0 Views

        “หืม?” เย่ชิงหานถูจมูกไปมาอย่างช้าๆ อย่างเข้าใจและรู้สึกยินดีอยู่ภายในใจ ฉับพลันนั้นจึงเอ่ยถามขึ้น “เสี่ยวเฮย เจ้าว่าพลังหลอนสั่นคลอนวิญญาณจะมีผลกับผู้มีพลังฝีมือระดับขอบเขตราชาจักรพรรดิ จักรพรรดิปีศาจและจักรพรรดิคนเถื่อนบ้างมั้ย? ข้าจำได้ว่าเนตรสยบวิญญาณสามารถสังหารผู้ที่มีพลังฝีมือสูงกว่าหนึ่งระดับขอบเขตใหญ่ได้ในพริบตา!”

        “ฮึ! ลูกพี่ ท่านจะจินตนาการไว้สวยงามจนเกินไปแล้ว” เสี่ยวเฮยมองกรอกตาขาวอย่างหมดคำจะพูด “เมื่อก่อนที่สามารถสังหารข้ามขั้นขอบเขตพลังได้ก็เนื่องจากว่าผู้ฝึกยุทธระดับต่ำพลังวิญญาณยังไม่แข็งแกร่งมาก อีกทั้งไม่สามารถฝึกฝนพลังวิญญาณได้ แต่ผู้ฝึกยุทธระดับขอบเขตราชาจักรพรรดินั้นเริ่มทำการศึกษากฎเกณฑ์พลังฟ้าดินบ้างแล้ว อีกทั้งพลังวิญญาณก็สามารถแยกฝึกฝนได้ อย่างนี้ท่านคิดว่ายังจะมีผลมั้ย? แต่คิดว่าสำหรับพวกที่เพิ่งบรรลุถึงระดับขอบเขตราชาจักรพรรดิใหม่ๆ อาจจะยังพอมีผลอยู่บ้างเล็กน้อย…”

        “แหะๆ!” เย่ชิงหานถูจมูกอีกครั้งพร้อมกับยิ้มเจื่อนๆ ออกมา รู้สึกว่าตนเองจะได้ใจจนคิดวาดฝันจนเกินไป!

        ……

        หมันก้านอารมณ์ไม่ค่อยดีเท่าใดนัก สองวันมานี้เขาฉีกร่างหญิงสาวเผ่าคนเถื่อนของตนเองไปหลายคนแล้ว

        ไม่ใช่ว่าพวกนางปรนนิบัติไม่ดี และไม่ใช่ว่าพวกนางทำอะไรผิด เพียงแต่ทุกครั้งหลังจากเสร็จกิจเมื่อมองเห็นนิ้วกลางที่หายไปของตนเอง เขาจะเริ่มรู้สึกอารมณ์พลุ่งพล่านขึ้นมา รู้สึกโรกธแค้นอย่างบอกไม่ถูก!

        ตอนนี้เขาหลบอยู่ภายในแค้มป์ใหญ่ที่พักชั่วคราวของเผ่าคนเถื่อน นักรบเผ่าคนเถื่อนทั้งหมดล้วนถูกเรียกกลับมาให้ตั้งค่ายล้อมแค้มป์ใหญ่ที่พักชั่วคราวไว้เป็นชั้นๆ แม้กระทั่งนกสักตัวก็ยังไม่สามารถบินเข้าไปได้

        เพียงแต่ทำเช่นนี้แล้วเขาก็ยังเป็นกังวล ถึงแม้ว่าเย่ชิงหานจะเคยพูดออกมาต่อหน้าผู้คนมากมายว่าขอเพียงพวกเขาตัดนิ้วที่มีแหวนสัญลักษณ์ทิ้งไว้ก็จะไม่ไล่ตามสังหารพวกเขา แต่เขาก็ยังเป็นกังวล เป็นกังวลว่าตกดึกเย่ชิงหานจะเดินเข้ามาพร้อมกับรอยยิ้มของมารร้ายที่ดูไม่เป็นพิษเป็นภัยนั้น จากนั้นกรีดลงไปบนลำคอของเขาเบาๆ พร้อมกับบอกกับเขาว่า ข้าเปลี่ยนใจแล้ว…

        ความรู้สึกเช่นนี้ไม่ดีเป็นอย่างมาก ชีวิตของตนเองอยู่ในกำมือของคนอื่น เป็นความรู้สึกที่ไม่ดีเลยจริงๆ ความรู้สึกไม่ต่างจากเมื่อตอนที่อยู่ยอดเขาขาดถูกบังคับให้ตัดนิ้วตนเองทิ้งยังไงยังงั้น…

        “มารดามันเถอะ! ไม่มีนิ้วกลางแล้วต่อไปข้าจะใช้นิ้วไหนด่าคนกันล่ะทีนี้?”

        เมื่อนึกถึงตรงนี้ในสมองของหมันก้านพลันบังเกิดอารมณ์เดือดดาลขึ้นมาอีก ใช้มือปัดแก้วน้ำชาที่อยู่บนโต๊ะลอยปลิวกระจัดกระจายออกไปแล้วร้องตะโกนออกมา “เรียกเด็กสาวเข้ามาให้ข้าอีกสองคน วันนี้ข้าจะสวิงกิ้ง!”

        ลูกน้องที่ยืนเฝ้ายามอยู่ด้านนอกอย่างระมัดระวังเห็นว่าหมันก้านเริ่มเป็นบ้าขึ้นมาอีกแล้วจึงได้แต่ส่ายหัวพร้อมกับถอนหายใจออกมา กำลังคิดที่จะเข้าไปส่องดูว่ามันเกิดอะไรขึ้นอีก แต่ทันใดนั้นสายตากลับมองไปเห็นบริเวณตีนเขาปรากฏมีกลุ่มคนขนาดจำนวนมากปรากฏขึ้นมา แม้จะมองไม่ค่อยชัดเจนสักเท่าใด แต่อย่างน้อยก็มีอยู่ราวๆ ห้าหกสิบคนเห็นจะได้

        เมื่อเขามองไปยังกลุ่มคนเหล่านั้นอย่างละเอียดถี่ถ้วน ทันใดนั้นเขาพบกับเรื่องที่ทำให้รู้สึกหวาดกลัวขึ้น เขาพบว่าใจกลางของกลุ่มคนเหล่านั้นมีเด็กหนุ่มเสื้อสีดำคนหนึ่ง บนใบหน้าปรากฏรอยยิ้มกำลังโบกมือมาทางนี้ราวกับว่าได้พบเจอเพื่อนเก่าอย่างไงอย่างงั้น พร้อมทั้งร้องทักทายออกมาอย่างตื่นเต้นดีใจ…

        “สวรรค์! มารร้ายมาอีกแล้ว”

        “รีบแจ้งสัญญาณเตือนภัย มารร้ายมาอีกแล้ว!”

        นักรบเผ่าคนเถื่อนทั้งหลายทั้งล้มลุกคลุกคลานวิ่งหนีกันเข้ามา ในเวลาเดียวกันบริเวณตีนเขาก็บังเกิดเสียงของความชุลมันวุ่นวายขึ้นและเสียงสัญญาณแจ้งเตือนภัยที่ดังขึ้นจนแสบแก้วหู

        “โครม!”

        หมันก้านเมื่อได้ยินตกใจจนทรุดนั่งก้นเจ้าเบ้าลงไปที่เก้าอี้ในทันที แต่คงเป็นเพราะทรุดนั่งลงไปอย่างรุนแรงมากจนเกินไปจนทำให้เก้าอี้ถูกแรงกระแทกจากการจนพังละเอียดเป็นผุยผงในพริบตา

        “อยู่ที่ไหน? มารร้ายอยู่ที่ไหน?”

        หมันก้านคลานลุกขึ้นมาด้วยอาการลนลาน สีหน้าอาการอกสั่นขวัญหายเริ่มวิ่งวนไปมาอย่างไม่รู้เหนือรู้ใต้

        “นายน้อยใหญ่ เจ้า…เจ้ามารร้ายเผ่ามนุษย์คนนั้นกำลังมุ่งหน้ามาทางแค้มป์ใหญ่ของพวกเรา ตอนนี้หยุดยืนอยู่ด้านหน้าแค้มป์ใหญนี่เอง!” องครักษ์คนเถื่อนในที่สุดก็ควบคุมสติได้รีบประคองหมันก้านให้ลุกขึ้น จากนั้นชี้นิ้วไปที่ประตูใหญ่แล้วพูดออกมาอย่างตะกุกตะกัก

        “ฮะ!” หมันก้านทำการสงบสติอารมณ์ลงได้อย่างยากเย็น เดินไปที่ประตูแล้วมองลงไปยังตีนเขาเบื้องล่าง มองเห็นเย่ชิงหานยืนยิ้มพร้อมกับหันหน้ามาทางที่เขาอยู่ เขาสะดุ้งตกใจขึ้นมาในทันทีรีบวิ่งกลับเข้ามาภายในที่พักอย่างลนลานอีกครั้ง แต่เมื่อวิ่งเข้ามาถึงห้องโถงใหญ่วิ่งวนอยู่หลายรอบก็พบว่าตนเองไม่มีที่ให้หลบหนีเสียแล้ว

        “รายงาน!”

        นักรบคนหนึ่งรีบเร่งเดินขึ้นมาจากตีนเขาแล้วร้องตะโกนคำว่า “รายงาน” ดังออกมาจนแทบแผ่นดินสะเทือน แม้ผู้ที่อยู่ห่างออกมาหลายกิโลเมตรก็ยังสามารถได้ยิน

        “เรียนนายน้อยใหญ่! เจ้ามารร้าย…เผ่ามนุษย์ บอกว่าอยากพบนายน้อยมีเรื่องอยากจะถาม ให้ท่านลงไปพบเดี๋ยวนี้ ยังพูดอีกว่า…หากไม่ลงไปเขาจะบุกขึ้นมาเอง!”

        “บิดามันเถอะ! ข้าก็ไม่ได้ไปเล่นชู้กับเมียมันสักหน่อย แล้วมันจะอยากถามอะไรจากข้า…หมันหนิว เจ้าคิดว่าเจ้ามนุษย์คนนี้มันจะสังหารข้าหรือเปล่า?” หมันก้านฝืนบังคับตนเองให้สงบใจลง แต่ทว่าน้ำเสียงที่พูดออกมาแสดงให้เห็นอย่างเด่นชัดถึงความหวาดกลัวและเป็นกังวลที่มีต่อเย่ชิงหาน

        “อืม…น่าจะไม่ ถ้าหากเขาคิดจะสังหารจริงๆ คงไม่ให้คนขึ้นมารายงานเช่นนี้ แค่บุกขึ้นมาสังหารโดยตรงก็สิ้นเรื่อง ทางฝ่ายพวกเราไม่มีใครที่สามารถรับมือกับเขาได้อยู่แล้ว!” หมันหนิวครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ จากนั้นส่ายหัวพร้อมกับพูดตอบออกมาอย่างจริงจัง

        “อืม! เผ่ามนุษย์ไม่ใช่เน้นหนักในเรื่องบุรุษรับปากแล้วไม่คืนคำมิใช่รึ? ตกลง รีบไปแจ้งผู้มีพลังฝีมือระดับขอบเขตราชันย์คนเถื่อนทุกคนให้ไปเป็นเพื่อนข้าพูดคุยธุระกับเจ้าเผ่ามนุษย์คนนั้น”

        หมันก้านเอามือลูบหัวโล้นที่ใหญ่โตของตนเอง รู้สึกว่าสิ่งที่หมันหนิวพูดมีความเป็นไปได้สูงจึงได้วางใจลงได้ รีบยืดหลังยืนตรงขึ้นพร้อมกับพูดให้กำลังใจตนเองออกมา

        ……

        “เจ้าหนูหาน เจ้าว่าหมันก้านจะลงมาอย่างว่าง่ายมั้ย?”

        เย่ชิงอู่ยืนอยู่ด้านข้างของเย่ชิงหาน มองขึ้นไปยังแค้มป์ใหญ่ที่พักชั่วคราวเผ่าคนเถื่อนด้วยสีหน้าคึกคัก

        ที่แห่งนี้คือแค้มป์ใหญ่ที่พักชั่วคราวของเผ่าคนเถื่อน เวลาปกติอย่าว่าแต่ยืนอยู่ที่ตรงนี้เลย แม้กระทั่งภายในอาณาเขตร้อยกิโลเมตรยังไม่กล้าที่จะเฉียดเข้ามาใกล้เลยด้วยซ้ำ ครั้งนี้พวกเขามากันไม่กี่สิบคน ภายในแค้มป์ใหญ่มีนักรบคนเถื่อนอยู่เป็นพันๆ คน แต่พวกเขากลับไม่ได้รู้สึกเกรงกลัวเลยแม้แต่น้อย ยังคงยืนอยู่อย่างทรนงองอาจ มิหนำซ้ำยังยโสโอหังสั่งให้ว่าที่หัวหน้าเผ่าคนเถื่อนรุ่นต่อไปลงมาหาอีกด้วย

        “ถ้ามันกล้าไม่ลงมาเดี๋ยวข้าจะเอาไม้กระบองเสียบก้นมันให้ดู!”

        “ข้าจะจับมันแก้ผ้า เอาแส้โบยสักร้อยที จากนั้นจุดเทียนสักหลายสิบเล่มไว้บนตัวมัน!”

        กลุ่มคนที่อยู่ด้านหลังของเย่ชิงหานใบหน้าต่างเต็มไปด้วยความสุขหัวเราะเริงร่ากันออกมา หลายสิบคนเผชิญหน้ากับหลายพันคนไม่เพียงไม่เกรงกล้วแม้แต่น้อย แต่กลับพูดคุยหัวเราะกันขึ้นอย่างสบายอกสบายใจ บบรยากาศเช่นนี้คาดว่าในรอบหลายพันปีที่ผ่านมาของเขตปกครองเทพสงครามน่าจะยังไม่เคยมีใครได้สัมผัสความสุขลักษณะเช่นนี้มาก่อน

        ดังนั้น พวกเขาทั้งรู้สึกภาคภูมิใจ ทั้งรู้สึกบ้าคลั่ง และทั้งรู้สึกกระหยิ่มยิ้มย่องราวกับจะโบยบินฉะนั้น เพียงแต่เมื่อเยว่ชิงเฉิงและเย่ชิงอู่ทั้งสองคนที่อยู่ด้านข้างเย่ชิงหานคิ้วขมวดขึ้นมา เย่ชิงหานหันหน้ากลับไปยิ้มให้พวกเขาด้านหลัง ทุกคนจึงพลันสงบปากลงในทันใด

        พูดเป็นเล่น!

        พวกเขาสามารถยืนอยู่ที่นี่ได้ สามารถเดินชมวิวทิวทัศน์ของที่นี่ได้อย่างสบายอกสบายใจ สามารถพูดถึงว่าที่หัวหน้าเผ่าคนเถื่อนรุ่นต่อไปได้อย่างยโสโหังเช่นนี้ได้ ทั้งหมดทั้งมวลล้วนอาศัยเด็กหนุ่มเสื้อดำที่ยืนอยู่ตรงหน้าของพวกเขา ถ้าหากทำให้เย่ชิงหานไม่พอใจหนีไปคนเดียวแล้วทิ้งพวกเขาไว้ที่นี่ คิดว่าคงถูกพวกนักรบเผ่าคนเถื่อนที่โกรธแค้นรุมอัดถั่วดำเป็นร้อยๆ ครั้งอย่างแน่นอน…

        “มาแล้ว! หยุดพูดคุยกันแล้วตั้งใจฟังให้ดี! วันหน้าจะได้ช่วยกันเป็นพยานได้!”

        มองเห็นประตูใหญ่ของแคมป์ใหญ่ที่พักชั่วคราวเขตปกครองเทพคนเถื่อนค่อยๆ ถูกเปิดออก หมันก้านที่เดินมาพร้อมกับนักรบคนเถื่อนระดับขอบเขตราชันย์คนเถื่อนกลุ่มหนึ่ง หลงไซ้หนานจึงหันหน้าไปพูดอย่างเคร่งขรึมบอกกลุ่มคนที่อยู่ด้านหลัง นางไม่ลืมว่าจุดประสงค์ที่เย่ชิงหานพาพวกนางมาในวันนี้ว่าเพื่ออะไร…


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “เกิดใหม่ในร่างเก่า-เจียงลั่วอวี้” : http://bit.ly/2ByRjpi

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/650

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 80-90 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม