0 Views

        หมายความว่าไม่ทำตามก็ไม่ได้ใช่ไหม?

        ไป๋หมิ่นอวี้ฟังเจียงลั่วอวี้พูดกับตนเช่นนั้นก็ตะลึงไป เมื่อมีสติคืนมาก็หันไปตอบด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ “…เอาแต่ใจ”

        เจียงลั่วอวี้ได้ยินอีกฝ่ายตอบกลับก็ยิ้มขึ้นและมองไปนอกระเบียง “เจ้าดูสิ หิมะตกใหญ่แล้ว สวยจริงๆ “

        ไป๋หมิ่นอวี้มองเขาด้วยความสงสัย “เจ้าชอบ? “

        “หมายถึงหิมะใช่ไหม? ” เจียงลั่วอวี้เพิ่งจะเคยได้ยินเขาเริ่มบทสนทนาเป็นครั้งแรกก็รู้สึกดีใจมาก “เดิมทีเคยชอบ แต่วันที่ได้ข่าวว่าท่านพ่อท่านแม่สิ้น เป็นวันที่หิมะตกพอดี ก็เลยพาลเกลียดหิมะ แม้แต่ผลสาลี่ที่ชอบที่สุดก็พลอย…”

        อยู่ๆ เขาก็หยุดพูดขึ้น

        ไป๋หมิ่นอวี้สังเกตเห็นความผิดปกติ เพราะอยู่ๆ เขาก็หยุดพูดขึ้นมาเฉยๆ รอยยิ้มที่ปากก็หายไปด้วย “เป็นอะไร? “

        “ไม่มีอะไร แค่คิดถึงเรื่องที่ผ่านมา” เจียงลั่วอวี้ถูกคำว่า ‘สาลี่’ ของตนเองทำให้เกิดความรู้สึกวุ่นวายใจ เขากำมือแน่นและพยายามยิ้มขึ้นอีกครั้ง “ข้าเหนื่อยแล้ว เรากลับกันเถอะ”

        ไป๋หมิ่นอวี้เห็นเขาตัดบทสนทนาก็กุมมืออีกฝ่ายแน่นขึ้นและตอบตกลง

        เช้าตรู่วันถัดมา ภายในจวนจวิ้นหวังเต็มไปด้วยโคมไฟ บรรดาผู้มีสายเลือดเดียวกับเจียงฮุ่ยเช่นเจียงอิ่งต่างพากันเตรียมตัว รวมถึงจวิ้นหวังเจียงสยงก็สวมชุดอ๋อง ส่วนเจินซื่อและมู่ซื่อหลังจากที่ไปคารวะองค์หญิงลี่หยางแล้วก็กลับไปแต่งเครื่องยศเต็มองค์ และพากันขึ้นรถม้าเพื่อมุ่งหน้าสู่วังหลวง

        เจียงลั่วอวี้ในเครื่องแบบซื่อจื่อสีครามลายมังกรไม่ได้นั่งไปบนรถม้า เขากับเจียงอิ่งขี่ม้าไปข้างๆ ขบวนรถ ซุ่ยเยวี่ยถูกทิ้งให้เฝ้าที่สวนมรกต ส่วนเหมียนซิงที่เป็นคนสองเพศในร่างหญิงได้รับอนุญาตให้เป็นผู้ติดตาม

        เมื่อใกล้ถึงประตูวัง เจียงลั่วอวี้เห็นเจียงอิ่งลงจากม้า เขาก็ลงมาเช่นกัน จนเมื่อมีข้าหลวงออกมารับ เขาก็กวักมือให้เหมียนซิงนำกล่องที่เตรียมมาส่งให้ขันที “นี่คือยาที่ฮุ่ยเฟยใช้เป็นประจำ รบกวนกงกงนำไปถวายให้พระองค์ด้วย”

        เมื่อพูดจบ เขาก็รู้ได้ทันทีว่ามีสายตาคู่หนึ่งจับจ้องมาที่เขา นั่นคือสายตาของเจียงอิ่ง เขาถูกมองด้วยสายตาที่ระแวงและเคลือบแคลงสงสัย

        ผ่านไปสักพัก ทั้งหมดก็พากันมายืนรอที่หน้าตำหนักฮุ่ยลี่อันเป็นตำหนักของฮุ่ยเฟย ฮ่องเต้รับสั่งเรียกเจียงสยงไปพูดคุย จึงเหลือเพียงเจินซื่อกับเจียงอิ่ง นางกำนัลในชุดสวยวามออกมาเชิญให้เข้าไปยังภายในตำหนัก ส่วนคนอื่นๆ ต้องยืนรออยู่ด้านนอก

        ในขณะที่ทุกคนมองดูทั้งสองเดินเข้าตำหนักไปด้วยสายตาเคารพนบนอบ มีเพียงแต่เจียงลั่วอวี้ที่เงยหน้าขึ้นมาพวกเขาด้วยสายตาที่ดูเวทนาและรอยยิ้มเย้ยหยัน

        เจียงอิ่งประคองเจินซื่อเดินตามนางกำนัลเข้าสู่ตัวตำหนัก เขามองเห็นเจียงฮุ่ยในชุดสีส้มขลิบแดง หน้าตาสวยสดงดงามแต่แววตาดูเศร้าสร้อยนั่งอยู่บนตั่ง เขาสะกิดมารดาว่าอย่าเพิ่งเข้าไปหาเจียงฮุ่ยในทันที ส่วนตัวเขาเองก็คุกเข่าลงถวายความเคารพผู้เป็นน้องสาว

        “หม่อมฉันเจียงอิ่ง ถวายพระพรฮุ่ยเฟย”

        เจินซื่อได้ยินเสียงลูกชายก็ได้สติ นางมองไปรอบๆ ตัวบุตรสาวที่เต็มไปด้วยนางกำนัลที่ราวกับกำลังจับผิด นางไม่อยากให้เจียงฮุ่ยเดือดร้อน จึงรีบคุกเข่าลง “หม่อมฉันเจินซื่อ ถวายพระพรฮุ่ยเฟย”

        เจียงฮุ่ยตั้งแต่เข้าตื่นมาแต่งองค์ทรงเครื่องก็คิดถึงแต่แม่กับพี่ชาย มาตอนนี้ได้เจอทั้งสอง ใจอยากจะบอกว่าไม่ต้องคุกเข่า แต่ก็มองเห็นว่ารอบตัวตนเองเต็มไปด้วยหูตาของฮองเฮา นางจึงไม่กล้าที่จะเอ่ยปากแต่ต้น

        “ท่านแม่ ท่านพี่ ลุกขึ้นเถิด” เจียงฮุ่ยเห็นมารดากำลังคุกเข่าก้มศีรษะคำนับ ก็รีบโบกมือให้ทั้งสองลุกขึ้น นางดีใจจนหน้าแดง “ได้เจอพวกท่านเสียที ข้าคิดถึงจะแย่แล้ว เด็กๆ ยังไม่รีบเอาเก้าอี้มาให้ท่านแม่กับท่านพี่ข้าอีก! “

        เจินซื่อเงยหน้าขึ้นมองลูกสาวสุดที่รักที่มองมาที่ตน ใบหน้าที่แดงขับให้ผิวขาวของนางดูงดงามยิ่งขึ้น นางคิดไปถึงว่าลูกสาวคนนี้ต้องแต่งงานกับลูกพี่ลูกน้องของสามีตนก็ยิ่งสงสาร นางเดินเข้าไปหาเจียงฮุ่ยภายใต้การประคองของเจียงอิ่ง น้ำเสียงสั่นเทาดังขึ้น

        “ฮุ่ยเอ๋อร์…ฮุ่ยเอ๋อร์ลูกแม่ เจ้า…เจ้าสบายดีไหม? “

        “ท่านแม่ ฮุ่ยเอ๋อร์สบายดี ฝ่าบาทเอ็นดูลูกมาก เพียงแต่ฮุ่ยเอ๋อร์คิดถึงพวกท่านมาก” เจียงฮุ่ยรู้สึกสงสารมารดา นับแต่เข้าวังมานางก็เก็บงำความรู้สึกต่างๆ ไว้เพียงคนเดียว นางเอื้อมมือไปจับมือที่สั่นเทาของเจินซื่อเอาไว้

        เจียงอิ่งที่ยืนอยู่ด้านข้าง ต่อให้เขาเป็นคนโหดร้าย แต่ก็อดทอดถอนใจไม่ได้ เขากุมมือที่สั่นเทาอีกข้างของมารดาไว้

        ทั้งสามคนมาเจอกันครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกนับแต่นางเข้าวัง ในที่สุดเจียงฮุ่ยก็นึกขึ้นได้ นางปราดตามองนางกำนัลรอบตัวแล้วออกคำสั่ง “พวกเจ้าออกไป ข้าจะพูดคุยกับท่านแม่และท่านพี่ ยังไม่มีอะไรให้พวกเจ้ารับใช้”

        เหล่านางกำนัลย่อตัวรับคำสั่ง “น้อมรับพระบัญชา”

        เจียงอิ่งเห็นเจียงฮุ่ยที่ดูท่าทางไม่เข้มแข็งพยายามทำให้ตนเองดูมีอำนาจ เขาก็ได้แต่ถอนใจ “พระสนม ลำบากท่านแล้ว”

        เจินซื่อฟังแล้วก็ต้องน้ำตาตก นางพูดพลางสะอื้น “ฮุ่ยเอ๋อร์ของแม่ แม่รู้ว่าเจ้าอยากจะแต่งกับรัชทายาท  แม่ก็เคยเตือนเจ้าแล้ว แต่ใครจะนึกว่า…”

        เจินซื่อหยุดพูดไป น้ำตานองมองเจียงฮุ่ยที่นั่งด้วยสีหน้าคับแค้นใจ นางร้องไห้ไปและพูดไปโดยไม่ได้สนใจสายตาของเจียงอิ่งที่มองด้วยความสงสัย

        “แม่รู้ว่าเจ้าทุกข์ ฝ่าบาทอายุพอกับท่านพ่อของเจ้า ซ้ำยังเป็นลูกผู้พี่ของเขาอีก ใครจะนึกว่า…ไหนจะพวกนางกำนัลที่ส่งมาจากตำหนักฝ่ายในให้คอยมาจับตาเจ้าอีก เข้าวังก็เหมือนออกเรือในมหาสมุทร เจ้ายังเล็กนัก จะไปสู้รบปรบมืออย่างไรไหว…ฮุ่ยเอ๋อร์ของแม่…”

        เจียงฮุ่ยได้ยินเรื่องในอดีต นางก็นึกถึงเรื่องวันก่อนที่ตนระเบิดอารมณ์ใส่สนมที่มียศต่ำกว่านางเพื่อเรียกร้องให้ฮ่องเต้สนใจ แต่ฮ่องเต้ก็อายุมากแล้ว พาลให้คิดถึงรัชทายาทที่ยังเป็นหนุ่มหล่อ ยิ่งรู้สึกเศร้าใจ นางชักมือจากมารดาที่กุมอยู่กลับมา

        “ท่านแม่…”

        เจียงอิ่งรู้ว่าการพูดถึงรัชทายาทยิ่งจะทำให้เจียงฮุ่ยไม่ปล่อยวาง เขาถึงกับหน้าถอดสี รีบพูดแทรก “ท่านแม่ อย่าพูดเช่นนั้นเลย ยิ่งพูดก็มีแต่จะทำให้พระสนมเสียพระทัยเห็นไหม?”

        “ท่านแม่ อย่าร้องไห้เลย” เจียงฮุ่ยเดาออกว่าพี่ชายตนกำลังคิดอะไร นางรีบปาดน้ำตาและจับมือมารดาอีกครั้ง “เป็นชะตาของลูกเอง…ฮุ่ยเอ๋อร์ก็แค่ไปเดินเล่น ใครจะคิดว่าจะไปเจอกับนางเด็กบ้า ทำเอาลูกตกใจจนพลาดตกสระบัว…”

        “ที่พระสนมพูดถึงนางเด็กบ้าคนนั้น หมายความว่าอย่างไร?” เจียงอิ่งเกิดความสงสัยและพยายามปะติดปะต่อเรื่องราว นับแต่วันที่เขากลับมาที่จวน เจินซื่อก็ร้องไห้คร่ำครวญว่าน้องสาวไปไหว้พระแล้วก็ไม่ได้กลับบ้านอีกเลย แต่กลับถูกส่งตัวเข้าวังแทน

        เขาถามขึ้นว่า “หรือว่าพระสนมจะตกหลุมพรางที่มีคนวางไว้…”

        “จะว่าไป ข้าเองก็ไม่แน่ใจนัก”

        เจียงฮุ่ยรู้อยู่แล้วว่าเจียงอิ่งต้องถามถึงเรื่องนี้ และก็เป็นเรื่องที่นางคิดหาคำตอบไม่ได้เช่นกัน นางได้แต่คิดว่าเป็นความบังเอิญที่นางมาได้เจอกับฮ่องเต้ ซ้ำยังต้องมาขายหน้าในวัด

        เจียงฮุ่ยยิ่งคิดก็ยิ่งมีสีหน้าและแววตาคับแค้น

        “เรื่องวันนั้นมันวุ่นวายมาก ข้ากับซื่อจื่อไปไหว้พระที่วัดด้วยกัน เพิ่งจะแยกกันไป ข้ากับเจินจูก็ไปที่ตึกด้านหลังเพื่อขอสูตรยามาให้ท่านแม่ ทุกอย่างก็ปกติดี ใครจะนึกว่าอยู่ๆ ก็มีสาวใช้ที่ข้าเคยสั่งลงโทษวิ่งมาทางข้าพร้อมอาวุธในมือ มันน่ากลัวมาก ข้าตกใจจนวิ่งตกลงไปในสระบัว”

 


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “เกิดใหม่ในร่างเก่า-เจียงลั่วอวี้” : http://bit.ly/2ByRjpi

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/650

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 80-90 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม