0 Views

        เจินซื่อป่วยหนักขึ้นอีกหลังจากทราบข่าว ตอนนี้ทั้งลูกชายและลูกสาวต่างก็ไม่สามารถมาช่วยนางได้อีกต่อไป อำนาจในจวนตกอยู่ในมือมู่ซื่อมากขึ้นเรื่อยๆ บรรดาคนของเจินซื่อก็ดูทิศทางลม พากันไปเข้าด้วยมู่ซื่อมากขึ้นเช่นกัน

        หลังจากเกิดเรื่องขึ้นสามวัน เย่จงผู้เป็นรัชทายาทพาหนานจิ้งหลงเข้าเฝ้าฮ่องเต้เพื่อกราบทูลเรื่องที่เกิดขึ้น และหนานจิ้งหลงก็เตรียมตัวไปสู่ขอเป่าเหอจวิ้นจื่อเพื่อมาเป็นพระชายาเอก ฮ่องเต้ดีพระทัยจึงรับสั่งให้จัดการสมรสพระราชทานแก่ทั้งสองคน

        ราชโองการถูกส่งมายังจวน ในคืนนั้นเจียงลั่วอวี้และไป๋หมิ่นอวี้กำลังเล่นหมากล้อมกันอยู่ ทั้งคู่เงยหน้าขึ้นมองตากัน และก้มลงพร้อมกัน ราวกับว่าไม่ได้ยินข่าวที่เหมียนซิงนำเข้ามารายงาน เหมียนซิงเห็นดังนั้นจึงถอยออกจากห้องเหลือเพียงเขาสองคน

        เช้าวันถัดมา เจียงลั่วอวี้ตื่นแต่เช้า เขาสวมเสื้อคลุมสีขาวออกมายืนที่หน้าประตูห้อง ตาก็เหลือบไปเห็นไป๋หมิ่นอวี้ที่หน้าสวนกำลังถือถ้วยอาหารป้อนนกอยู่

        เจียงลั่วอวี้กำลังจะเอ่ยปากเรียก แต่แล้วเสียงฝีเท้าที่เร่งรีบก็ดังขึ้น เหมียนซิงรีบเข้ามารายงาน “ซื่อจื่อ ในจวนมีข่าวว่าฮ่องเต้ให้ฝ่ายโหราดูฤกษ์ยามสมรสพระราชทานระหว่างเป่าเหอจวิ้นจื่อกับหนานหวงจื่อเรียบร้อยแล้ว เร็วสุดคืออีกสิบวันหลังจากนี้”

        “สิบวัน?” เจียงลั่วอวี้ได้ยินก็ไม่แสดงอาการอันใด เขาใช้มือลูบไปที่ปกเสื้อตนที่เป็นขนสัตว์ “ดูจะเร่งรัดเกิน จะทันตัดชุดแต่งงานได้อย่างไร หรือจะแค่ใส่ชุดสีแดงแล้วขึ้นเกี้ยวพอ? “

        “เรื่องนี้ข้าน้อยก็ไม่ทราบ” เหมียนซิงดูเหมือนกำลังครุ่นคิดหลังจากตอบออกไป “มีอีกเรื่องหนึ่ง ไม่ทราบว่าซื่อจื่อ…”

        ยังไม่ทันพูดจบ เจียงลั่วอวี้ก็ปราดตาไปจ้องเขา “ว่ามา”

        เหมียนซิงเม้มปาก ย่อตัวลงพูดเสียงเบา “คนที่มาส่งข่าวที่จวนในวันนี้ คือเจินสื้อบุตรคนโตของฉีกว๋อกง เขาเป็นหลานอาของเจินซื่อ

        “เจินสื้อ?” เจียงลั่วอวี้ชะงักไป เขาหรี่ตามองไปที่ต้นไม้ในสวนและพูดขึ้นมาราวกับพูดกับตนเอง แต่ก็เหมือนถามคนอื่น “เจินสื้อ คนที่เมื่อตอนมีอายุสี่ขวบแล้วท่านปู่ชมว่าเขาจะเป็นเกียรติเป็นศรีแก่วงศ์ตระกูลใช่ไหม? ”

        เจินสื้อ

        ไม่คิดว่าแผนการจัดการเจียงอิ่งจะล่อให้ปลาตัวใหญ่โผล่มาด้วย

        เจินสื้อ บุตรชายคนโตของเจินฟู่ พี่ชายของนางเจินซื่อ ได้รับฉายาว่าเป็นเด็กอัจฉริยะตั้งแต่อายุได้ 4 ขวบ เคยเจอกันในสมัยเด็กในงานเลี้ยง ในตอนนั้นท่านปู่เจียงหลุนยังมีชีวิตอยู่ ได้เอ่ยปากชมว่าเด็กผู้นี้จะเป็นศรีแห่งวงศ์ตระกูล เจินฟู่จึงเปลี่ยนชื่อให้บุตรคนนี้ว่าเจินสื้อ เพื่อให้สอดคล้องกับคำทำนาย

        “เรียนซื่อจื่อ คือคนผู้นี้” เหมียนซิงพยักหน้าและมองดูเจียงลั่วอวี้ที่กำลังครุ่นคิด เขายื่นมือส่งเศษผ้าผืนหนึ่งให้ผู้เป็นนาย

        “ชายผู้นี้เพิ่งจะผ่านพิธีเข้าสู่การเป็นผู้ใหญ่ ปีก่อนได้รับตำแหน่งรองราชองครักษ์ในรัชทายาทและตำแหน่งผู้ช่วยขุนนาง สถานะสูงส่งเกือบจะตามทันผู้เป็นบิดา ได้ยินว่าเขาเป็นคนฉลาดเกินคนและเชี่ยวชาญสาขาวิชาต่างๆ ในราชสำนักก็มีพรรคพวกมากมาย และยังมีรัชทายาทให้การสนับสนุน ยากที่จะต่อกร หากวันหนึ่งซื่อจื่อต้องเผชิญหน้ากับเขา ต้องระวังให้มากนะขอรับ”

        “เก่งกาจขนาดนี้จนได้รับตำแหน่งใหญ่โต ก็สมควรแล้ว” เจียงลั่วอวี้รับเศษผ้าขึ้นมา อ่านดูแล้วก็ถอนหายใจ “น่าเสียดายที่เขาแซ่เจิน…เราจึงต้องเป็นศัตรูกัน มาถึงขนาดนี้แล้ว ถึงไม่อยากเจอ แต่ก็คงจะนั่งรอความตายไม่ได้เช่นกัน”

        เหมียนซิงถามขึ้น “ท่านหมายถึง…”

        เจียงลั่วอวี้หันไปมองไป๋หมิ่นอวี้ที่มองมาหาเขา เขายิ้มและพูดเสียงเย็น “เจินสื้อเป็นคนฉลาด ถ้าเขาคิดจะจัดการข้าก็ต้องเริ่มที่กำจัดจุดอ่อน และจุดอ่อนที่สุดของข้าก็คือสิ่งสิ่งหนึ่งที่ข้ามี”

        “ท่านหมายถึง…”

        “ป้ายคำสั่งทหาร จวนเซียวเหยาหวังและน้องๆ ข้า” เขาพูดพลางเดินลงบันไดไปหาชายชุดขาว ยกมือขึ้นลูบนกตัวสีขาวโพลน มองดูลูกตาสีดำและยิ้มขึ้น “ถ้าเป็นเจ้า จะเลือกลงมือที่ใดก่อน? “

        ไป๋หมิ่นอวี้เหลือบตามองเขา ส่วนเหมียนซิงตอบเบาๆ กลับ “ข้าน้อยคงเลือกลงมือกับน้องๆ ของท่านก่อน”

        “เจ้าไม่ใช่คนที่ฉลาดสักเท่าไร แต่คล้ายกับเจินซื่อ” เจียงลั่วอวี้หยิบชิ้นเนื้อค้างในมือ แสงแดดส่องผ่านดวงตาทำให้ดูอ่อนโยน “แต่เจินซื่อเป็นสตรี ถึงจะฉลาด แต่ก็ขาดความเฉลียว หากเจินสื้อเป็นคนที่ฉลาดเฉลียว เขาต้องเลือกลงมือที่ป้ายคำสั่งก่อน”

        พูดจบเขาก็ยื่นชิ้นเนื้อส่งให้เจ้านก “อีกไม่กี่วัน หากมีราชโองการมาถึง เจ้ารีบไปแจ้งหานเจียงเก๋อให้เตรียมการเรื่องนั้นให้เรียบร้อย”

        เหมียนซิงขานรับ “น้อมรับคำสั่งขอรับ”

        ห่างไปจากสวนมรกตไปทางฝั่งตะวันออกของจวน ภายในห้องที่แสงแดดส่องไม่ถึงจึงทำให้ดูอับชื้น คนบนเตียงยังคงลุกขึ้นไม่ไหว เขาพยายามขยับตัวแล้วก็ไออย่างหนักออกมา

        กลิ่นเลือดจางๆ โชยออกมาพร้อมกับการไอ บ่าวชายที่กำลังยกถ้วยยาเข้ามาถึงกับหน้าถอดสี รีบวิ่งเข้าไปข้างเตียงและส่งยาให้ชายบนเตียงที่ขอบตาแดงช้ำ

        “คุณชาย ข้าน้อยนำยามาให้ขอรับ”

        “ข้า…ไม่กิน…” คนบนเตียงมองถ้วยยาที่มียาสีดำควันคุกรุ่นยื่นมาตรงหน้า เขาออกแรงปัดถาดที่รองถ้วยยานั้นทิ้งและตะโกนขึ้น “ข้าเป็นลูกชายคนโตของจวนจวิ้นหวัง เป็นผู้ชายไม่ใช่คนสองเพศ! แค่กๆๆ…ข้า…ต่อให้ข้าต้องตาย…อย่างไรข้าก็ไม่แต่ง!”

        บ่าวคนเดิมรีบเก็บเศษถ้วยยาที่แตกกระจายขึ้น “คุณชาย ท่านจะพูดแบบนี้ไม่ได้ ท่านถูกตั้งเป็นจวิ้นจื่อแล้ว…”

        “บ่าวคนนี้พูดได้ถูกต้อง” คนบนเตียงกำลังจะตะโกนพูดต่อ แต่เสียงอันสดใสดังขึ้นมาจากทางเข้าประตู น้ำเสียงฟังดูคล้ายปลอบประโลม

        “ในเมื่อน้องชายถูกตั้งเป็นจวิ้นจื่อ ก็เป็นการยอมรับสถานะต่อหน้าพระพักตร์ฝ่าบาทแล้วว่าเป็นคนสองเพศ กษัตริย์ตรัสแล้วไม่คืนคำ ไหนจะเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นอีก ฝ่าบาทกริ้วมาก ต่อให้ฝ่าบาทรู้ว่าเจ้าเป็นผู้ชาย ก็ไม่มีทางคืนคำ”

        “ฝ่าบาทมีราชโองการ…ว่าอย่างไร…” เจียงอิ่งออกแรงกระชากผ้าห่มออก เขาไอจนหน้าเบี้ยว “ให้…ให้ข้าออกเรือนไปกับตัวประกัน! แค่กๆๆ…”

        “ถ้าไม่ใช่ แล้วจะเป็นอะไรไปได้?” เสียงนั้นดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ แสงจากเทียนทำให้เขาเห็นหน้าผู้ที่กำลังเข้ามาชัดขึ้น

        “น้องพี่ เรื่องมาถึงตอนนี้แล้ว เจ้าจะขัดขืนก็ไม่มีประโยชน์ หรืออยากให้เขารู้กันทั้งเมืองจนฮ่องเต้กริ้วสั่งลงโทษทั้งจวนจวิ้นหวัง? “

        ในขณะที่แสงเทียนส่องสว่างขึ้น เจียงอิ่งกำลังจะโวยวายต่อ แต่แล้วใบหน้าที่คุ้นเคยก็ปรากฏ นั่นทำให้เขายิ้มขึ้นได้หน่อย “ท่านพี่…เหตุใดจึงพูดเช่นนั้น ข้าเป็นผู้ชายอกสามศอก หากแต่งไปกับผู้ชาย ชื่อเสียงของข้าในเมืองหลวงนี้…”

        ผู้ที่มาถึงก็คือ เจินสื้อ บุตรชายคนโตของเจินฟู่ผู้เป็นลุงของเขา

        เจินสื้อนั่งลงและยกมือบอกให้บ่าววางถาดยาลงก่อน แล้วไปพยุงเจียงอิ่งนั่งขึ้น ใบหน้าอันงดงามใต้แสงเทียนสลัวเอ่ยปากขึ้น “น้องพี่คิดแบบนี้ไม่ได้เป็นอันขาด”

        เจียงอิ่งพยายามพยุงตัวเองนั่งและถอนหายใจเฮือกใหญ่

        เจินสื่อเห็นท่าทางของน้องชายก็รู้ว่าเขาช่างไม่เข้าใจสถานการณ์เอาเสียเลย ถึงได้เป็นเช่นนี้ ในตาจึงมีแววดูถูก แต่ไม่แสดงออกทางสีหน้าและยังคงอธิบายต่อ

        “ตามความเห็นพี่ เจ้าควรจะออกเรือนไปอย่างสมเกียรติกับเขา หลายปีมานี้ต้าจินมั่นคงมั่งคั่ง ฝ่าบาทก็ประชวรเรื่อยๆ คนที่ดูจะพึ่งพาได้ก็มีแต่หนานหวงจื่อ เจ้าแต่งไปเป็นชายาเอก ซ้ำยังเป็นผู้ชาย อาจจะโดนดูถูกบ้าง แต่ก็ทำให้เขาหมดสิทธิ์ที่จะแต่งเมียเอกที่ต้าหลงอีก”

        เจียงอิ่งมีสีหน้าสับสน แต่ใบหน้าที่ซีดเผือดดูมีสีเลือดขึ้น เขาถูนิ้วไปมาครุ่นคิด ไม่รู้ว่าที่เจินสื้อพูดมาจะเป็นการปลอบใจ หรือเพราะหวังดีกันแน่ “ท่านพี่หมายความว่า…”

 


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “เกิดใหม่ในร่างเก่า-เจียงลั่วอวี้” : http://bit.ly/2ByRjpi

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/650

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 80-90 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม