0 Views

        เจียงลั่วอวี้คิดไม่ถึงว่าสาวใช้ของตนจะคิดไปไกลขนาดนั้น เขาอดไม่ได้ที่จะหัวเราะและดีดนิ้วไปกลางหน้าผากนาง “เจ้าเด็กนี่ ข้าพูดนิดเดียว เจ้าคิดไปถึงไหนแล้ว! อีกครึ่งเดือนจะเป็นวันเกิดหนิงฮวน มารดาของนางเป็นน้องสาวแท้ๆของเจินซื่อ คนของจวนจวิ้นหวังก็ต้องไปร่วมอวยพรสิ”

        ซุ่ยเยวี่ยถอนหายใจเมื่อรู้ว่านายน้อยตนไม่ได้คิดอะไรกับผู้หญิงคนนั้น “ข้าน้อยคิดมากไปเอง ถ้าเช่นนั้นซื่อจื่อกำลังคิดเรื่องของขวัญหรือเจ้าคะ?”

        เจียงลั่วอวี้พยักหน้า เขายิ้มขึ้นเหมือนจะนึกอะไรขึ้นได้ “ใช่ เจ้าเตรียมของขวัญไว้ด้วย ถึงวันนั้นจะได้ไม่ต้องวุ่นวาย เดี๋ยวจะมาว่าข้าไม่เตือนเจ้าอีก”

        “ซื่อจื่อ ล้อข้าเล่นอีกแล้วนะเจ้าคะ!” ซุ่ยเยวี่ยทำท่างอนเพราะรู้ว่านายน้อยพูดล้อเลียนตน นางกำลังจะย่ำเท้าลงบนพื้น แต่แล้วก็นึกอะไรขึ้นได้ อยู่ก็อมยิ้มมองไปที่เขา “ซื่อจื่อ…”

        เจียงลั่วอวี่เห็นท่าทางนางเปลี่ยยไปก็เลิกคิ้วขึ้นมอง “มีอะไร?”

        ซุ่ยเยวี่ยเห็นรอยยิ้มของเขาก็มีสีหน้าดีขึ้น พลอยให้นางเองยิ้มตามไปด้วย “ตั้งแต่ท่านมาอยู่นี่ก็หน้าตาไม่สบายใจมาตลอด เมื่อครู่เป็นครั้งแรกที่ท่านหยอกล้อข้าน้อยเหมือนสมัยอยู่ที่จวนของเรา ข้าน้อยรู้สึกดีใจจริงๆ”

        เจียงลั่วอวี้คิดไม่ถึงว่านางจะพูดเช่นนี้ เขายกมือขึ้นลูบหัวนาง “ซุ่ยเยวี่ย”

        ซุ่ยเยวี่ยเห็นสีหน้านายน้อยเปลี่ยนไป นางเข้าใจว่าคงพูดอะไรผิด จึงทำให้เขาไม่พอใจ ก็รีบเปลี่ยนเรื่องพูด “ซื่อจื่อเจ้าคะ ข้าน้อยแค่จะเข้ามาถามเรื่องอาหารที่จัดเตรียมไว้แล้ว จะให้ยกเข้ามาเลยไหมเจ้าคะ?”

        เจียงลั่วอวี้ไม่คิดว่านางจะเปลี่ยนเรื่อง เขาชะงักไป สักพักก็เอ่ยขึ้นมา “เตรียมไว้แล้วก็ยกมาเถอะ”

        ซุ่ยเยวี่ยออกไปเตรียมสำรับ เจียงลั่วอวี้นั่งอยู่คนเดียวริมหน้าต่าง เขายกมือจะไปสัมผัสหินที่กลางหน้าอก แต่แล้วก็รู้สึกร้อนราวถูกไฟลวกจนต้องรีบชักมือออก

        ทันใดนั้นซุ่ยเยวี่ยก็นำบ่าวไพร่ยกสำรับมาตั้ง นางช่วยนายน้อยล้างมือและคอยยืนคีบอาหารอยู่ข้างๆ

        หลังจากอาหารเย็น ภายในจวนก็เริ่มจุดโคมไฟ เจียงลั่วอวี้สั่งให้ซุ่ยเยวี่ยพาคนมายกสำรับไปเก็บ ส่วนตัวเขาก็ย้ายไปนั่งอ่านหนังสือบทกลอนที่อ่านไม่มีวันจบอยู่บนตั่ง สักพักหว่านเสียะก็มาเคาะประตู

        เจียงลั่วอวี้ใช้ไว้หว่านเสียะไปแอบดูเจียงอิ่ง เขาสอบถามหว่านเสียะอยู่ครู่เดียว ก็รู้ว่าเป็นไปอย่างที่คิด เจียงสยงโกรธจัดจนสั่งโบยเจียงอิ่งทันทีที่กลับมาถึงจวน

        เจียงอิ่งถูกยาเสน่ห์และถูกองค์ชายแปดที่ไม่เคยมีประสบการณ์กับผู้หญิงเลยมาเปิดบริสุทธิ์กับเขา ความเจ็บปวดที่องค์ชายแปดมอบให้ตามด้วยการถูกโบย แม้แต่จะส่งเสียงร้องก็ยังไม่มีแรงเพราะสลบไปเสียก่อน

        เจินซื่อรีบเขามาพูดอ้อนวอนเจียงสยง เขาจึงสั่งให้มัดไว้ในสวนซิวจู๋ กว่าที่จะใจอ่อนยอมฟังคำเจินซื่อ ก็ใช้เวลาไม่น้อย เขาจึงสั่งให้พากลับไปรักษาตัวที่ห้อง เจินซื่อไม่รู้ว่าเวรกรรมอะไรลูกทั้งสองคนต้องมาเจอเรื่องเช่นนี้ คิดแล้วนางก็ปวดหัวขึ้นกว่าเดิม

        สาวใช้คนสนิทของเจินซื่อมาเชิญเจียงสยงไปดูอาการเจินซื่อที่ปวดหัวจนตัวสั่นน้ำลายฟูมปาก ในใจเขาคิดว่าอย่างไรเสียก็เป็นผัวเมียกันมา เจินซื่อเป็นบุตรสาวของเจินฟู่ผู้เป็นฉีกว๋อกง เขาไม่ได้ดุด่านางซ้ำ และยังให้คนเข้าวังไปเชิญหมอหลวงมาดูอาการ

        เป็นไปตามคาด อาการป่วยของเจินซื่อคงไม่หายในสองวันนี้ และนางคงไม่มีเรี่ยวแรงจัดการเรื่องในจวน อำนาจทั้งหมดจึงตกไปอยู่ในมือของมู่ซื่อแทน

        ภายในระยะเวลาครึ่งปีที่เจียงลั่วอวี้มาถึงจวนจวิ้นหวัง เขาสามารถทำให้เจินซื่อตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ได้ ก็รู้สึกพอใจจนยิ้มออกมา ท้องฟ้าด้านนอกเริ่มมืดแล้ว เขาสั่งให้หว่านเสียะถอยออกไปและก็นั่งอ่านหนังสือต่อ

        ไม่รู้ว่าผ่านไปนานแค่ไหน จนกระทั่งเขาเริ่มหาว ซุ่ยเยวี่ยถือตะเกียงเดินเข้ามาและจับที่กระถางทำความร้อนตรงหน้านายน้อย นางพูดเสียงเบาๆ กับเขาที่กำลังเปิดหนังสืออ่านแบบไม่ค่อยตั้งใจ

        “ซื่อจื่อ ยามสามแล้ว จะดับโคมไฟไหมเจ้าคะ? “

        “ยังไม่ต้อง” แม้ว่าหน้าตาจะง่วงแต่ก็ยังส่ายหัว เขาเหลือบตามองและยิ้มขึ้น เจ้าไม่รู้จริงๆ หรือว่าเขาไปไหน? “

        ซุ่ยเยวี่ยกลัวว่าจะหลุดปากบอกความจริง ดีที่นางยังอดกลั้นไว้ได้ทัน “ข้าน้อยไม่ทราบจริงๆ เจ้าค่ะ”

        “ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าเจ้าจะเก็บความลับได้เก่งขนาดนี้ แต่ตอนนี้ก็รู้แล้วล่ะ” เจียงลั่วอวี้ตอบด้วยน้ำเสียงไม่เชื่อในคำตอบนาง แต่ก็ไม่ซักอะไรต่อ เขาโบกมือขึ้น “เจ้าออกไปเถอะ ข้าจะอ่านหนังสือต่อ ที่นี่ไม่มีอะไรให้ทำหรอก”

        ซุ่ยเยวี่ยเห็นท่าทางนายน้อยที่ยืนยันว่าจะรอไป๋ซวงจื่อกลับมา นางก็ได้แต่เติมเชื้อในกระถางทำความร้อนให้อุ่นขึ้น แล้วก็เดินออกไปจากที่นั้น

        ฟ้ามืดลงเรื่อยๆ ประกายไฟจากแสงเทียนส่งเสียงเพราะกำลังมอดดับดังขึ้นจนทำให้คนที่ไม่รู้ว่าหลับไปเมื่อไรตื่นขึ้น

        เจียงลั่วอวี้ลืมตาขึ้นด้วยความงัวเงียท่ามกลางความมืด เขาควานหาเชิงเทียนในขณะที่มืออีกข้างควานหาไม้ขีดไฟที่พกติดตัวไว้ตลอดเวลา

        แต่ยังไม่ทันหาเจอ เขาก็รู้ได้ว่ามีอะไรเย็นๆ มาสัมผัสที่ข้อมือของเขาจนเขาถึงกับสะดุ้งตัว

        เป็นมือคน

        เขาค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองคนที่ย่อตัวอยู่ข้างตั่งและจับข้อมือเขาไว้ แม้ว่าจะมองเห็นหน้าไม่ชัดแต่ก็รู้สึกได้ถึงความอบอุ่น

        “กลับมาเสียที”

        พูดจบเขาก็ควานหาไม้ขีดไฟต่อจนเจอและจุดเทียนขึ้นอีกครั้ง แสงเทียนทำให้เห็นว่าหน้าเขาทั้งสองห่างกันแค่คืบ

        ไป๋หมิ่นอวี้จ้องตาเขา ดวงตาสีอำพันราวกับจะหลอมละลาย มันช่างดูอบอุ่นนัก มือเย็นเฉียบยังคงจับที่ข้อมือเขา รอยยิ้มที่เหมือนไม่ยิ้มขยับขึ้น

        “ถ้าข้าไม่กลับมา เจ้าก็จะรอข้าไปแบบนี้หรือ? “

        “ไปหัดพูดแบบนี้มาจากไหน? อยู่กับซุ่ยเยวี่ยมากไป เรื่องดีๆ ทำไมไม่หัดมา” เจียงลั่วอวี้ไม่คิดว่าไป๋หมิ่นอวี้จะพูดเก่งขึ้นแบบนี้ เขายิ้มและมองไปยังมือที่ซ่อนอยู่ด้านหลัง “ถืออะไรไว้ ให้ข้าดูหน่อยสิ”

        ไป๋หมิ่นอวี้สูดหายใจแล้วค่อยๆ เลื่อนมือมาข้างหน้า จากนั้นก็ค่อยๆ แบมือออกให้เขาเห็นสิ่งของในฝ่ามือ

        เจียงลั่วอวี้กำโต๊ะชาไว้แน่นเมื่อเห็นสิ่งของในมือ เขาไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง ได้แต่จ้องตาไป๋หมิ่นอวี้

        เขาตกใจถึงขีดสุด อยากจะพูดแต่ก็พูดไม่ออก เขาได้แต่มองหน้าอีกฝ่าย รอยยิ้มบนใบหน้าหายไปจนหมดสิ้น

        ไป๋หมิ่นอวี้ขมวดคิ้วเมื่อเห็นสีหน้าอีกฝ่ายที่ตกใจถึงขีดสุด เขาก้มลงมองของในมือตน และมองหน้าเจียงลั่วอวี้ ค่อยๆ ถามขึ้นว่า

        “ไม่ชอบหรือ? “

        ผ่านไปนานพอควร เจียงลั่วอวี้จึงค่อยกลับมามีสีหน้าตามปกติ เขายื่นมาไปหยิบผลไม้สีแดง ที่คล้ายแอปเปิ้ลแต่ก็เหมือนสาลี่ขึ้นมา “…ทำไมเจ้าถึงนำมันมา?”

        “ก็เมื่อวานเจ้าพูดถึงมัน” ไป๋หมิ่นอวี้ตอบในทันที เขารู้สึกกังวลกับท่าทางของอีกฝ่าย จึงยื่นมือไปจับข้อมืออีกครั้ง “ไม่ชอบหรือ? “

        ครั้งนี้ไม่มีคำตอบกลับมา

        เขาได้แต่นิ่งเงียบ ตามองไปที่ไป๋หมิ่นอวี้ที่วิ่งหนีความหนาวจากด้านนอกเข้ามาหาไออุ่นในห้อง แม้แต่ผมก็ยังมีละอองน้ำเกาะ จากนั้นจึงค่อยๆ เลื่อนสายตากลับมาหยุดที่สิ่งของในมือตนเอง

        เขาไม่รู้ว่าไป๋หมิ่นอวี้ต้องลำบากแค่ไหนที่ต้องไปหามันมาภายใต้อากาศเช่นนี้ รู้แต่ว่าที่อีกฝ่ายทำให้ก็เป็นเพราะคำพูดที่ไม่ได้ตั้งใจของตนเอง

        ตอนนี้ผลสาลี่อยู่ที่ปลายนิ้วของเขา

        ไม่รู้กินเข้าไปจะมีรสชาติอย่างไร…จะเปรี้ยวๆ หวานๆ เหมือนเมื่อชาติที่แล้วไหม? หรือว่า…จะขมคอราวกลิ่นคาวเลือด?

        “…ข้าไม่กล้ากิน” เจียงลั่วอวี้พูดราวจะหมดแรง เขายื่นมาออกไป พร้อมรอยยิ้มที่ดูอ่อนล้าแต่อ่อนหวาน ต่างกันเมื่อก่อนที่ราวกับใส่หน้ากากบดบังเอาไว้

        “เจ้าชิมดูทีสิ ว่ามันหวานไหม? “

        ไป๋หมิ่นอวี้หยุดคิด แต่แล้วก็ก้มหน้าลงไปชิม

        รสชาติของมันเปรี้ยวนิดหวานหน่อย กลิ่นหอมอ่อนกำจาย

        เจียงลั่วอวี้ไม่กล้าสูดดมกลิ่นของมัน เขาได้แต่ถามต่อ “หวานไหม?”

        ไป๋หมิ่นอวี้มองตาและพยักหน้า ไม่รู้ผลไม้ในปากที่กัดไปนั้นได้กลืนลงไปแล้วหรือยังอมไว้ในปาก เพราะเขาไม่ได้อ้าปากตอบ

        เจียงลั่วอวี้ก้มหน้าและเรียกขานราวกับถอนหายใจ “หมิ่นอวี้…”

        ไป๋หมิ่นอวี้ไม่รอให้เขาพูดต่อ

        เขาวางผลสาลี่ลงบนโต๊ะ จากนั้นก็เอื้อมมืออันเย็นเฉียบประคองคออีกฝ่ายเข้ามาจูบเข้าที่ริมฝีปาก สาลี่ชิ้นที่กัดเข้าไปยังคงอยู่ในปาก รสชาติเปรี้ยวอมหวานแทรกผ่านเข้าปากของอีกฝ่าย จนทำให้เขาถูกขัดขืน

        เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายขัดขืน เขาก็ถอยหลังออก หันไปดับเทียนจนห้องมืดสนิทอีกครั้ง

        เจียงลั่วอวี้รู้สึกเหมือนถูกดันจนหลังติดพนักพิงที่สลักลวดลายเอาไว้ ริมฝีปากเย็นเฉียบประทับเข้ามาอีกครั้ง

        ทั้งสองจูบกันอย่างดูดดื่ม ไป๋หมิ่นอวี้หายใจถี่ขึ้น ครู่เดียวก็ถูกผลักล้มลงไปจนเกิดเสียงดัง

        เสียงดังที่เกิดขึ้นทำให้บ่าวไพร่พากันตกใจตื่น โดยเฉพาะซุ่ยเยวี่ยที่ยังไม่หลับ เพราะยังนั่งเฝ้ามองแสงเทียนจากห้องนายน้อย

        “ซื่อจื่อ เป็นอะไรไหมเจ้าคะ? “

        เจียงลั่วอวี้มองดูคนที่ตกลงไปกองกับพื้นที่เพิ่งลุกขึ้นมาได้ ก่อนหน้านี้ก็ถูกบังคับให้ชิมผลไม้ เขาอดไม่ได้ที่จะยิ้ม “ไม่มีอะไรหรอก แค่เชิงเทียนตก ไม่ต้องเข้ามา ข้านอนแล้ว พรุ่งนี้ค่อยว่ากัน”

        ซุ่ยเยวี่ยได้ยินเช่นนั้นก็พาบ่าวไพร่กลับไปพักผ่อนตามเดิม

        เมื่อทุกคนออกไปหมดแล้ว ไป๋หมิ่นอวี้ก็ลุกขึ้นและจะเข้ามาหยิบผลสาลี่ แต่แล้วเจียงลั่งอวี้ก็คว้าไปได้ก่อนและก้มลงกัดมัน

        “…หวานกว่าในปากเจ้านะ”

        เขาดูเหมือนจะเปลี่ยนไป แต่ก็เหมือนไม่ได้เปลี่ยน แม้แต่แววตาก็เช่นกัน

        แต่ไป๋หมิ่นอวี้รู้ว่าตอนแรกเขาไม่อยากจะกินมันหรอก

        แต่เมื่อเห็นเขายอมกินมันแล้ว ไป๋หมิ่นอวี้ก็รู้สึกอุ่นใจขึ้น

        ชั่วเวลาจิบชาครึ่งถ้วยผ่านไป ไป๋หมิ่นอวี้ก็จากไปภายใต้แสงจันทร์ เจียงลั่วอวี้หันไปมองเมล็ดของผลสาลี่

        เขาคิดขึ้นมาว่า หากในอีกหลายปีข้างหน้า ชายคนนี้ยังคงเป็นคนเดิม คนที่เขาจ้องมองแผ่นหลังยามเดินจากไป โดยที่ไม่มีความรู้สึกสับสนต่อคนคนนี้ใดใดทั้งสิ้น

        ก็คงต้องมีสักวันที่เขาจะสลัดภาพเงาในอดีตชาติทิ้ง และก้าวเดินไปภายใต้แสงจันทร์กับคนคนนี้

        แม้ว่าจะยังไม่รู้ว่าเป็นวันไหน

        แต่เขาก็จะรอ

        เพราะตอนนี้เขาหาเชื้อไฟเล็กๆ ในมือที่จะช่วยให้เขาหลุดพ้นจากความมืดมิดได้แล้ว

 


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “เกิดใหม่ในร่างเก่า-เจียงลั่วอวี้” : http://bit.ly/2ByRjpi

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/650

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 80-90 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม