0 Views

        “น้องแค่เดาเล่น ไม่คิดว่าจะถูกจริง…” เจียงลั่วอวี้เห็นแววตาของเขาเปลี่ยนไปเป็นหวาดกลัว ก็รู้ว่าคนที่มาด้วยได้เอาเข็มอาบยาที่ซ่อนในถุงผ้าทิ่มไปที่ตัวหลูหมินแล้ว จากนั้นก็พูดต่อว่า “ท่านพี่อย่าถือสา”

        ผ่านไปสักครู่ หลูหมินจึงค่อยมีสติและรู้ว่าเขาคงโดนเจียงลั่วอวี้เล่นงานเข้าให้แล้ว รอยยิ้มที่แฝงความโกรธและน้ำเสียงที่แฝงความเจ้าเล่ห์ดังขึ้น “ไม่เป็นไร น้องพี่เป็นคนเก่ง แม้แต่พี่ยังตามไม่ทัน”

        เย่รุ่ยเห็นทั้งคู่ยืนห่างกันไม่ไกล แต่กลับตีฝีปากกัน เขาจึงเดินเข้าไปอยู่ตรงกลางเพื่อพูดกับเจียงลั่วอวี้และบังสายตาหลูหมินไว้  “เอาล่ะ อย่ามัวแต่คุยกันอยู่นี่เลย มีอะไรเข้าไปคุยกันด้านในเถอะ”

        เจียงลั่วอวี้รีบขานรับก่อนที่หลูหมินจะเอ่ยปากตอบ จากนั้นก็เดินไปตามระเบียงทางเดิน “น้อมรับพระบัญชา”

        “ฮึ!” หลูหมินมองเขาเดินจากไป เขารู้ว่าเย่รุ่ยไม่ต้องการให้เขาตามไปด้วย จึงได้แต่ขมวดคิ้วและก้มหน้าบ่นพึมพำคนเดียว

        “เจียงลั่วอวี้…คิดว่าจะหนีข้าพ้นหรือ? ไม่ง่ายอย่างนั้นหรอก! คนที่ข้าต้องการ ไม่ว่าอย่างไรข้าก็ต้องได้มาครอบครอง!”

        ไป๋หมิ่นอวี้ในคราบสาวใช้หยุดฝีเท้าเมื่อได้ยินเสียงตามหลังมา ดวงตาสีอำพันจ้องเขม็งไปที่หลูหมินที่ถูกเย่รุ่ยขวางไว้มิให้ตามไป เขาค่อยๆ ยิ้มขึ้นอย่างเยือกเย็น

        ในเวลานี้ที่มุมหนึ่งของประตูด้านหลังจวน ยังมีชายวัยกลางคนที่ดูท่าทางหวาดกลัวเข็นรถเก่าๆบรรทุกฟืนเต็มรถกำลังจะเข็นไปด้านหน้า

        ปรากฏว่าเดินไปไม่กี่ก้าว ก็มีชายหนุ่มวิ่งตามมาตบที่รถเข็นและตะโกนขึ้นเสียงดังเพื่อหยุดรถเอาไว้

        “หยุดก่อน วันนี้เป็นวันเกิดคุณหนูใหญ่ มีแขกผู้เกียรติมากมาย คนเข็นผักอย่างเจ้าจะเข็นไปเรือนด้านหน้าทำไม? รถนี่ก็จะพังแล้วยังเอามาใช้อีก รีบกลับไปหลังจวนเดี๋ยวนี้!”

        ชายเข็นรถเงยหน้ามองด้วยแววตาหวาดกลัว เพราะคนที่อยู่ตรงหน้าทำสีหน้าไม่พอใจและเสียงดังใส่ เขาจึงเรียกขานรับ

        เมื่อเห็นชายวัยกลางคนถอยไป เขาก็พยักหน้าด้วยความพอใจ กำลังจะพูดต่อ ก็รู้สึกเจ็บที่ท้ายทอยแล้วก็หน้ามืดไป

        ชายวัยกลางคนเมื่อเห็นชายหนุ่มสลบไป เขาก็เลิกแสร้งทำสีน่าหวาดกลัว ตามองไปที่ชายวัยกลางคนอีกคนที่แอบแฝงอยู่นานก่อนที่จะออกมาตีชายหนุ่มจนสลบ

        หลังจากที่เสร็จ ชายคนเดิมก็ลงไปพิสูจน์ดูว่าชายหนุ่มยังหายใจอยู่ไหม “สลบไปแล้ว รีบเข้าไปเร็ว”

        ชายอีกคนพยักหน้า เขามองดูรอบๆ จนมั่นใจว่าปลอดคน ก็แหวกฟืนชั้นบนออก ปรากฏชายหน้าตาดีในชุดสีน้ำเงินนอนอยู่ เขารีบแบกขึ้นหลังและทิ้งรถไว้ข้างทาง

        “เอาไปทิ้งไว้ที่ที่ข้าบอกเมื่อวาน ระวังอย่าให้คนสังเกตเห็นนะ” ชายที่ตีคนรีบจัดฟืนให้กลับมาอยู่สภาพเดิม แล้วถามต่อว่า “ให้กินยาหรือยัง? “

        “กินแล้ว” ชายที่แบกคนไว้ตอบกลับ เขามองชายอีกคนที่กำลังจะกลับไปซ่อนตัวก่อนจะพูดว่า “แต่แผลเขายังไม่หายดี เกิดทนไม่ไหวตายไป…”

        “เจ้าจะยุ่งอะไรด้วย? มันเรื่องของเจ้านายเขา วางใจเถอะ แค่นี้ไม่ถึงกับตายหรอก” ชายอีกคนบอกชายที่แบกคนเอาไว้ เขาตบเบาๆที่หลังคนที่ถูกแบก จากนั้นขมวดคิ้วและกำชับเพิ่มเติม “อีกพักยาจะหมดฤทธิ์แล้ว รีบนำเขาไปส่ง แล้วอย่าลืมจัดการของในห้องด้วย”

        ชายที่แบกคนพยักหน้า จากนั้นก็รีบแบกคนผ่านประตูไปตามทางอันคดเคี้ยวหายเข้าไปในจวนอัครเสนาบดีฝ่ายขวา โดยปราศจากการสังเกตเห็นของผู้คน

        จวนตระกูลหนิงเป็นจวนที่ฮ่องเต้พระราชทานให้ แบ่งเป็นสี่ส่วน ส่วนที่ใหญ่สุดแบ่งออกเป็นที่พักสองฝั่ง ฝั่งตะวันออกเป็นที่พักของอัครเสนาบดีฝ่ายขวากับเจินซื่อภรรยาเอก ส่วนทางฝั่งตะวันตกเป็นที่พักของลูกที่เกิดจากภรรยาเอก ในส่วนสวนทางเหนือมีไว้สำหรับจัดงานเลี้ยงและต้อนรับแขกในโอกาสต่างๆ

        เจียงลั่วอวี้มองดูเย่รุ่ยและบรรดาลูกผู้ดีมีสกุลคุยกันที่ศาลาพักร้อน จากนั้นหนิงเฟิงหยางก็พาทุกคนไปยังที่พักของพวกสตรีเพื่อที่จะไปพบเจ้าของวันเกิด ซึ่งตอนนี้เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะอย่างครึกครื้น

        เมื่อมองพวกเขาจากไปจนลับตา เจียงลั่วอวี้ก็ถอนหายใจ พาเอาเพลิงแค้นในใจของเขาเบาลงด้วย เขาหันไปมองชายในชุดดำสวมศิราภรณ์สีทองและพูดขึ้นว่า

        “หนานหวงจื่อ ดูเหมือนใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว? “

        ชายชุดดำสะดุ้งและกลับมามีสติ หันไปประสานมือขานรับ “เจียงซื่อจื่อ”

        เมื่อเห็นเขาแสดงท่าทางเคารพตน เจียงลั่วอวี้ก็กำมือในแขนเสื้อไว้แน่นขึ้น รอยยิ้มค่อยๆ ชัดเจน แต่ดูเหมือนกำลังครุ่นคิดและประหลาดใจในท่าที

        ไม่ว่าจะชาติก่อนหรือชาตินี้ นี่เป็นครั้งแรกที่หนานจิ้งหลงมีท่าทีที่เคารพต่อเขา

        นี่เป็นครั้งแรกของชาตินี้ที่ได้อยู่กันตามลำพัง เขาควรจะอ่อนโยนหน่อยใช่ไหม ไม่ควรให้อีกฝ่ายรู้ว่าใจจริงเขาอยากจะควักมีดออกมาหั่นเป็นชิ้นๆ จนเขาอาจตกใจกลัวหนีไปเสียก่อน

        คิดได้ดังนั้นเจียงลั่วอวี้ก็ส่งยิ้มให้หนานจิ้งหลงและเป็นฝ่ายเริ่มสนทนา “ฝ่าบาทไปอวยพรคุณหนูหนิงแล้ว ส่วนข้าอยู่ในช่วงไว้ทุกข์ คงทำได้แค่อวยพรอยู่ไกลๆ หนานหวงจื่อเป็นผู้ช่วยชีวิตนาง เหตุใดจึงไม่ตามฝ่าบาทไปพบกับคุณหนูหนิงเล่า?”

        หนานจิ้งหลงคาดเดาได้แต่แรกว่าจะต้องเจอกับคำถามนี้ เขาตอบโดยมีสีหน้าไม่เปลี่ยนแปลง “ข้าเป็นคนของต้าจิน แต่เป็นตัวประกันที่ต้าหลง และคงไม่มีสิทธิ์ในราชบัลลังก์ ต่อให้รัชทายาทเมตตา บรรดาขุนนางผู้ใหญ่ก็คงไม่มีใครยอมให้ลูกสาวตนมาแต่งงานด้วยหรอก เรื่องของคุณหนูหนิง ถือว่าฟังเอาสนุกเสียดีกว่า”

        เจียงลั่วอวี้กะพริบตาถี่ๆ คิดถึงสถานการณ์ที่ตึงเครียดของสองประเทศ ผู้ที่เป็นตัวประกันก็มีแต่ถูกเหยียดหยามและระแวงสงสัย เขายิ้มขึ้นและตอบไป “หนานหวงจื่อกล่าวได้ชัดเจน”

        หนานจิ้งหลงชะงักไป เขามองไปที่เจียงลั่วอวี้ราวกับมีคำถาม แต่ก็คิดอยู่นานก็ไม่ได้ถามออกไป

        เจียงลั่วอวี้รู้ว่าตอนที่เขาเป็นตัวประกัน เขาแสร้งทำตัวบอบบางน่าสงสาร ชาติก่อนเคยคิดว่าเป็นเพราะสถานการณ์บีบบังคับ แต่ตอนนี้กลับรู้สึกอยากจะอาเจียน แม้กระนั้นก็ยังคงยิ้มและพูดต่อ “หนานหวงจื่อมีอะไรก็เล่าให้ลั่วอวี้ฟังได้นะ”

        หนานจิ้งหลงเม้มปากราวกับว่ามันยากที่จะบรรยายออกมาได้ เขาแสดงให้เห็นว่าตนเองระทมขมขื่นอย่างที่สุด และหากเขายังไม่เอ่ยปาก เจียงลั่วอวี้ก็อาจจะทนไม่ได้ใช้เข็มเงินในมือจัดการกับเขา

        ผ่านไปครู่หนึ่ง ในขณะที่เจียงลั่วอวี้เกือบจะหมดความอดทน หนานจิ้งหลงก็ถอนหายใจและเอ่ยปาก

        “ถ้าเจียงซื่อจื่อออกทุกข์แล้ว และคุณหนูหนิงยังไม่ออกเรือน คิดจะแต่งงานกับนางไหม? “

        “เหตุใดหนานหวงจื่อก็สนใจเรื่องนี้ด้วย?” เจียงลั่วอวี้ได้ยินคำถามก็รู้สึกบอกไม่ถูก มือในแขนเสื้อของเขาบีบแน่นขึ้น แต่รอยยิ้มยังคงมีให้เหมือนเดิม “องค์ชายสามแค่ล้อเล่น ถ้าหากถามนี้กับลั่วอวี้ ลั่วอวี้ก็ไม่รู้จะตอบอย่างไรดี”

        หนานจิ้งหลงได้ยินดังนั้น ก็รู้สึกเบาใจและสีหน้าดีขึ้น “เจียงซื่อจื่อ…”

        เจียงลั่วอวี่หรี่ตาและหันไปยิ้มให้เขาก่อนจะเดินผ่านไปแล้วหยุดหันหลังให้ เพื่อปิดบังใบหน้าที่แสนจะเกลียดชังเอาไว้ “หนานหวงจื่อต้องการจะพูดอะไรหรือ?”

        หนานจิ้งหลงมองไปที่แผ่นหลังเขาและรู้สึกราวกับโดนสะกด

        ครั้งแรกที่เห็นแผ่นหลังนี้คือตอนที่อยู่เบื้องหน้าภาพวาด เขาไม่เคยลืม แววตาที่ดูโดดเดี่ยวและเศร้าโศก กับสายลมที่พัดโบกชายเสื้อสีคราม

        น่าเสียดายครึ่งปีให้หลัง แม้จะได้ไปร่วมงานชมดอกไม้เหมือนกัน แต่กลับไม่มีโอกาสได้เจอ ที่ปรึกษาของเขาเคยแนะนำเรื่องการหาคู่ครอง และได้พูดถึงคนสองเพศผู้นี้ขึ้นอีกครั้ง แต่ว่าจะไม่ใช่ผู้หญิง แต่เขาก็เป็นถึงผู้สืบทอดแห่งเซียวเหยาหวัง

        ที่ปรึกษาของเขาเคยบอกว่า หากเขาไม่รังเกียจคนผู้นี้ คนผู้นี้ก็คือภรรยาเอกที่เหมาะสมที่สุด เพราะเขามีกำลังทหารในมือ ไหนจะสมบัติพัสถานที่จะช่วยไม่ให้เขาต้องอยู่อย่างลำบาก ไม่มีพ่อแม่และพี่ชายมาคอยบงการ ขอแค่ทำให้เขารักจนหมดใจยอมตายแทนได้ ชีวิตของเขาจากที่ต้องคอยพึ่งพาและระแวงรัชทายาทก็จะเปลี่ยนไป

        แต่ทั้งหมดนี้ จะต้องให้เจียงลั่วอวี้ยินยอมสละตำแหน่งซื่อจื่อและแต่งเป็นหญิงเพื่อแต่งมาเป็นภรรยาเอกของหนานจิ้งหลงผู้มีฐานะเป็นตัวประกัน

        เขารู้ว่าเป็นการยากที่เจียงลั่วอวี้จะยอมตกลง การพบกันครั้งแรกก็ไม่ค่อยน่าประทับใจ ก็คิดว่าจะพักไว้ก่อน แต่เมื่อรู้ว่างานในวันนี้จะมีโอกาสเจอกัน ก็คิดจะทำให้เจียงลั่วอวี้เสื่อมเสียเพื่อจะมาเป็นของตน และไม่สนว่าเขาจะรังเกียจตนหรือไม่ ไว้วันข้างหน้าค่อยหาทางแก้ไข

        และแม้ว่าเจียงลั่วอวี้อาจจะแค้นใจ แต่เขามั่นใจว่าเขามีวิธีที่จะทำให้อีกฝ่ายเปลี่ยนใจจนหันมาช่วยเขา

        หนานจิ้งหลงมองดูแผ่นหลังในชุดสีคราม คิดไปถึงดวงหน้าอันงดงาม ก็ทำเอาตัวเขาร้อนรุ่ม ที่แขนเสื้อปรากฏจุดสีแดงขึ้น มองให้ชัด มันคือขวดยาสีแดง

        แววตาอันร้ายกาจยังคงอยู่คู่กับรอยยิ้มอันอ่อนโยนบนหน้าเขา

        “เจียงซื่อจื่อสูญเสียบิดาแต่เล็ก ถึงแม้ว่าจะไปพึ่งพิงอาแท้ๆ แต่ก็คงรู้สึกโดดเดี่ยวและว้าเหว่”

        เจียงลั่วอวี้หัวเราะและหันกลับไปสำรวจเขาสักพัก ก่อนจะยิ้มร่าราวดอกไม้ผลิบาน “หนานหวงจื่อหมายความเช่นไรกัน?”


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “เกิดใหม่ในร่างเก่า-เจียงลั่วอวี้” : http://bit.ly/2ByRjpi

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/650

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 80-90 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม