0 Views

        ไป๋หมิ่นอวี้จ้องมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็ก้มหน้าและพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน  “เจ้าดีใจก็ดีแล้ว”

        เจียงลั่วอวี้ยิ้มและยื่นมือไปจับข้อมืออีกฝ่ายเพื่อจะพากันเดินกลับที่พัก แต่แล้วเขาก็สีหน้าเปลี่ยนไปแล้วพยายามจะปกป้องไป๋หมิ่นอวี่ให้ไปหลบด้านหลังตน “…เสียงอะไร?”

        ไป๋หมิ่นอวี้เห็นเขาพยายามปกป้องตนก็รู้สึกซึ้งใจอยากจะเข้าไปกอดเขาไว้ แต่เขาก็ยกมือขึ้นตบบ่าเบาๆ แทน เป็นการปลอบใจอีกฝ่ายว่าไม่ต้องตื่นเต้นไป เขายกนิ้วขึ้นมาที่ปากและเป่าออกไปเป็นเสียงคล้ายนกหวีด

        ทันใดนั้นก็ปรากฏแสงสีขาวผ่านวูบมาตรงหน้าเขา รวดเร็วจนมองไม่ทัน เมื่อได้สติเขาก็เห็นเป็นนกตัวใหญ่ที่มีหางยาว เกาะอยู่บนแขนไป๋หมิ่นอวี้ ดวงตาราวเมล็ดถั่วดำของมันจ้องมองมาที่เขา

        “เป็นนกที่สวยมาก เจ้าเลี้ยงไว้หรือ?” เมื่อมันกระพือปีก เขาก็รู้ทันทีว่าเสียงเมื่อครู่เกิดมาจากเจ้านกตัวนี้นั่นเอง หลังจากยืนมองไปสักพักก็รู้คุ้นตากับนกตัวนี้ เหมือนเคยเห็นที่ไหนมาก่อน

        คิดอยู่นาน แต่ก็คิดไม่ออก เขาจึงเลิกคิดต่อ ก็แค่นกธรรมดาๆ บางทีอาจจะเคยเห็นตอนเด็กๆ แถวชายแดนประเทศแล้วเขาก็เอ่ยปากถาม “มันชื่อว่าอะไร?”

        ไป๋หมิ่นอวี้พยักหน้า น้ำเสียงแสดงออกถึงความเอ็นดูดังขึ้นพร้อมแววตาที่ยังคงจับจ้องอยู่ที่นกบนแขนตนเอง “จุ้ยเสวี่ย”

        “จุ้ยเสวี่ย?” สีขาวทั้งตัว มีเพียงเท้ากับปากที่เป็นสีแดง เป็นชื่อที่ดีจริงๆ” เจียงลั่วอวี้ยกมือจะไปสัมผัสนกตัวนั้น แต่แล้วก็เห็นว่าไป๋หมิ่นอวี้กำลังถอยหนีจากเขา

        เมื่อเห็นปฏิกิริยาเช่นนี้ เขารู้สึกประหลาดใจ แต่ก็ไม่ได้พยายามเดินเข้าไปหาอีก เพียงแต่ขมวดคิ้วและยิ้มถาม “นกแบบนี้ข้าเคยเห็นตอนเด็กๆ มันเป็นนกอะไรหรือ?”

        “นกขมิ้น มันโตมาพร้อมกับข้า เป็นนกที่ซื่อสัตย์กับเจ้าของเพียงคนเดียว” ไป๋หมิ่นอวี้รู้ว่าการที่เขาถอยหนีทำให้เจียงลั่วอวี้รู้สึกไม่ดี เขามองไปที่นกตัวนั้นและพยายามอธิบายต่อ

        “ธรรมชาติของนกขมิ้นจะมีความระวังตัวสูง หากเจ้าเพิ่งเจอกับมันและพยายามจะสัมผัส มันก็จะจิกหรือข่วนเอาได้”

        นกขมิ้น

        ฟังดูเหมือนเป็นกุญแจสำคัญ เช่นเดียวกับที่เมื่อครู่มันบินผ่านหน้าไปอย่างรวดเร็วราวสายฟ้า

        เจียงลั่วอวี้มองไปที่นกตัวนั้นและถอยหลังออกมา เขาสูดลมหายใจและพยายามเรียกสติกลับมาอีกครั้ง

        เขาคิดออกแล้วว่าเคยเห็นนกแบบนี้ที่ไหน

        นกสีขาวตาดำหางยาว แต่ปากและเท้ากลับเป็นสีแดง เป็นตราสัญลักษณ์ของสกุลมู่หรงแห่งต้าจิน!

        เจียงลั่วอวี้สีหน้ากลับมาเป็นปกติอีกครั้ง  เขายกมือขึ้นจับที่หินกลางอกที่เย็นเฉียบ ตามองไปที่ใบหน้าอันปรากฏรอยแผล ตอนนี้ในหัวเขามีความคิดวิ่งวนมากมายจนแสดงออกมาทางสีหน้า

        เริ่มจากหินหมื่นพิษของสกุลมู่หรง ตามมาด้วยนกขมิ้นขาวพันธุ์แท้ และยังใช้วิชากู่ของชาวแม้วได้…

        ในภพก่อนที่เขาได้เป็นพระชายาของหนานจิ้งหลงและได้กลับต้าจิน เขาเคยอ่านบันทึกของตระกูลมู่หรงที่เป็นหนึ่งในสี่สกุลใหญ่ของต้าจิน ทุกๆ รุ่นของสกุลนี้จะมีตำแหน่งสำคัญทางราชการทั้งสิ้น แต่บันทึกกล่าวไว้ว่า ต้นตระกูลฝ่ายหญิงมิใช่ชาวต้าจิน กลับเป็นหญิงสาวชาวแม้ว

        สตรีนางนั้นมีฐานะสูงส่งในเผ่าแม้ว และนางก็เป็นผู้นำหินหมื่นพิษติดตัวเข้าไปในสกุลมู่หรง ต่อมาเจียงลั่วอวี้บังเอิญได้พบสมุนไพรเลือดทารก ซึ่งมันก็เกี่ยวข้องกับนางด้วย

        เขายังรู้มาอีกว่า ในสกุลนี้มีเพียงบุตรชายจากเมียเอกเท่านั้นจึงจะมีสิทธิ์เลี้ยงนกชนิดนี้แต่เล็ก เพราะนกชนิดนี้มีมูลค่าและค่อนข้างดุ ไม่ง่ายต่อการเลี้ยงดู ต้องมีวิธีเฉพาะที่สืบทอดกันมาในสกุลจึงจะรู้วิธีป้อนอาหาร เพราะนกชนิดนี้ถ้ายังไม่สามารถโจมตีเหยื่อได้ก็จะไม่ยอมเข้าใกล้คนและยอมอดตาย แต่หากโตขึ้นมันจะสามารถใช้จะงอยปากและกรงเล็บที่มีพิษทำร้ายคนได้อีกด้วย ไม่มีทางยอมเกาะแขนอยู่นิ่งอย่างเจ้าจุ้ยเสวี่ยในตอนนี้แน่

        ความทรงจำในอดีตผนวกกับการคาดเดาจากเรื่องราวต่างๆ ที่ค่อยๆ ปรากฏขึ้น ก็พอจะเดาได้ถึงสถานะที่แท้จริงของไป๋หมิ่นอวี้แล้ว

        เจียงลั่วอวี้หายใจแรงและถี่ขึ้น เขาก้าวถอยหลังราวกับว่าคนข้างหน้าเขาเป็นตัวอันตราย สีหน้าก็ดูหวาดกลัวไปด้วย

        เขาไม่รู้ว่าทำไมหลานสองเพศของไป๋อี๋เหนียงจึงกลายเป็นคนของสกุลมู่หรงแห่งต้าจิน สถานะที่แท้จริงของไป๋อี๋เหนียงคือใคร เหตุใดทางสกุลมู่หรงถึงยอมให้ทายาทสายตรงติดตามมายังจวนจวิ้นหวัง และพวกเขาต้องการอะไร

        เขายังคงไม่เข้าใจ และหากความจริงไม่เป็นอันตรายต่อเขาและน้องๆ เขาก็ไม่อยากจะรับรู้มัน

        แต่เมื่อครู่นี้ เขาเพิ่งจะรู้ว่าคนตรงหน้าไม่ใช่คนที่เคยสงบนิ่ง คนที่จูงมือเขาเดินไปด้วยความอุ่นใจ คนที่คอยให้กำลังใจเขาอยู่ข้างหลังตลอดเวลา

        หลอกลวง

        เขากำลังหลอกลวง

        แต่หากเป็นจริง การที่เขาสามารถวางแผนจัดการกับหลูหมินที่จวนได้ เขาต้องได้รับการช่วยเหลือจากคนสกุลมู่หรง และก็คงเช่นเดียวกับตัวเขาที่มีคนของหานเจียงเก๋อคอยช่วยเหลือและแอบแฝงปะปนอยู่ในจวนจวิ้นหวังอยู่ด้วย

        ไป๋หมิ่นอวี้เห็นเขาถอยหลังหนีตนก็มองด้วยความสงสัยและไม่เข้าใจ ว่าทำไมคนตรงหน้าถึงเปลี่ยนไป เขาเดินเข้าไปหาด้วยความห่วงใยและพูดขึ้น “เป็นอะไรไป?”

        เจียงลั่วอวี้ส่ายหน้า พยายามแสร้งยิ้ม “ไม่มีอะไร แค่…รู้สึกแปลกตาเฉยๆ”

        “ท่าทางของเจ้า ไม่เหมือนแปลกตา” ไป๋หมิ่นพูดพลางเดินเข้าหา แต่เจียงลั่วอวี้ก็ถอยหลังหนี ทำเอาอีกฝ่ายหยุดค้างกับที่และมีสีหน้าเปลี่ยนไป “เจ้า…”

        ไป๋หมิ่นองี้สังเกตเห็นสีหน้าอีกฝ่ายที่เปลี่ยนไปจากปกติที่เคยเป็น ดวงตาสีอำพันก็มืดดำขึ้น ริมฝีปากปรากฏรอยยิ้มแห่งความสิ้นหวัง “เจ้ารู้จักนกนี่”

        “เมื่อครู่ข้าเพิ่งออกมาจากสวนซิวจู๋ ก็เลยมึนงง” เจียงลั่วอวี้จับน้ำเสียงอีกฝ่ายได้ว่าเริ่มยอมรับ เขาก็โงนเงนถอยหลังไปอีกสองก้าว ผมปรกลงบนหน้า เขาพยายามแข็งใจพูด “เจ้าคิดว่าเรื่องบางเรื่องจะปิดบังไปได้ตลอดหรือ? “

        “…งั้นหรือ?” ไป๋หมิ่นอวี้ในตอนนี้ยืนพิงกำแพง เขารู้สึกว่าแสงแดดในตอนนี้มันช่างแทงตาจนต้องก้มหน้าลงเรื่อยๆ “แบบนี้นี่เอง…”

        ทันทีที่พูดจบ เขาก็เหมือนจะตัดสินใจทำอะไรบางอย่าง เขามองไปที่นกตัวเดิม จากนั้นค่อยๆ ย่อตัวลง ควักเอากริชออกมาจากรองเท้าหุ้มข้อ จากนั้นก็วางมันลงไปที่พื้นพร้อมกับหลับตา

        สีหน้าที่นิ่งเฉยของเขาเหมือนกับที่เจอกันครั้งแรก ชายลมพัดโชยจนเสื้อสีขาวพัดปลิวจนทำให้เห็นว่าเขานั้นผอมซูบ หน้าซีดจนน่าสงสาร และอยู่ๆ เจียงลั่วอวี้ก็พูดขึ้น

        “เจ้าเป็นคนต้าจิน? “

        ไป๋หมิ่นอวี้ตอบด้วยสีหน้าและน้ำเสียงเย็นยะเยือก “ใช่”

        คำตอบของเขาทำให้เจียงลั่วอวี้รู้สึกจุก สภาพของไป๋หมิ่นอวี้ในตอนนี้ดูเหมือนคนใกล้ตาย ราวกับว่าถ้าถามคำถามต่อ ต่อให้เป็นการเข้าใจผิด ทุกอย่างก็คงไม่เหมือนเดิม

        ไม่รู้ว่าทำไมพอเขาคิดถึงเรื่องนี้ขึ้นมาก็ต้องรู้สึกเจ็บปวด

        เจ็บปวดจนไม่สามารถจะหายใจต่อไปได้

        เขากำหมัดแน่นและพยายามถามคำถามต่อด้วยความยากลำบาก เสียงที่เปล่งออกมาแต่ละคำล้วนต้องใช้ความพยายาม และมันก็แหบแห้งเสียเหลือเกิน “เจ้าจะมาขโมยแผนที่การทหารของต้าหลงใช่ไหม?”

        ไป๋หมิ่นอวี้ชะงักไป สีหน้าดูคลายลง “…อะไรนะ?”

        เจียงลั่วอวี้ถอนหายใจ เขาเดินเข้าไปหาและรอยยิ้มก็ยังไม่ปรากฏ มีเพียงสีหน้ายิ้มเยาะปนสงสัยถามไปว่า “ในเมื่อไม่ใช่ แล้วเจ้าจะตื่นเต้นทำไม?”

 


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “เกิดใหม่ในร่างเก่า-เจียงลั่วอวี้” : http://bit.ly/2ByRjpi

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/650

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 80-90 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม