0 Views

        เจียงลั่วอวี้หันไปมองเจียงปิงลูกของมู่ซื่อ ที่ปกติมักจะถูกเจียงอิ่งกับเจียงฮุ่ยข่มเหงรังแก เจียงปิงผู้นี้อ่อนแอกว่าเจียงเอี๋ยนบุตรคนรองมากนัก เขาจึงไม่ค่อยให้ความสนใจ สิ่งที่เขาสนใจคือเจินซื่อที่ยืนชูคออยู่ต่อหน้ามู่ซื่อในตอนนี้

        เจียงอิ่งไม่ออกมาพร้อมเจินซื่อ แต่ไม่มีเหตุผลอันใดที่เจียงฮุ่ยจะต้องปิดบังมารดาตนเองเพื่อพูดคุยกับพี่ชายตามลำพัง เขาเชื่อว่าเจียงอิ่งคงกำลังจะไปตามหาเจินจูเป็นแน่

        หานเจียงเก๋อได้ส่งสายเข้ามาในวังนานแล้ว และวันก่อนหน้านี้ก็บังเอิญมีนางกำนัลพูดถึงเจินจูให้เจียงฮุ่ยได้ยิน ด้วยความแค้นของนางจึงต้องนำมาเล่าให้พี่ชายฟัง ซึ่งก็เป็นไปตามแผนว่าเจียงอิ่งจะต้องหลงกล

        เจียงอิ่ง อย่าหาว่าข้าใจร้ายกับคนชั่วอย่างเจ้าเลย

        ระหว่างที่เจินซื่อพูดคุยกับคนในจวนเพื่อถ่วงเวลาให้เจียงอิ่งกลับมา เจียงลั่วอวี้ก็ให้นางกำนัลพาตนออกไปจากที่นั่น พวกเขาเดินไปตามทางระเบียงคดเคี้ยวมุ่งไปสู่ทางสายเล็กที่มีหญ้าแซมขึ้นมาบนทางเดิน

        “ใต้เท้า ผ่านประตูนี้ไป ก็จะเห็นป้ายของกองงานซักรีดแล้วเจ้าค่ะ” นางกำนัลที่แต่งตัวธรรมดาบอกกับเจียงอิ่ง “ข้าน้อยเป็นสาวใช้ในตำหนักฮุ่ยเฟย คงต้องขอตัวกลับไปก่อน เชิญใต้เท้าตามสบายเจ้าค่ะ”

        เจียงอิ่งฟังแล้วก็พยักหน้า เขารู้ว่าการเดินไปมาตามใจชอบในวังถือเป็นการฝ่าฝืนกฎ แต่เจียงฮุ่ยได้มอบป้ายผ่านทางไว้ให้ ผู้ที่มีป้ายนี้สามารถขอเข้าพบนางได้ตลอดเวลา เขาจึงสามารถมาถึงที่นี่ได้ภายใต้การนำทางของนางกำนัล

        “ไปเถอะ”

        นางกำนัลรับถุงเงินจากเจียงอิ่งและเก็บเข้าในแขนเสื้อ สีหน้านางไม่แสดงอาการดีใจ แต่เอ่ยปากว่า “ขอบพระคุณเจ้าค่ะ”

        เจียงอิ่งมองดูนางจากไป เขาเดินผ่านประตูกั้นเขตเข้าไปก็มองเห็นป้ายสีแดงเขียนด้วยตัวหนังสือสีทอง เขาก็หน้าถอดสี

        “ไม่ใช่…นี่มันใช่กองงานซักรีด! ” ป้ายที่เบื้องหน้าเขียนว่า ‘ตำหนักซวี่หยาง” เขาตกใจถอยหลังและเตรียมเดินกลับ ในหัวครุ่นคิด “นี่มันที่ไหน นางกำนัลคนนั้นเป็นใคร? ทำไมถึงหลอกข้ามาที่นี่…ทำไม…”

        ผ่านไปครู่หนึ่ง นางกำนัลคนเดิมก็เดินกลับมา นางยิ้มให้กับเจียงอิ่งที่ตอนนี้นอนสลบอยู่ นางหยิบเข็มขนวัวห่อใส่ผ้าและยัดเข้าไปในแขนเสื้อ

        ชั่วเวลาธูปหนึ่งดอกผ่านไป ชายหนุ่มผู้สดใสในชุดลายมังกรสีฟ้าเดินถือพัดเข้าห้อง เขาหยุดชะงักและพึมพำกับตนเอง

        “ตอนออกไปไม่ได้จุดกำยาน เหตุใดจึงมีกลิ่นหอมคล้ายดอกสาลี่…”

        เมื่อผลักประตูเข้าห้อง เขาก็ต้องเอามือปิดจมูกไว้ และรีบไปเปิดหน้าต่างออก กลั้นหายใจเดินไปดับกำยาน จากนั้นก็เดินไปเลิกม่านดำที่เตียงขึ้น

        “คนผู้นี้…ดูคุ้นตานัก ไม่ใช่สิ คนคนนี้…” เขาหรี่ตามอง ลมหายใจที่ถี่และใบหน้าที่แดง เสื้อผ้าถูกดึงออกกระจัดกระจาย เจียงอิ่งที่ไม่มีสติไม่รู้ว่ากำลังทำอะไร รอยยิ้มเปลี่ยนเป็นรอยน้ำตา

        “เป็นเช่นนี้เอง…ช่างมันเถอะ…”

        เกือบจะผ่านไปหนึ่งชั่วยามแล้ว เจินซื่อยังไม่เห็นลูกชายกลับมาก็เริ่มร้อนใจ “ทำไมยังไม่กลับมาอีก ไม่ใช่ว่าเกิดเรื่องนะ?”

        ผ่านไปครู่เดียว ขันทีในชุดสีม่วงก็เดินมาคำนับเหล่าแขกจากจวนจวิ้นหวัง และหันหน้าไปทางเจินซื่อ

        “พระชายาจวิ้นหวัง ฝ่าบาทและพระสนมมีรับสั่งให้ท่านเข้าเฝ้า”

        เจียงลั่วอวี้เห็นขันทีพาตัวเจินซื่อไป เขาก็กระหยิ่มในใจและแอบยิ้มมุมปาก

        ณ ตำหนักฮุ่ยลี่

        องค์ชายในสภาพเสื้อผ้าหลุดลุ่ยและหน้าซีดเผือดกำลังคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าฮ่องเต้ที่สีหน้าน่ากลัวเพราะกำลังกริ้วจัดราวกับจะมีไฟปะทุออกมาก็ไม่ปาน

        เจียงฮุ่ยที่นั่งอยู่ด้านล่างลงมาก็โกรธแต่ไม่กล้าแสดงออก ได้แต่มองเจียงอิ่งที่ยังคงไม่คืนสติอยู่ข้างๆ องค์ชายแปด

        หลังจากที่นางส่งมารดาและพี่ชายออกจากตำหนักแล้ว นางก็ได้ยินว่าฮ่องเต้ได้พูดคุยกับบิดานางเสร็จแล้ว กำลังจะมาเสวยมื้อเที่ยงกับนาง แต่รอแล้วรอเล่าก็ไม่เห็นขบวนเสด็จ นางจึงเริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติ

        ผ่านไม่อีกครึ่งชั่วยาม ฮ่องเต้ที่กำลังกริ้วก็พาองครักษ์คุมตัวคนสองคนเข้ามาที่ตำหนัก คนหนึ่งนางจำได้ว่าเป็นองค์ชายแปด ส่วนอีกคนคือเจียงอิ่ง นางไม่กล้าเอ่ยปากถามถึงความผิดที่พวกเขากระทำ ได้แต่แอบสำรวจพวกเขาตอนที่ฮ่องเต้มีรับสั่งให้ไปตามตัวมารดาของนางมา

        ไม่มองไปก็ไม่มีอะไร พอยิ่งมองก็ยิ่งใจระทึก

        ทั้งสองคนทั้งเสื้อผ้าและผมเผ้าต่างก็หลุดลุ่ยยุ่งเหยิง องค์ชายแปดมือสั่นราวกับหวาดกลัวอะไรสุดขีด

        เจียงอิ่งดูท่าจะสาหัสกว่า ใบหน้าซีดขาวแต่ที่แก้มกลับแดงราวแต่งหน้า ที่ชายเสื้อปรากฏรอยเลือดเป็นหยด ดูเหมือนเขาจะไม่มีแรงและเจ็บปวด คุกเข่าได้ไม่นานก็ล้มลงไป

        เจียงฮุ่ยสังเกตเห็นว่าขากางเกงซับในของเขามีเลือดไหลออกมา แถมดวงตาเขายังดูเหม่อลอยแฝงด้วยความยั่วยวนจนไม่อยากจะคิดต่อ นางกลัวจนตัวสั่นแทบจะตกจากเก้าอี้

        อย่าบอกนะว่า…พี่ชายของตนถูก…แต่ว่าองค์ชายแปด…เป็นคนสองเพศมิใช่หรือ?

        แต่แบบนี้ก็ดี ฝ่าบาทคงจะเรียกท่านแม่มาเพื่อจัดงานอภิเษกให้ทั้งสอง ตนเองก็อภิเษกเข้ามาในวังหลวง ส่วนพี่ชายก็แต่งกับบุตรสองเพศของฝ่าบาท ยิ่งดีเสียอีก ก็ไม่ถือว่าท่านพี่เสียเปรียบอะไร

        เจียงฮุ่ยคิดได้เช่นนั้นก็เบาใจ นางยังคงไม่กล้าเอ่ยปาก นั่งสงบนิ่งรอมารดามาถึง

        ผ่านไปครู่หนึ่ง เจินซื่อก็มาถึงและคุกเข่าลงถวายคำนับฮ่องเต้ นางไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับคนเหล่านี้ กำลังจะเงยหน้าขึ้นมองเจียงฮุ่ย ฝ่าบาทก็พลันมีรับสั่งออกมา

        “นับแต่วันนี้ไป ริบคืนบรรดาศักดิ์เหลียงหวังขององค์ชายแปด งดเบี้ยเลี้ยงหนึ่งปี” ฮ่องเต้ตรัสด้วยน้ำเสียงเย็นชา ฟังไม่ออกว่าโกรธหรือดีใจ ปราดตาไปมองทั้งสองคนที่คุกเข่าอยู่ องค์ชายแปดหวาดกลัวจนตัวสั่น ส่วนเจียงอิ่งดูเหมือนจะเริ่มคืนสติแต่ยังก้มหน้าอยู่

        ท้องพระโรงแห่งนั้นเงียบจนสามารถได้ยินแม้กระทั่งเสียงเข็มตกลงบนพื้น

        อยู่ๆ ฮ่องเต้ก็หัวเราะเสียงเย็นออกมา ตามด้วยวาจาในทำนองประชดประชัน โดยไม่รู้ว่าหมายถึงใคร

        “เจ้าปิดบังเก่งนัก ในเมื่อเป็นเช่นนี้ นับแต่วันนี้เป็นต้นไป เจ้าก็เหมือนกับบรรดาเสด็จพี่ของเจ้า เจ้าต้องออกไปอยู่ตำหนักนอกวัง ไม่มีรับสั่งเรียกก็สำนึกผิดอยู่แต่ในนั้นซะ! “

        ตำหนักนอกวัง?

        มีไว้พระราชทานพระราชโอรสที่ยังไม่ได้รับตำแหน่งอ๋องมิใช่หรือ?

        ถ้าเช่นนั้น…องค์ชายแปดก็เป็นผู้ชาย?

        เจียงฮุ่ยและเจียงอิ่งรู้สึกเสียหน้า พวกเขาแทบไม่เชื่อหูตนเอง เจียงอิ่งในตอนนี้ทั้งโกรธแค้นและอับอาย แต่ก็ไม่สามารถโต้ตอบอะไรฮ่องเต้ไปได้

        องค์ชายแปดเสียอีกที่กลับดูจะมีสติมากกว่า แม้ว่าจะมีสีหน้ากังวล แต่ก็รีบขานรับ “เป็นพระกรุณา หม่อมฉันน้อมรับคำสั่งเสด็จพ่อ”

        “ส่วนเจียงอิ่ง…” ฮ่องเต้จ้องมองเขาและหรี่ตาลง “ถอดจากราชการ ให้ใช้บรรดาศักดิ์จวิ้นจื่อ”

        “จวิ้นจื่อ…” ทันที่ที่ได้ยินรับสั่งสองคำนี้ เจียงอิ่งก็ตัวสั่นจนเลือดไหลนองพื้นมากกว่าเดิม แต่เขาก็ไม่ได้สนใจอะไรอีกต่อไปแล้ว เขาอ้อนวอนขอร้อง “ไม่นะ ! ฝ่าบาท หม่อมฉันเป็น…”

        จวิ้นจื่อเป็นตำแหน่งรองจากซื่อจื่อที่มีไว้ให้สำหรับทายาทที่มีสองเพศของบรรดาท่านอ๋อง

        เจินซื่อได้ยินดังนั้นก็หน้าเสีย นางเหลือบมองลูกทั้งสองคนแล้วโขกศีรษะลงกับพื้นพลางขอร้อง “ฝ่าบาทเพคะ ลูกหม่อมฉันเป็นผู้ชาย ไม่ใช่…”

        เจียงฮุ่ยสังเกตได้ถึงสายตาที่มองมา นางตัวเย็นวาบและรู้ได้ทันทีว่าฮ่องเต้กำลังต้องการตักเตือนนาง นางจับเก้าอี้ไว้แน่นและรวบรวมสติก่อนเอ่ยปากขึ้น

        “ท่านแม่ ในเมื่อฝ่าบาททรงรู้เพศที่แท้จริงของท่านพี่แล้ว ท่านก็เลิกปิดบังเถิด เท็จทูลเบื้องสูงมีโทษถึงตายนะ”

        เจินซื่อตกตะลึง “ฮุ่ยเอ๋อร์ แต่…”

        “พระชายาจวิ้นหวัง ฮุ่ยเฟยกล่าวถูกต้อง หรือท่านจะขัดราชโองการ? ฮ่องเต้มีสีหน้าดีขึ้นหลังจากที่เจียงฮุ่ยบอกกล่าวกับมารดา “เมื่อครู่ข้ากับจวิ้นหวังและเหล่าขุนนางเห็นเองกับตา ยังจะว่าไม่ใช่อีกหรือ?”

        เจียงอิ่งที่ได้ยินชื่อจวิ้นหวังรู้สึกราวถูกคนกระชาก เขาได้แต่พึมพำ “อะไรนะ…ท่านพ่อ…ท่านพ่อก็…”

        “ถ้าซวี่เอ๋อร์มีสองเพศจริงก็คงจะไม่มีอะไร” ฮ่องเต้จ้องมองเจียงอิ่งที่นั่งกองกับพื้นและเจินซื่อที่ลนลาน เขาตบโต๊ะและตะคอก “แต่เขาเป็นผู้ชาย! เรื่องที่ผ่านมาข้าไม่เอาความ จวิ้นจื่อกลับไปรับตำแหน่งเสีย แล้วข้าจะดูแลจวนจวิ้นหวังเป็นอย่างดี!”

        เจียงฮุ่ยในตอนนี้นั่งเหม่อลอย ปากซีด แววตาเต็มไปด้วยความเคียดแค้น แต่ไม่สามารถโต้ตอบอะไรได้

        เพื่อที่จะให้ลูกสองเพศกลับมาเป็นชาย ฮ่องเต้จึงอ้างเรื่องว่าบิดาตนและเหล่าขุนนางผู้ใหญ่พบเห็นเรื่องนี้ด้วยตา และเพื่อปกปิดเรื่องอันฉาวโฉ่เหล่านี้ ถึงกับรับสั่งให้บุตรชายคนโตของจวิ้นหวังใช้บรรดาศักดิ์คนสองเพศ มีฐานะไม่ต่างจากสตรี!

 


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “เกิดใหม่ในร่างเก่า-เจียงลั่วอวี้” : http://bit.ly/2ByRjpi

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/650

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 80-90 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม