0 Views

        ใช้เวลาเกือบครึ่งชั่วยามกว่าจะแต่งตัวให้ไป๋หมิ่นอวี้ในฐานะสาวใช้เสร็จ จากนั้นก็พากันขึ้นรถม้า แต่ดูเหมือนว่าเขาจะยังไม่ชินกับการแต่งกายเช่นนี้ โดยดูได้จากใบหน้าซีดขาวที่แอบแดงระเรื่อ มือที่กำแน่นและก้มหน้าไม่พูดไม่จา

        ผ่านไปหนึ่งชั่วยาม รถม้าก็มาถึงประตูจวนอัครเสนาบดีฝ่ายขวา เจียงเอี๋ยนที่กลายมาเป็นบุตรชายคนโตของตระกูลเพราะเจียงอิ่งกลายไปเป็นจวิ้นจื่อก็ลงจากรถม้า เขาลงมายืนรอเจียงลั่วอวี้ที่มีไป๋หมิ่นอวี้คอยประคองตามลงมาจากรถ

        ยามเฝ้าประตูไม่รอให้ผู้มาถึงยื่นเทียบเชิญก็ดูออกว่าใครมาถึง “คุณชายเจียงและซื่อจื่อแห่งเซียวเหยาหวังมาถึงแล้ว!”

        เจียงลั่วอวี้มองไปที่ไป๋หมิ่นอวี้ที่เอาแต่ก้มหน้า เขาพยายามกลั้นหัวเราะและหักห้ามใจไม่ไปหยอกล้อ หลังจากได้ยินยามเฝ้าประตูเอ่ยชื่อต้น ก็วางมาดสง่าผ่าเผยรอคนออกมาต้อนรับ

        “คารวะซื่อจื่อ”

        หนิงเฟิงหยางออกมาคารวะเจียงลั่วอวี้ ทำเอาเขาตกใจจนถอยหลังและรีบเข้าไปประคองให้ลุกขึ้น “ท่านไม่ต้องมากพิธี เชิญลุกขึ้นเถิด”

        ทันทีที่พูดจบก็ได้ยินเสียงที่สดใสดังขึ้น “ช่างบังเอิญจริงที่ได้มาพบกับเจียงซื่อจื่อที่นี่”

        เจียงลั่วอวี้หันไปมองทางเสียงที่ดังมา เมื่อเห็นคนตรงหน้าก็ยิ้มให้ “คารวะองค์ชายสาม”

        จากนั้นเขาก็หันไปเห็นชายอีกคนในชุดสีดำปกเสื้อสีเทา บนชุดมีลายมังกร กำลังยืนยิ้มแฝงความเจ้าเล่ห์ ยืนสง่าอยู่ข้างๆ จึงกัดฟันทักทายไป “หนานหวงจื่อ”

        หนิงเฟิงหยางมองไปด้านหลังเจียงลั่วอวี้ก็รีบแสดงความเคารพ “ถวายพระพรองค์ชายสาม หนานหวงจื่อ”

        “วันนี้เป็นวันเกิดบุตรสาวท่าน ท่านเป็นเสาหลักของบ้านเมือง ข้าไม่กล้ารับการคารวะ ท่านรีบลุกขึ้นเถิด” เย่รุ่ยไม่รอให้เจ้าภาพงานโน้มตัวลงก็รีบประคองแขนเอาไว้ จากนั้นหันไปพูดกับเจียงลั่วอวี้

        “เจียงซื่อจื่อ ในเมื่อบังเอิญมาเจอกันแล้วก็เข้าไปพร้อมกันเถอะ”

        เจียงลั่วอวี้จึงค่อยๆ ปล่อยมือจากมือที่เย็นเฉียบ และไปช้อนข้อมืออีกคน “น้อมรับพระบัญชา เชิญองค์ชาย”

        เย่รุ่ยเห็นเขามีหน้าตางดงามโดยเฉพาะเมื่อถูกแสงแดดส่องลงมากระทบใบหน้า ทำให้เขาดูเหมือนจะแอบหวั่นไหวเล็กน้อย “เชิญซื่อจื่อ”

        ทั้งหมดเดินเข้าสู่ภายในจวน เจ้าภาพขอตัวไปรับแขก ส่วนเย่รุ่ยก็เดินนำเข้าไปยังห้องโถง เดินพลางคุยพลาง

        เย่รุ่ยเดินต่อไปไม่กี่ก้าว เขาก็หันมาสังเกตเห็นเจียงลั่วอวี้ที่ยืนอยู่กับสาวใช้ ก้มหน้ายิ้มอยู่ตรงระเบียงทางเดินใกล้สวนราวกับคิดอะไรอยู่

        “เจียงซื่อจื่อเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งต่อจากเซียวเหยาหวัง เพียบพร้อมด้วยทรัพย์ศฤงคารและกองกำลังในมือ หากได้ครองคู่กับบุตรีท่านเสนาบดีฝ่ายขวา คงจะเปรียบได้ดังเสือติดปีก ตำแหน่งอ๋องของท่านก็คงจะมั่นคงกว่าแต่ก่อนอีก ไม่ทราบว่าท่านคิดเห็นเช่นไร? “

        “ฝ่าบาทล้อเล่นแล้ว” เจียงลั่วอวี้รู้อยู่แล้วว่าจะต้องเจอคำพูดเช่นนี้ จึงเตรียมคำตอบมาก่อนแล้ว “ลั่วอวี้ยังอยู่ในช่วงไว้ทุกข์ ที่มาร่วมงานรื่นเริงก็เพราะสถานะที่ติดตัวมา แต่ยังไม่คิดเรื่องคู่ครอง”

        เจียงรุ่ยฟังแล้วก็รู้สึกอึดอัดใจ แต่ก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุใด เขายิ้มและถามต่อ “แล้วถ้าอีกสามปีคุณหนูของจวนนี้ยังไม่ออกเรือน ท่านยังสนใจหรือไม่?”

        เจียงลั่วอวี้ชะงักไปเพราะตอบไม่ถูก “เรื่องนี้…”

        “ข้าจับได้แล้วว่าองค์ชายสามกำลังหยอกคนเล่น” ในขณะที่เย่รุ่ย หนานจิ้งหลงและเจียงเอี๋ยนกำลังตั้งใจรอฟังคำตอบ ก็มีเสียงคนคนหนึ่งดังขึ้นมา น้ำเสียงดูมีอารมณ์โมโหแฝงรวมถึงดูจะหึงหวงก็แทรกขึ้นมา

        “ได้ยินว่าคุณหนูเป็นยอดหญิงของเมืองหลวง และนางก็มีชายในดวงใจแล้ว จะยอมแต่งงานกับเจียงซื่อจื่อที่มีสองเพศได้อย่างไร พ้นวันนี้ไปนางก็จะถือเป็นผู้ใหญ่โดยสมบูรณ์ จะรอให้น้องชายข้าออกทุกข์ไหวหรือ? “

        เจียงลั่วอวี้ได้ยินก็รู้ทันทีว่ากำลังจิกกัดตน เขาเงยหน้าไปมองเห็นชายในชุดสีเขียว ที่ยืนยิ้มให้ด้วยแววตาบ้าอำนาจ ราวกับต้องการให้ได้ดังใจเสียทุกอย่าง

        “คุณชายหลูกล่าวเช่นนี้ ข้าชักจะเกิดความสงสัย” น้ำเสียงไม่พอใจดังขึ้นจากเย่รุ่ยผู้ที่ได้ขึ้นชื่อเรื่องความสุภาพและมีมารยาทมาเป็นที่หนึ่ง

        เย่รุ่ยกับเจียงลั่วอวี้หันไปมองหลูหมินที่กำลังเดินตรงมา เย่รุ่ยมองด้วยแววตารังเกียจแต่ยังคงยิ้มให้ “ข้าอยู่เมืองหลวงมาหลายปี ไม่เคยได้ยินว่าคุณหนูมีชายในดวงใจ ที่ท่านว่ามีแล้วนั้น ไม่ทราบว่าคุณชายหลูฟังมาจากผู้ใด? “

        นับแต่วันที่เขาปะทะฝีปากกับเจียงลั่วอวี้ เขาก็ไม่ได้รู้สึกผิด แต่กลับอยากที่จะเอาชนะน้องชายคนงามให้ได้ แต่เพราะการที่เขาโกหกท่านพ่อตนเองว่าไปเยี่ยมองค์หญิงผู้เป็นยาย จึงถูกสั่งลงโทษให้สำนึกผิดในห้องเป็นเวลาครึ่งปี และเพิ่งจะได้ออกมาเมื่อฤดูหนาวนี้เอง

        ไม่เจอกันครึ่งปี หลูหมินรู้สึกว่าน้องชายตนงดงามขึ้นกว่าก่อนอีก คิดได้ดังนั้นก็เกิดไฟราคะพุ่งพล่านไปทั่วกาย อยากจะคว้าตัวเขาเอามาไว้ในอ้อมกอดและฟังเสียงครวญครางขอร้องจากปากเขา

        จินตนาการทำให้เขาหน้าแดงจนไม่กล้าสบตาเจียงลั่วอวี้ แม้แต่เสียงพูดก็ดูจะสั่นไปด้วยเล็กน้อย

        “ถ้าฝ่าบาทคิดเช่นนั้นก็ผิดแล้ว ฝ่าบาทคงงานยุ่งจนไม่ทราบว่า หลายวันก่อนคุณหนูกับพี่ชายของนางไปเที่ยวเล่นกัน ระหว่างทางถูกโจรดักซุ่ม ดีที่ได้หนานหวงจื่อมาช่วยสองพี่น้องเอาไว้”

        เย่รุ่ยไม่ได้สังเกตเห็นถึงน้ำเสียงที่สั่นเทา แต่ฟังคำอธิบายถึงสาเหตุดังกล่าวและมองไปที่คนทางด้านหลังเขา “หนานหวงจื่อ มีเรื่องเช่นนี้จริงหรือ?”

        ชายชุดดำไม่คิดว่าตนเองจะถูกพูดถึง เขาชะงักไปสักครู่ จากนั้นก็ประสานมือขึ้นด้วยความเคารพ “เรื่องเล็กน้อย ไม่มีอะไรน่าพูดถึง”

        หลูหมินเห็นเขาปฏิเสธ จึงหันไปมองเจียงลั่วอวี้ที่ยืนนิ่งอยู่ ไฟราคะก็พุ่งพล่านจนพูดเสียงดังขึ้นอีก “หนานหวงจื่อถ่อมตัวไปแล้ว หากว่าไม่มีอะไร คุณหนูหนิงจะทิ้งผ้าเช็ดหน้าแทนใจให้ท่านหรือ?”

        เย่รุ่ยกะพริบตาและตบบ่าชายชุดดำด้วยความรู้สึกที่ไม่รู้ว่าผิดหวังหรือดีใจกันแน่ จากนั้นก็พูดขึ้นว่า “ถ้าเป็นจริงเช่นนี้ ผู้ชายในงานวันนี้คงต้องอกหักกันกลับไปแน่”

        เจียงลั่วอวี้เห็นได้ชัดว่าคำพูดของเย่รุ่ยในเชิงทีเล่นทีจริงทำเอาหนานจิ้งหลงถึงกับเหงื่อตกเลยทีเดียว

        กับแค่คำพูดแค่นี้ถึงกับประหวั่นใจ ทั้งที่ตนเป็นถึงโอรสของฮ่องเต้ต้าจิน การมาเป็นตัวประกันต้าหลงยังน่ากลัวกว่าเยอะ

        เหตุใดชาติก่อนเขาถึงมองหนานจิ้งหลงไม่ออก แม้รัชทายาทจะให้การสนับสนุนเขา แต่ก็ดูเหมือนเขาจะเดินไปต่อได้ยาก หรือเพียงเพราะเชื่อในคำสัญญาลมๆ แล้งๆ?

        ช่างโง่เสียจริง

        “ฝ่าบาทตรัสถูกแล้ว” ในขณะที่เจียงลั่วอวี้จ้องมองหนานจิ้งหลงและครุ่นคิดอยู่กับตนเอง หลูหมินเห็นภาพดังกล่าวก็เกิดไฟริษยา เดินเข้าไปจนชิดตัวเจียงลั่วอวี้ หรี่ตาและพูดช้าๆ

        “จริงสิ ยังไม่ได้ถามซื่อจื่อเลยว่า ท่านคิดเห็นเช่นไร? “

        เจียงลั่วอวี้ที่กำลังใช้ความคิดเห็นดังนั้นก็รีบเขยิบตัวหนีออกไปอีกทาง ทำให้รอดพ้นจากการเข้าประชิดตัวของอีกฝ่ายได้

        แม้ว่าเขาจะเป็นชายสองเพศ แต่หากจับเนื้อต้องตัวใกล้ชิดกับผู้ชาย ก็อาจจะกลายเป็นขี้ปากคนได้ เจียงลั่วอวี้รู้ว่าหลูหมินยังคงมีเจตนาไม่ดีเช่นเดิม เขาไม่เคยเปลี่ยน แต่กลับร้ายกาจขึ้นอีกด้วยซ้ำ คิดได้ดังนั้นก็ยิ้มขึ้นและตอบไป

        “ลั่วอวี้ไม่มีความคิดเห็น เพียงแต่เห็นว่าแปลกประหลาด”

        หลูหมินเห็นเจียงลั่วอวี้หลบตัวจากตนก็โมโห แต่เพราะมีคนอื่นอยู่ด้วย หากจะทำอีกครั้งก็จะดูเป็นการตั้งใจ เขากัดฟันจ้องเขม็งไปที่เจียงลั่วอวี้

        “น้องพี่คิดว่าแปลกประหลาดงั้นหรือ? องค์ชายสามกับหนานหวงจื่ออยู่ด้วยพอดี น้องลองอธิบายให้ฟังทีสิ”

        เจียงลั่วอวี้หัวเราะขึ้นเบาๆ พูดพลางใช้มือสะกิดไป๋หมิ่นอวี้และแอบยัดห่อผ้าเล็กๆ เข้าใส่ในมือเขา จากนั้นก็กางมือออกพูดด้วยน้ำเสียงปกติ

        “ไม่ทราบว่า ทำไมวันนี้ท่านพี่พูดจาไม่ยอมคน หรือว่าถูกสตรีนางใดหักอกมา ถึงได้ต้องมาระบายทีนี่? “

        หลูหมินฟังคำแล้วตาเป็นประกาย เดินเข้าหาเจียงลั่วอวี้ “น้องพี่ไม่รู้จริงๆ หรือว่าทำไมพี่ถึงพูดเช่นนั้น?”

        “น้องคิดแล้ว ก็เห็นว่าน่าจะมีเหตุผลเดียว” เจียงลั่วอวี้ไปเดินหนีเขาอีก ทั้งคู่ยืนห่างกันแค่คืบ ใบหน้าอันงดงามยังคงยิ้มอ่อน แต่ในดวงตากลับเห็นไม่ชัด “หรือว่าสตรีที่ปฏิเสธท่านพี่ มีใจให้กับน้อง ก็เลยทำท่านเสียใจจนขาดสติ? “

        หลูหมินได้ยินก็ตกใจ ไฟในกายดับลง จากนั้นก็ตัวชาจนเดินถอยหลังไปสองก้าว เขามองเจียงลั่วอวี้ราวกับไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น “…น้องพี่ทายถูกแล้ว”

 


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “เกิดใหม่ในร่างเก่า-เจียงลั่วอวี้” : http://bit.ly/2ByRjpi

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/650

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 80-90 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม