเล็กน้อยและพูดต่อด้วยเสียงดังฟังชัดก่อนจะเตรียมตัวจากไป “น้องพี่คิดได้ก็ดีแล้ว ไม่เสียเวลาที่พี่มาที่นี่ เดี๋ยวพี่จะไปเรียนให้ท่านอาทราบ ท่านจะได้สบายใจ”

        “รบกวนท่านพี่แล้วขอรับ” เจียงอิ่งเห็นเขากำลังจะจากไป ก็ยังมีคำพูดต้องการจะพูดด้วย เขาพูดขึ้นพร้อมกับไอไปด้วย “ท่านพี่ น้องมีเรื่องอยากรบกวนท่านอีกหนึ่งเรื่อง…เรื่องของข้าที่เกิดขึ้นเพราะมีคนวางแผนวางยาสลบข้าและพาไปที่จวนนั้น ถึงได้เกิดเรื่องขึ้น…”

        “อ้อ?” คำพูดของเจียงอิ่งทำให้เจินสื้อประหลาดใจและหยุดฝีเท้าลง ก่อนจะหันไปถามว่า “ใครกันที่ใจกล้าขนาดนี้ บังอาจลงมือกับเป่าเหอจวิ้นจื่อที่เพิ่งได้รับตำแหน่ง?”

        เจียงอิ่งกัดฟันพูดช้าๆ “เขาอยู่ในจวนของเรา ทายาทเซียวเหยาหวัง เจียงลั่วอวี้”

        “น่าสนใจดี ใช่ทายาทเซียวเหยาหวังคนเดียวที่มีสองเพศและเกิดจากภรรยาเอกที่มาอยู่ที่นี่เมื่อครึ่งปีก่อนหรือไม่?” เจินสื้อเดินกลับมาที่เตียงพร้อมใบหน้าเลือนรางใต้แสงเทียน

        “น้องพี่ใจเย็นๆ ค่อยๆ เล่ามา หากเจ้าอยากจะแก้แค้น พี่จะช่วยเจ้าเอง”

        ในตอนเช้า ไม่กี่วันต่อมา

        ในขณะที่เจียงลั่วอวี้กำลังแต่งตัวอยู่กับสาวใช้ ก็มีเสียงกระพือปีกดังขึ้น ชายชุดขาวที่ยืนข้างหน้าต่างขมวดคิ้วและเปิดหน้าต่างออกดู เขาจับนกเข้ามาและแก้มัดสารที่ผูกติดกับตีนสีแดงของนกและเปิดออกเพื่ออ่านดู

        เจียงลั่วอวี้แต่งตัวเสร็จก็เดินออกมาจากฉากกันลม เขามองไปที่ชายชุดขาวก่อนจะยิ้มและถามขึ้น “มีอะไรหรือ?”

        ทันใดนั้นก็มีเสียงฝีเท้าอันเร่งรีบดังใกล้เข้ามา เหมียนซิงพูดเสียงเบาว่า “ซื่อจื่อ แย่แล้วขอรับ!”

        เจียงลั่วอวี้หันไปมองไป๋หมิ่นอวี้และเลิกคิ้วถาม “ข่าวร้าย?”

        เหมียนซิงเข้ามาในห้อง เขาเหลือบไปเห็นไป๋หมิ่นอวี้กำลังยื่นสารนั้นให้เจียงลั่วอวี้และตอบว่า “ใช่”

        เจียงลั่วอวี้รับสารมาแต่ไม่ก้มหน้าลงไปอ่าน หันไปถามเหมียนซิงที่กำลังจะแสดงความเคารพ “ข่าวของเหมียนซิงเล่า ข่าวไม่ดีเช่นกันหรือ?”

        “ขอรับ”

        เจียงลั่วอวี้พยักหน้าด้วยสีหน้าราบเรียบ หันไปหยิบถ้วยชาที่อยู่ข้างมือไป๋หมิ่นอวี้ขึ้นมาจิบ “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ หมิ่นอวี้เจ้าได้ข่าวก่อนก็ว่ามาก่อนเถอะ”

        ไป๋หมิ่นอวี้ก้มหน้าลง เสียงที่เดิมสดใสชัดเจนฟังดูทุ้มต่ำลง “ข้าได้ข่าวมาไม่หมด รู้เพียงว่าเมื่อวานนี้เจินสื้อเข้าเฝ้าฮ่องเต้ แต่จะพูดคุยเรื่องอะไรกันก็ยังสืบไม่รู้ความ”

        เจียงลั่วอวี้หันไปอีกทาง “เหมียนซิง”

        เหมียนซิงรายงาน “เรียนซื่อจื่อ ข่าวจากสายสืบในวังของเรารายงานว่า เจินสื้อเข้าเฝ้าฮ่องเต้พร้อมกับนำภาพวาดที่ท่านเคยวาดแข่งขันเมื่อครั้งงานเลี้ยงครั้งนั้นติดไปด้วยขอรับ”

        “ภาพนั้นหรือ?” เจียงลั่วอวี้นึกย้อนไปถึงภาพวาดที่ทำให้ผู้คนตกตะลึงภาพนั้นและเขาก็ยิ้มขึ้น “เป็นแผนการที่แยบยล เขาก็ช่างคิดได้นะ”

        เหมียนซิงได้รับข่าวนี้ในตอนเช้า เขามีสีหน้าตื่นเต้น “ซื่อจื่อ ถ้ารู้เร็วกว่านี้ เมื่อวานนี้คนของหานเจียงเก๋อก็คง…”

        “ก็คงอะไรหรือ?” เจียงลั่วอวี้ยังคงจัดเสื้อผ้าให้เข้าที่เข้าทาง ดูไม่ลนลานเลยสักนิด “ก็คงจะขัดขวางไม่ให้เจินสื้อกับเจียงอิ่งหรือเจินซื่อได้เจอกันงั้นหรือ? “

        ไป๋หมิ่นอวี้ได้ยินดังนั้นก็เตรียมตัวจะพูดบ้าง แต่เมื่อมองไปที่ชุดสีครามที่เจียงลั่วอวี้สวมใส่ก็ต้องเบิกตาโพลงและรู้สึกสับสน

        ชุดที่เขาใส่ในวันนี้ไม่ใช่ชุดลำลองที่ใส่อย่างทุกวัน แต่มันเป็นชุดพิธีการสำหรับเข้าเฝ้าฮ่องเต้!

        หรือว่าที่เมื่อวานได้ยินว่าเจินสื้อมาพบเจียงอิ่ง เขาก็คาดการณ์ได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น จึงแต่งตัวรอ?

        คิดได้ดังนั้น ไป๋หมิ่นอวี้ที่ตื่นเต้นเมื่อได้รับสารก็เบาใจลง แววตาสงบตา เหลือเพียงความกังวลใจอยู่บ้าง

        แม้ว่าจะเตรียมตัวไว้ก่อนแล้ว แต่การจะไปเข้าเฝ้าฮ่องเต้ที่จ้องจะยึดป้ายคำสั่งทหารจากเขามาให้จนได้ มันจะไม่มีปัญหาอะไรจริงหรือ?”

        “อย่าบื้อนักเลย เหมียนซิง” เจียงลั่วอวี้ยังคงจัดเสื้อผ้าตนและคนข้างๆ ก็เดินเข้ามาช่วยดูแลความเรียบร้อยของชุดให้เขา เขายิ้มและพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

        “ถ้าเมื่อวานพวกเราไปห้ามพวกเขา เจินสื้อก็คงระแวงสงสัยและจะเลือกใช้วิธีที่น่ากลัวที่สุด ถึงเวลานั้นเจ้าจะรับมืออย่างไร? “

        เหมียนซิงได้ยินก็รู้สึกจุก ไม่รู้จะโต้ตอบอย่างไร วีหน้ามีแต่ความกังวล “แต่ว่า…ท่าทีที่เจินสื้อเข้าวังเมื่อวานดูจะเตรียมการมาดี เขาคงเป่าหูจนฮ่องเต้เชื่อหมดแล้ว วันนี้คงมีรับสั่งให้ท่านเข้าเฝ้า และก็คงสร้างปัญหาให้ท่าน…”

        เจียงลั่วอวี้หันไปรับศิราภรณ์เงินและพูดพึมพำกับตน แต่ก็เหมือนพูดให้อีกสองคนข้างๆ ฟัง “บนโลกนี้ไม่ได้มีคนสร้างปัญหาให้ข้าคนเดียวเสียเมื่อไร?”

        เขาพูดจบก็นั่งลงบนเก้าอี้ ยื่นศิราภรณ์ให้ชายชุดขาว “ไม่ต้องจัดชุดแล้ว เกล้ามวยให้ข้าเถอะ”

        ไป๋หมิ่นอวี้ค่อยๆ ครอบศิราภรณ์เงินลงบนมวย และรับปิ่นด้ามยาวจากสาวใช้มาเสียบอีกชั้นเพื่อความแน่นหนา “ไม่ไปไม่ได้หรือ?”

        “ไม่ไปไม่ได้” เจียงลั่วอวี้ตอบอย่างไม่ลังเล เขามองตนเองในคันฉ่อง ยิ้มและยืนขึ้นใส “อีกสักพักราชโองการจะมาถึง ก่อนที่ข้าจะกลับมา เจ้ากับเหมียนซิง ซุ่ยเยวี่ยและจุยอวิ๋น รออยู่ที่สวนมรกตนี่ ไม่ว่าจะมีเรื่องอะไรก็ไม่ต้องสนใจ อยู่ดูแลที่นี่และน้องๆ ของข้าไว้ เข้าใจใช่ไหม? “

        ไป๋หมิ่นอวี้มองดูเขากำลังเดินจากไป ก็เดินตามไป “ระวังตัวด้วย”

        เจียงลั่วอวี้หยุดฝีเท้าเพราะได้ยินเสียงนั้น เขายิ้มให้ท่ามกลางแสงอาทิตย์ที่สาดส่อง ซุ่ยเยวี่ยในชุดสีแดงกำลังวิ่งตรงเข้ามาที่เขาและย่อตัวแสดงความเคารพ

        “ซื่อจื่อเจ้าคะ มีคนของจวนจวิ้นหวังมารอท่านที่ด้านนอกเจ้าค่ะ”

        เจียงลั่วอวี้เห็นท่าทางรีบร้อนจนกระหืดกระหอบของสาวใช้ก็ยิ้มและตบเบาๆไปที่มือนาง เขาหันไปมองไป๋หมิ่นอวี้อีกครั้ง กำลังจะเดินออกจากสวนก็ได้ยินเสียงคนเรียกเบาๆ

        “ซื่อจื่อ”

        “เอาแต่เรียกว่า ‘ซื่อจื่อ’ ฟังดูห่างเหินจริง” เขายิ้มอ่อนๆ ขึ้นแต่ไม่ได้หันกลับไปมอง เพียงแต่พูดลอยๆ ขึ้นว่า “รอข้ากลับมา แล้วเรียกข้าว่า ‘ลั่วอวี้’ นะ”

        พูดจบเขาก็ไม่รอให้อีกฝ่ายพูดตอบ เขาเดินผ่านซุ่ยเยวี่ยออกไปเพียงลำพัง เหลือเพียงแสงอาทิตย์ที่ฉายเงาของเขาที่ค่อยๆ เลือนรางตามไป

        เมื่อผ่านประตูแบ่งเขตและระเบียงขดก็มาถึงฝั่งตะวันออกของจวน เจียงลั่วอวี้เดินผ่านอาคารที่พักหลายหลังจนมาถึงประตูใหญ่ เขาเห็นเจียงสยง มู่ซื่อและคนอื่นๆ ยืนอยู่หน้าประตู ไม่ไกลจากพวกเขาก็มีขันทีชราผมขาวยืนยิ้มอยู่ด้วย

        เมื่อเห็นเช่นนั้นเขาก็ยิ้มน้อยลงและเดินเร็วขึ้น จนไปหยุดที่เบื้องหน้าขันทีผู้นั้น

        ขันทีผู้นี้แม้จะชราภาพ แต่สายตายังคงดีเยี่ยม เมื่อเขาเห็นเจียงลั่วอวี้เดินมาด้วยท่าทีสง่าผ่าเผยก็รีบแสดงความเคารพ “เจียงซื่อจื่อ ข้าน้อยรับพระบัญชาจากฝ่าบาท ให้มาเชิญท่านเข้าไปในวังขอรับ”

 


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “เกิดใหม่ในร่างเก่า-เจียงลั่วอวี้” : http://bit.ly/2ByRjpi

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/650

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 80-90 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม