0 Views

        เมื่อพูดจบ เจียงลั่วอวี้ที่กำลังเดินเข้ามาก็เห็นว่า ดวงตาสีอำพันในตอนนี้ดูจริงจังและแฝงความดีใจขึ้นเรื่อยๆ ไว้ภายใน

        เจียงลั่วอวี้เห็นสีหน้าอีกฝ่ายที่เปลี่ยนไปก็เบาใจ ราวกับยกหินออกจากอก เขาเดินเข้าไปหาด้วยความกระฉับกระเฉง

        ไป๋หมิ่นอวี้ค่อยๆ หันหน้ามามอง ดวงตาเจียงลั่วอวี้ในตอนนี้ราวกับกำลังครุ่นคิดหรือลังเลอะไรบางอย่างอยู่

        ไป๋หมิ่นอวี้รู้สึกว่าอีกฝ่ายมีอารมณ์หลากหลายและสับสนวุ่นวาย ในขณะที่กำลังจะเอ่ยปากอธิบาย เจียงลั่วอวี้ก็เดินเขามาถึงตัวและชี้นิ้วไปที่นกตัวนั้น

        “ข้าขอลูบมันได้ไหม? มันคงไม่จิกข่วนข้านะ ข้ากลัวเจ็บ”

        “จุ้ยเสวี่ยนิสัยอ่อนโยน เจ้าให้มันกินอาหารก่อนสักหน่อย มันก็ไม่ทำร้ายเจ้าแล้ว”

        ไป๋หมิ่นอวี้เห็นเขาเข้ามาใกล้ ก็รู้สึกว่าอยากจะก้าวไปหาเขาเช่นกัน แต่หากก้าวไปก็จะตัวติดกับอีกฝ่ายเกินไป จึงเลือกยืนอยู่กับที่เช่นเดิมและมองไปด้วยความรู้สึกทั้งรักและกลัวที่ยากจะบรรยาย

        เจียงลั่วอวี้กลับมามีอารมณ์ดีอีกครั้ง แต่นั่นกลับทำให้อีกฝ่ายรู้สึกสับสนและไม่ค่อยสบายใจ

        “เจ้า…”

        เจียงลั่วอวี้ไม่ได้หันไปมองหน้า แต่ยื่นมือขออาหารสำหรับป้อนนกจากเขา จากนั้นก็เอ่ยขึ้นว่า “ข้าทำไมหรือ?”

        “เจ้า…ไม่ถามแล้วหรือ?” ไป๋หมิ่นอวี้มองมือที่ยื่นมา เขาจึงหยิบอาหารในแขนเสื้อวางลงบนมือ “ขอเพียงเจ้าถาม ข้าจะไม่โกหกเจ้า”

        คำพูดนี้ทำให้เจียงลั่วอวี้หยุดชะงัก

        เขากำอาหารในมือไว้แน่น ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นสบตาราวกับจะดูว่าคำพูดอีกฝ่ายเชื่อถือได้หรือไม่ แต่ไป๋หมิ่นอวี้ยังคงยืนนิ่งไม่ไหวติง ซ้ำยังยิ้มอ่อนๆ ให้อีกด้วย

        “ทำไมเจ้าถึงซื่อนักนะ” ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเพียงใด เขายกมือขึ้นลูบใบหน้าอันเย็นเฉียบของอีกฝ่าย น้ำเสียงอันอ่อนโยนดังขึ้น “ถ้ายังถามต่อ แล้วเจ้ากลัวความลับจะถูกเปิดโปงจนวิ่งหนีไป แล้วข้าจะทำอย่างไร? ข้าจะไปหาคนซื่อบื้อที่ไหนมาแกล้งเล่นได้อีกเล่า?”

        พูดพลางถอนหายใจ เขาเลิกคิ้วและพูดต่อด้วยความเร็ว “ในเมื่อเจ้าไม่ได้มาขโมยแผนที่การทหาร และก็ไม่ได้ทำร้ายข้าเหมือนคนอื่นในจวนจวิ้นหวัง เจ้าจะเป็นคนต้าหลงหรือต้าจิน มันก็ไม่เกี่ยวอะไรกับข้านี่?”

        ไป๋หมิ่นอวี้ยืนกะพริบตาเพราะไม่เข้าใจสิ่งที่เขาพูด ครู่หนึ่งก็เหมือนจะได้สติจึงพยักหน้ารับคำที่อีกฝ่ายพูด

        เจียงลั่วอวี้เห็นเขาตอบรับราวกับเด็กที่ทำความผิด เขาเข้าใจดีว่าที่อีกฝ่ายไม่เปิดเผยตัวตนเก็บเป็นความลับถือเป็นเรื่องปกติ เพราะพวกเราเพิ่งจะรู้จักกันได้เพียงครึ่งปี แต่คิดไปคิดมาก็ยังไม่สบายอยู่ดี

        “ถ้าข้าไม่รู้เองว่าเจ้าเป็นคนต้าจิน เจ้าก็จะปิดข้าไปเรื่อยๆ แบบนี้หรือ? “

        “ข้ากลัว…” ไป๋หมิ่นอวี้ไม่ได้รู้สึกผิด แต่เขากลับรู้สึกลนลาน เขาถอยหลังไปจนติดกำแพง และพูดขึ้นว่า

        “ยิ่งมองเจ้า ข้าก็ยิ่งกลัว ยิ่งกลัวก็ยิ่งไม่กล้าพูด”

        ในที่สุดเขาก็เงยหน้าขึ้นสบตา “ทุกเช้าที่ข้ารอเจ้าออกมาจากสวนมรกต ข้ากลัวเหลือเกินว่าถ้าเจ้ารู้ความจริงจะเป็นอย่างไร? เจ้าจะคิดว่าข้าหักหลังเจ้าและไม่สนใจข้าอีกไหม? ทุกครั้งที่คิดเช่นนี้ ถึงข้าอยากจะพูดความจริง แต่ก็เหมือนมีอะไรมาจุกที่คอ…”

        เจียงลั่วอวี้ได้ยินดังนั้นก็มองหน้าเขาที่ดูเจ็บปวดราวกับถูกเข็มทิ่มลงไป

        ไม่ใช่เจ็บปวด แต่คือความทรมาน

        “แม้ว่าข้าไม่อยากถาม แต่ก็ต้องถาม”

        “เจ้าถามมาเถอะ” ไป๋หมิ่นอวี้ที่ยืนติดกำแพงพูดแทรกขึ้นมาเพราะรู้ว่าอีกฝ่ายต้องการถามอะไร “ท่านอาของข้าพาข้ามาที่นี่เพียงเพื่อหนีร้อนมาพึ่งเย็น ส่วนเรื่องอื่นๆ ข้า…”

        อยู่ๆ เขาก็หยุดพูดขึ้นเสียเฉยๆ เจียงลั่วอวี้ยิ้มและดูเหมือนจะเข้าใจอีกฝ่าย

        “ถ้ามันลำบากใจที่จะพูดก็ไม่เป็นไร อย่างไรเสียเจ้าก็ไม่ได้ทำร้ายข้า เจ้าอยากให้มันเป็นความลับก็ไม่ต้องพูดก็ได้”

        ไป๋หมิ่นอวี้เม้มปากและจ้องตาเขา “วันหนึ่ง ข้าจะบอกเจ้าทุกสิ่ง”

        คำพูดนี้แสดงให้เห็นว่าบทสนทนาจบลงแล้ว

        เจียงลั่วอวี้พยักหน้ารับรู้ ไป๋หมิ่นอวี้ก็มีสีหน้ากลับมาเป็นปกติ เจียงลั่วอวี้ยกมือขึ้นลูบผมอันเย็นเฉียบและพูดเย้าเบาๆ ว่า “ถ้าข้ารู้ช้ากว่านี้ ข้าอาจจะไม่ให้อภัยเจ้าก็ได้นะ”

        ไป๋หมิ่นอวี้ได้ยินก็รู้สึกสะดุ้งราวถูกอะไรทิ่มแทง เขาก้มหน้าลงอีกครั้ง “ข้าไม่ได้ตั้งใจ”

        “เจ้าบอกว่าไม่ได้ตั้งใจก็แปลว่าไม่ได้ตั้งใจอย่างนั้นหรือ?” เจียงลั่วอวี้พูดหยอกและเกี่ยวนิ้วกับเขา “มานี่”

        ในตอนนี้เจ้านกตัวเดิมบินไปหาที่เกาะที่อื่นแล้ว ไป๋หมิ่นอวี้ในสภาพราวกับยอมให้อีกฝ่ายลงโทษก้าวเข้าไปหาอีกฝ่าย เจียงลั่วอวี้เอามือโอบเอวเขาไว้และเย้าแหย่

        “ถ้าวันหลังทำข้าโกรธอีก เจ้าก็กลับไปเปลืองผ้านอนรอข้าบนเตียง รอให้ข้าลงโทษ เข้าใจไหม? “

        หน้าซีดขาวชองไป๋หมิ่นอวี้แดงขึ้นมาทันที “…ซื่อจื่อ…”

        “ห้ามปฏิเสธ” เจียงลั่วอวี้ดันเขาจนชิดกำแพง มองไปรอบๆ แล้วก็กระซิบข้างหู “ที่นี่ไม่มีใคร…”

        เงาของทั้งสองทอดยาวรวมเข้าด้วยกัน เหลือเพียงเสียงพลอดรักเบาๆ ลอยออกมา และเจียงลั่วอวี้ก็ยืดตัวขึ้น ใช้นิ้วมือวาดไปตามริมฝีปาก

        ไป๋หมิ่นอวี้ก้มลงปัดเศษหญ้าและฝุ่นดินออกจากชายเสื้อ เขามองดูเจียงลั่วอวี้กำลังป้อนอาหารให้จุ้ยเสวี่ยที่เกาะอยู่บนต้นไม้ด้วยดวงตาสีอำพันที่อ่อนโยน

        “เจ้าพามันมาตั้งแต่ตอนที่ท่านอาเจ้าพาเจ้ามาอาศัยที่นี่หรือ?” ทั้งสองคนกลับมาเดินจับมือกันอีกครั้ง พวกเขามุ่งหน้ากลับไปยังที่พักพวกตน เจียงลั่วอวี้จ้องมองนกบนบ่าของอีกฝ่าย

        “ปกติมันไปอยู่ที่ไหน ทำไมข้าไม่เคยเห็นมันอยู่เจ้ามาก่อนเลย”

        ไป๋หมิ่นอวี้นิ่งไป เขาตอบเสียงเบาว่า “นกพวกนี้เป็นเหมือนเทพเจ้า เหมาะที่จะโบยบินอยู่บนฟ้ามากกว่าในจวนเล็กๆ”

        “แบบนี้นี่เอง” ที่แท้นกตัวนี้อาศัยอยู่ในป่าที่ภูเขาด้านหลังจวน เจียงลั่วอวี้นึกภาพตาม ก็อดคิดถึงตอนที่เขาสองคนพบกันไม่ได้ขึ้นมา

        การที่เขาวิ่งนำคนเหล่านั้นขึ้นเขา ไม่ใช่ว่าเตรียมตัวตาย แต่เขาพยายามจะหลบจากสายตาผู้คนแล้วเรียกนกตัวนี้มาช่วยอย่างนั้นหรือ?

        เขากำลังคิดว่าการที่เขาช่วยเป็นการทำเกินไปหรือเปล่า เพราะถึงไม่ช่วย ไป๋หมิ่นอวี้ก็คงเอาตัวรอดได้ กำลังจะเอ่ยปากถาม ก็นึกถึงเรื่องตอนที่เขาตกลงไปในสระขึ้นมาได้อีก

        สีหน้าและแววตาของไป๋หมิ่นอวี้ทำให้เขาต้องถอนหายใจและรู้สึกสงสาร เขายังคงยิ้มอ่อนๆ และพูดต่อ

        “เที่ยงแล้ว เจียงอิ่งทำให้เราไม่ได้รับมื้อเที่ยงที่จวนสกุลหนิง เห็นเจ้านกกินอาหารน่าอร่อย ข้าก็ชักจะหิวขึ้นมาบ้างแล้ว เจ้าล่ะ? “

        ไป๋หมิ่นอวี้หันมามองตาเขา ในตาไม่สามารถบรรยายความรู้สึกได้ รู้เพียงแต่ว่ามันช่างใสบริสุทธิ์ดุจหินอำพัน

        “ถ้าเช่นนั้นก็กลับกันเถอะ”

        เป็นดังที่คาดไว้ เพียงแค่หนึ่งวัน ข่าวฉาวของเป่าเหอจวิ้นจื่อและหนานหวงจื่อก็แพร่สะบัดไปทั่วและเข้าไปถึงในวังจนฮ่องเต้กริ้ว แต่ก็ยังคงเห็นแก่หน้าฮุ่ยเฟยผู้เป็นพระlo,คนโปรดจึงทรงระงับสติอารมณ์เอาไว้

 


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “เกิดใหม่ในร่างเก่า-เจียงลั่วอวี้” : http://bit.ly/2ByRjpi

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/650

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 80-90 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม