0 Views

        เช้าวันถัดมา หลังจากเจียงลั่วอวี้ล้างหน้าแต่งตัวแล้วก็ถือพัดออกมานั่งที่ตั่ง โดยซุ่ยเยวี่ยได้ใช้ให้บ่าวไพร่ยกมาไว้ที่หน้าห้องพักตรงทางลงบันไดไปยังลานบ้าน

        ในขณะที่เขากำลังเอนตัวพักผ่อนอยู่นั้น ก็พลันมองเห็นเงาสีขาวที่คุ้นเคยค่อยๆ เดินเข้ามาทางประตูสวน กำลังจะลุกขึ้นต้อนรับ ก็เหลือบไปเห็นด้านหลังเงานั้นก็มีเงาสีขาวอีกเงาหนึ่งตามมาด้วยเช่นกัน

        เมื่อเข้าไปจนถึงระยะที่พอเห็นได้ชัดจึงรู้ว่า เงาแรกมีรอยแผลเป็นบนหน้า ซึ่งก็คือไป๋หมิ่นอวี้ ส่วนอีกคนที่ตามมาก็คือคนที่เจอกันเมื่อวานตอนเข้าไปในวังด้วยกัน เขาคือบุตรสองเพศของนางมู่ซื่อที่มีนามว่าเจียงปิง

        เขามาที่นี่ทำไม?

        เจียงลั่วอวี้แอบมองเขาด้วยรอยยิ้มมีเลศนัย จากนั้นก็ลุกขึ้นลงจากบันไดไปต้อนรับเจียงปิงที่มีท่าทีหวาดกลัวไป๋หมิ่นอวี้จนคอยรักษาระยะจากเขาไว้หนึ่งก้าว

        ไป๋หมิ่นอวี้เดินมาหยุดข้างหลังเจียงลั่วอวี้ที่ยิ้มให้เจียงปิง “ที่นี่ปกติเงียบเหงานัก วันนี้มีเจ้ามาเป็นแขก ทำให้ดูที่นี่ดูสดใสขึ้นเป็นกอง”

        “ซื่อจื่อพูดเกินไปแล้ว” เจียงปิงมองไป๋หมิ่นอวี้ที่ไปหลบอยู่หลังเจียงลั่วอวี้ราวกับเป็นสาวใช้ก็รู้สึกขำในใจ “ซื่อจื่อพูดแบบนี้ ปิงเอ๋อร์มิกล้า”

        “น้องชายมาที่พักของพี่เป็นครั้งแรกสินะ” เจียงลั่วอวี้ดูออกว่าเจียงปิงกำลังดูถูกไป๋หมิ่นอวี้ในใจ แต่เขาก็ไม่แสดงอาการอันใด “อย่ามัวยืนคุยอยู่เลย เชิญนั่งลงเร็ว”

        เจียงปิงเห็นท่าทีเกรงใจของอีกฝ่ายก็โน้มตัวลง “ขอบคุณท่านพี่ น้องมาโดยพลการไม่ได้บอกกล่าว ขออภัยด้วย”

        เจียงลั่วอวี้มองต่ำและโบกมือให้ซุ่ยเยวี่ยนำชาที่ชงแล้วมาให้เจียงปิง เขาค่อยๆ ยิ้มขึ้น

        “พูดแบบนี้ไม่ได้นะ พี่น้องกันทั้งนั้น ลองชิมชาอวิ๋นอู้นี่ดู อาสะใภ้ให้พี่มาเมื่อไม่กี่เดือนก่อน ข้าเสียดายไม่กล้าเอามาดื่ม เจ้าลองชิมดูสิ”

        “ถ้ารู้แต่แรกว่าท่านพี่ชอบชานี้ ข้าจะได้ให้คนนำมาให้ท่านพี่อีก” เจียงปิงรับถ้วยชาจากซุ่ยเยวี่ยและยกขึ้นสูดกลิ่น จากนั้นก็เงยหน้าขึ้นพูด “ท่านพี่ก็เชิญนั่งลงดื่มชาด้วยกัน มิเช่นนั้นปิงเอ๋อร์คงไม่กล้าดื่มแน่”

        เจียงลั่วอวี้นั่งลง สีหน้าราบเรียบราวกำลังใช้ความคิด “ถ้าเช่นนั้น ถ้าที่นี่ได้ชาอวิ๋นอู้เพิ่มมา ก็ต้องขอบคุณอาสะใภ้เป็นอย่างมาก”

        เจียงปิงเม้มปากด้วยท่าทีเขินอาย “ท่านพี่เกรงใจไปแล้ว”

        เจียงลั่วอวี้ในชุดสีครามสะบัดชายแขนเสื้อและหยิบถ้วยชาขึ้นมา ทันทีที่เขาเปิดฝาออกควันในถ้วยซึ่งกำลังคุกรุ่นก็ลอยออกมา “น้องพี่มาครั้งนี้…มีเรื่องสำคัญอะไรหรือเปล่า?”

        เจียงปิงได้ยินเช่นนั้นก็รีบวางถ้วยชาลงจนเกิดเสียงดัง เขาหัวเราะแก้เขิน

        “ท่านพี่ไม่พูดข้าก็ลืมแล้วสิ ข้านี่ความจำแย่จริง…เช้านี้ท่านแม่ตรวจดูที่คลังก็เห็นว่ายังมีผ้าอีกมากมายที่ทางวังหลวงพระราชทานมาให้ สีอ่อนเรียบหรู ควรเอามาตัดชุดคลุมใช้ในหน้าหนาว ท่านแม่ว่าเหมาะกับท่านพี่ พรุ่งนี้ก็เลยจะให้คนนำมาให้ท่านพี่ที่นี่”

        “อ้อ?” เจียงลั่วอวี้เห็นท่าทีที่ตื่นเต้นของเขาก็นึกไปถึงเรื่องเมื่อวานในวัง ในตอนแรกเขารู้สึกสงสัย แต่ต่อมาก็เข้าใจ เขายิ้มและตอบกลับไป “อาสะใภ้ใจกว้างเสียจริง”

        เจียงปิงได้ยินคำตอบรับก็รู้สึกสงสัย เขากำจานรองถ้วยชาไว้จนแน่น “ท่านพี่หมายความว่ากระไร? “

        เจียงลั่วอวี้ค่อยๆ เงยหน้าขึ้น ครอบฝาชาลงบนถ้วย “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็รบกวนน้องช่วยไปบอกอาสะใภ้ด้วยว่า ลั่วอวี้ยินดีรับไว้ แต่ถ้าให้แต่ลั่วอวี้ ไม่แบ่งให้จวิ้นจื่อ เกรงว่าจะไม่เหมาะ”

        “ท่านพี่พูดถูกแล้ว” เจียงปิงเห็นอีกฝ่ายไม่ปฏิเสธก็เบาใจ แต่ที่บอกว่าควรจะให้จวิ้นจื่อดูน่าสงสัย คงต้องกลับไปถามมู่ซื่อก่อนค่อยว่ากัน

        เจียงลั่วอวี้ไม่ได้ทำเพื่อเจินซื่อ แต่แค่อยากเตือนไม่ให้มู่ซื่อทำอะไรเกินตัว เพราะหากองค์หญิงกับเจียงสยงจับได้ เจินซื่ออาจจะใช้โอกาสนี้กลับมากุมอำนาจอีกครั้ง ซึ่งมู่ซื่อเองก็คงไม่อยากให้เป็นเช่นนั้น

        เจียงปิงมาทำหน้าที่สำเร็จแล้ว เขาก็ลุกขึ้นประสานมือ “วันนี้มาพบท่านพี่โดยพลการ เสร็จธุระแล้ว ปิงเอ๋อร์ขอตัวกลับก่อน”

        “เดินระวังด้วยนะ” เจียงลั่วอวี้พูดต่ออีกว่า “ฝากคารวะอาสะใภ้ด้วย”

        “ขอรับท่านพี่”

        เมื่อเจียงปิงและบรรดาบ่าวไพร่จากไปแล้ว เจียงลั่วอวี้ก็ชี้นิ้วไปที่เก้าอี้ เป็นการบอกให้ไป๋หมิ่นอวี้นั่งลง

        “เขาไปแล้ว เจ้าจะยืนให้ใครดูอีก? ชาดีแบบนี้ ข้าไม่เอาออกมาดื่มบ่อยนะ” พูดจบเขาก็มองไปที่แสงแดดที่ส่องมายังลานบ้าน แล้วก็ก้มหน้าลง

        “ซุ่ยเยวี่ย เอาชามาให้ไป๋ซวงจื่อด้วย แล้วก็ไปดูว่าเรายังมีชาดีๆ อะไรอีก นำไปให้ไป๋อี๋เหนียง ช่วงนี้ยุ่งจนลืมไปเลย”

        ไป๋หมิ่นอวี้นั่งลงและกำลังจะรับถ้วยชาจากซุ่ยเยวี่ย เมื่อได้ยินดังนั้นก็พูดขึ้นมา “ไม่ต้องลำบากหรอก”

        “ทำไม ไม่อยากให้ข้าส่งชาไปให้อาเจ้าหรือ? ” เจียงลั่วอวี้เลิกคิ้วมองเขา “หรือรังเกียจว่าชาที่มู่ซื่อให้ไม่ดีเท่าชาของเจินซื่อ? “

        ไป๋หมิ่นอวี้โต้ตอบ “เจ้ารู้อยู่ว่าไม่ใช่”

        “ไม่ใช่ก็ดีแล้ว” ว่าแล้วก็เอนตัวพิงเบาะ เขาเหลือบไปเห็นซุ่ยเยวี่ยยืนแอบหัวเราะอยู่หลังไป๋หมิ่นอวี้ จึงหยิบถั่วในมือปาใส่นาง “ยืนทำอะไรอยู่ รีบไปสิ”

        ซุ่ยเยวี่ยเห็นดังนั้นก็รีบยกมือขึ้นรับถั่วที่ปามา นางหัวเราะจนตาหยี “รับทราบเจ้าค่ะ”

        ไป๋หมิ่นอวี้คิดไม่ถึงว่าเจียงลั่วอวี้จะปาถั่วใส่ใคร เขาตกตะลึงจนตาโต แต่ก็ไม่ได้เอ่ยปากพูดอะไร ซุ่ยเยวี่ยเดินออกไปจากที่นั่น ส่วนเจียงลั่วอวี้ก็เอนหลังอยู่บนเบาะ ตัวเขาก็จิบชาในมือต่อ

        ความเงียบกลับมาอีกครั้ง เจียงลั่วอวี้มองคนข้างกายนั่งดื่มชา ในตาเขาราวกับมีวังน้ำวนที่เต็มไปด้วยเกลียวคลื่นสีดำ

        วันนี้มู่ซื่อให้เจียงปิงมาบอกกล่าว แสดงให้เห็นว่าไม่กี่เดือนมานี้ มู่ซื่อสามารถกำจัดคนของเจินซื่อในจวนไปได้เกินครึ่ง อำนาจเกือบทั้งหมดอยู่ในมือนางแล้ว

        สาเหตุก็มาจากการป่วยของเจินซื่อ มู่ซื่อจึงเริ่มเข้าไปควบคุมดูแลห้องครัวและการคลัง ส่วนสำคัญสองส่วนของจวนแห่งนี้ สองที่นี้เป็นที่ที่นางใฝ่ฝันอยากจะเข้าไปควบคุมดูแลมานานปี ต่อให้เจินซื่อลุกขึ้นมาได้ ก็ไม่แน่ว่าจะยึดคืนไปจากมือนางได้

        นับแต่เขาเข้ามาที่จวนแห่งนี้ เจินซื่อ เจียงฮุ่ยและเจียงอิ่งค่อยๆ ถูกลดบทบาทลง มู่ซื่อจึงมีอำนาจมากขึ้นเรื่อยๆ ถ้าจะบอกว่านางไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น ว่าอาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับตนก็ดูจะเป็นไปได้ยาก นางจึงรีบให้เจียงปิงมาลองใจ หรือไม่ก็มาเอาใจเสียเลย

        มู่ซื่อให้คนมาเอาใจครั้งนี้ ก็เพื่อจะแสดงให้เห็นว่านางไม่ได้มีอะไรปิดบัง เขาถึงจะยอมรับน้ำใจจากนาง ไม่มองนางเป็นอื่น

        ดูท่าอาสะใภ้คนนี้ก็ไม่ใช่คนโง่เขลา

        เอาเถอะ ชาติก่อนนางก็ไม่ได้ทำร้ายอะไรเขา เขาเป็นคนแยกแยะได้ ถ้ามู่ซื่อดีจริง ไม่ได้คาดหวังอะไรจากตัวเขา เขาก็จะรับน้ำใจไว้ อย่างน้อยน้องๆ ก็อยู่สบายขึ้น

        เจียงลั่วอวี้ก้มหน้าลงและยิ้มคนเดียว ไป๋หมิ่นอวี้เห็นดังนั้นก็กำลังจะเอื้อมมือเข้าไปหา ก็ได้ยินเขาพูดขึ้น

        “อีกครึ่งเดือนจะเป็นวันเกิดหนิงฮวน บุตรีอัครเสนาบดีฝ่ายขวา เจ้าแต่งตัวเป็นคนสองเพศตามข้าเข้าไปด้วยกันนะ”

        ได้ยินคำว่าวันเกิด ไป๋หมิ่นอวี้ชะงักเล็กก่อนจะตอบตกลง

        หลังจากการมาเมื่อครึ่งเดือนก่อนของเจียงปิง เจียงลั่วอวี้รู้สึกได้เลยว่า ของกินของใช้ดีกว่าแต่ก่อนหลายเท่าตัว

        หลังจากได้ผ้ามาหลายพับ เขาเองก็ไม่ได้นำมาใช้เอง แต่กลับนำมาตัดเสื้อผ้าให้กับไป๋หมิ่นอวี้ที่ร่างกายโตขึ้นอย่างรวดเร็วจนจะไม่มีเสื้อผ้าใส่และก็ใส่แต่ชุดสีขาว

        เจียงลั่วอวี้ตัดชุดสีขาวให้เขาใหม่หลายชุด และให้ซุ่ยเยวี่ยไปสั่งทำเครื่องประดับสตรีมา และนำมาให้เขาดูด้วยสีหน้าตกใจตัวแข็งทื่อ

        หลังจากที่ออกแรงจัดการใส่เสื้อผ้าแต่งเนื้อแต่งตัว ก็ได้เห็นไป๋หมิ่นอวี้ที่เดินแขนขาไปข้างเดียวกันออกมาจากห้อง ทันทีที่เจียงลั่วอวี้ยืนมือให้ เขาก็รีบเดินมาเกาะแขนทันที ทำเอากลั้นหัวเราะไว้ไม่ไหว

        “ไปกันเถอะ สาวใช้ของข้า”

 


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “เกิดใหม่ในร่างเก่า-เจียงลั่วอวี้” : http://bit.ly/2ByRjpi

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/650

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 80-90 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม