0 Views

        ไป๋หมิ่นอวี้ตอบกลับดวงสีหน้ากังวล “ระวังตัวด้วย”

        “…ข้ารู้” เจียงลั่วอวี้ไม่คิดว่าเขาจะพูดเช่นนี้ กำลังจะถามกลับก็นึกไปถึงเรื่องที่ทางวังหลวงจะให้เข้าเฝ้าฝ่ายในได้ ซึ่งเป็นวันตงจื้อที่จะถึงในวันพรุ่ง เขาก็คิดไปถึงแผนการที่ตนเคยแอบวางไว้เพื่อจัดการกับเจียงฮุ่ย จึงไม่แปลกถ้าไป๋หมิ่นอวี้จะเตือนเขา

        เจียงลั่วอวี้พยักหน้ารับรู้คำเตือน เขาลุกเขาคว้าเสื้อคลุมมาใส่ ไป๋หมิ่นอวี้มองเขาด้วยท่าทีไม่ค่อยเข้าใจ

        “เมื่อกี้ก็ยังดีๆ อยู่ พอเจ้าพูดเรื่องพรุ่งนี้ขึ้นมาข้าก็ชักจะหงุดหงิด อย่ามัวมานั่งอยู่นี่เลย ออกไปเดินเล่นกันเถอะ”

        ผ่านไปชั่วเวลาธูปครึ่งดอก เจียงลั่วอวี้สั่งให้ซุ่ยเยวี่ยและเหมียนซิงคอยอยู่ที่ที่พัก ส่วนเขาไป๋หมิ่นอวี้เดินออกไปตามระเบียงคด เขายกมือขึ้นรับเกล็ดหิมะที่โปรยปรายลงมา และยกขึ้นมามองดูด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน

        ไป๋หมิ่นอวี้เห็นท่าทางของเขาก็ยิ้มขึ้น กำลังจะเอ่ยปากพูดอะไร ก็พลันเห็นชายในชุดสีน้ำเงินกำลังเดินมาตามระเบียงทางเดิน มือในแขนเสื้อของเขาค่อยๆ กำแน่นขึ้น

        เจียงลั่วอวี้ก็เริ่มสังเกตเห็นคนที่เดินมา เขาปล่อยมือลงและรอยยิ้มหายไป เขาหันไปหรี่ตามองเจียงอิ่งที่ไม่รู้ว่าทำไมถึงมายังสวนฝั่งตะวันตกได้ ซึ่งตอนนี้เขาหยุดฝีเท้าและกำลังมองมาที่พวกเขา

        เจียงลั่วอวี้เห็นเขามาพร้อมบ่าวผู้ชาย ก็ไม่รอให้อีกฝ่ายทักก่อน จึงยิ้มและประสานมือขึ้น

        “คารวะท่านพี่”

        “ไม่เจอกันเสียนาน น้องชาย” เจียงอิ่งไม่นึกว่าจะถูกทักก่อน เขาชะงักและสักพักก็กลับมามีสีหน้าดังเดิม จากนั้นก็ถามหยั่งเชิงออกมา “นับแต่ครั้งก่อนที่เจ้าเมามายในสวนซิวจู๋ ก็ไม่ค่อยออกมาให้เห็นเลย เหตุใดวันนี้จึงออกมาได้เล่า? “

        “เรียนท่านพี่ ที่ลั่วอวี้ไม่ออกมา ก็เพราะสุขภาพไม่ค่อยดี แต่ก็ไม่ได้หนักหนาอะไร” เจียงลั่วอวี้แสร้งทำท่าทางอ่อนหวาน น้ำเสียงก็พลอยเป็นไปด้วย “ไม่รู้ว่าท่านพี่จะเฝ้าห่วงทุกคืนวัน ทำเอาลั่วอวี้รู้สึกไม่ดีเลย”

        เดิมทีก็แค่ออกมาเดินเล่นและเลยมาถึงที่นี่ แค่อยากจะรู้ว่าเรื่องที่เกิดขึ้นจะทำให้เจียงลั่วอวี้กลัวขนาดไหนถึงไม่ยอมออกจากที่พัก ใครจะรู้ว่าจะถูกเขาพูดด้วยวาจาเช่นนี้ ทำเอาถึงกลับเปลี่ยนสีหน้า

        เจียงลั่วอวี้แอบยิ้มด้วยสายตาเย็นชา เขาไม่รอให้อีกฝ่ายโต้ตอบ แสร้งทำตาโตถามด้วยความสงสัยต่อว่า

        “พรุ่งนี้ท่านพี่ต้องไปเข้าเฝ้าฮุ่ยเฟยแล้วมิใช่หรือ? ลั่งอวี้ไม่ใช่พี่น้องแท้ๆ แบบท่าน ไม่มีสิทธิ์เข้าไปเฝ้าในตัวตำหนัก ได้แค่ยืนพูดจากนอกกำแพง ท่านจะต้องเข้าเฝ้าในวันพรุ่งนี้แล้ว ยังเดินเล่นไปมา เหตุใดจึงไม่ไปเตรียมตัวอีก?”

        เจียงอิ่งโกรธจนพูดไม่ออก จากหน้าสีขาวกลายเป็นสีแดง เขามองเจียงลั่วอวี้ด้วยแววตาที่อยากจะให้ถึงวันตายโดยเร็ว “ขอบคุณที่เป็นห่วง เรื่องพรุ่งนี้พี่เตรียมตัวเรียบร้อยแล้ว ก็แค่บังเอิญมาเจอน้องเลยพูดคุยก็แค่นั้น”

        “ถ้าเช่นนั้นก็ขออภัยที่น้องพูดล่วงเกิน” เจียงลั่วอวี้มองดูสีหน้าที่เปลี่ยนไป เขาก็ยิ้มและพูดต่อ “ในเมื่อท่านพี่มีธุระ เช่นนั้นก็เชิญท่านพี่ตามสบาย”

        หลังจากที่ทั้งคู่ปะทะคารมกันเสร็จ เจียงอิ่งก็หันหลังเดินกลับไป เจียงลั่วอวี้กำลังจะสะบัดเกล็ดหิมะที่ละลายเป็นน้ำในฝ่ามือออก ไป๋หมิ่นอวี้ก็คว้าข้อมือเขาไว้และควักผ้าเช็ดหน้าสีขาวออกมาจากแขนเสื้อ

        “ดูท่าทางมั่นอกมั่นใจของเขาช่างเหมือนเจินซื่อไม่ผิดเพี้ยน สมกับเป็นบุตรคนโตผู้สืบทอดกิจการ ไม่แปลกใจที่เจินซื่อรักดังหัวแก้วหัวแหวน” เมื่อรู้สึกว่าฝ่ามือถูกผ้าเช็ดหน้าเช็ดอย่างบางเบา เขาก็หันหน้าออกไปมองนอกระเบียงที่ยังคงมีเกล็ดหิมะโปรยปราย และยิ้มขึ้นอย่างมีเลศนัย

        “น่าเสียดาย…ที่เรื่องบางเรื่อง ใช่ว่าจะเป็นอย่างที่ตาเห็น”

        ไป๋หมิ่นอวี้เตรียมจะเก็บผ้าเช็ดหน้าเข้าแขนเสื้อ แต่แล้วเจียงลั่วอวี้ก็เอื้อมมือไปคว้าข้อมือเขาไว้ และดึงผ้าเช็ดหน้ามาไว้กับตนพร้อมยิ้มและพูดขึ้น

        “มัวแต่คุยกับเขาจนลืมเจ้าไปเลย” เจียงลั่วอวี้มองไปที่รอยเปียกบนผ้าและพูดขึ้นต่อ “จริงสิ เมื่อกี้เจียงอิ่งมา เลยนึกถึงเจินซื่อ ข้านึกเรื่องที่น่าสนใจขึ้นมาได้ เกี่ยวกับเจ้าด้วยนะ”

        ไป๋หมิ่นอวี้ได้ยินก็สงสัย ถึงกับหยุดมือที่กำลังจะไปคว้าผ้าเช็ดหน้าค้างไว้กลางอากาศ แต่ก็ไม่พูดอะไรออกมา

        เจียงลั่วอวี้รู้นิสัยอีกฝ่ายดี ถึงเขาจะพูดสิบประโยค อีกฝ่ายก็จะตอบแค่ประโยคเดียว เขาตีลงบนหลังมืออีกฝ่ายเบาๆ “ก็ไม่รู้ว่าไป๋ซวงจื่อจะช่วยอธิบายให้ข้าเข้าใจได้ไหม?”

        ชายชุดขาวเห็นท่าทีอีกฝ่ายที่อยากให้ตนพูดบ้างก็ยอมเอ่ยปากในที่สุด “ว่ามาสิ”

        “ยังจำครั้งแรกที่เราเจอหน้าเจินซื่อด้วยกันได้ไหม?” เจียงลั่วอวี้ยิ้มขึ้นอีก มือข้างหนึ่งกำผ้าเช็ดหน้าไว้แน่น ส่วนมืออีกข้างก็คว้าข้อมืออีกฝ่าย พูดพลางเดินพลางไปตามระเบียงทางเดิน

        “จำได้ว่า ตอนที่ข้าไปพบท่านย่าครั้งแรกแล้วเจ้ารออยู่ด้านนอก พอเจินซื่อเห็นหน้าเจ้าก็มองหน้าราวกับเจ้าไปทำเรื่องเลวร้ายอะไรไว้ เหตุใดนางถึงมองเจ้าราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ”

        ไป๋หมิ่นอวี้ไม่คิดว่าเขาจะถามถึงเรื่องนี้ เขาเงียบไปก่อนจะเงยหน้าขึ้นมอง “เจียงฮุ่ย”

        “หา?” เจียงลั่วอวี้เกิดความสงสัยจนถึงกับหยุดเดิน “เจ้าหมายถึงว่า เรื่องนี้เกี่ยวกับเจียงฮุ่ย? ข้าชักจะแปลกใจ ไหนเล่ามาสิ”

        ไป๋หมิ่นอวี้ที่หน้าไร้อารมณ์ดูเหมือนจะมีสีหน้าประหลาดขึ้นแต่ก็บรรยายไม่ถูก แต่น้ำเสียงยังคงราบเรียบ “เจินซื่อ คิดว่าข้าชอบเจียงฮุ่ย”

        “อะไรนะ?” เจียงลั่วอวี้ไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง “เจ้า…เจ้าชอบเจียงฮุ่ย?”

        “เป็นเรื่องเมื่อหลายปีก่อน” ไป๋หมิ่นอวี้เห็นเขาตกใจตามที่คิดไว้ เขาเล่าต่อด้วยน้ำเสียงแหบพร่า “เจียงฮุ่ยไม่ชอบหน้าข้า ก็เลยไปหาเรื่องกับท่านอาแทน…ข้าไม่อยากให้ท่านอาเดือดร้อน ก็เลยยอมทำตามคำสั่งนาง พอเจินซื่อมาเห็น นางก็คิดว่าข้าชอบเจียงฮุ่ย จึงยอมให้นางจิกหักใช้ แต่นั้นมาก็เลยหาเรื่องข้ามาตลอด”

        เจียงลั่วอวี้สีหน้าเปลี่ยนไป สายตาเริ่มกังวล เขาคว้ามืออีกฝ่ายไว้ ถามด้วยน้ำเสียงเป็นห่วง “นางให้เจ้าทำอะไร?”

        ไป๋หมิ่นอวี้ส่ายหน้า แววตาสั่นคลอน “ไม่พูดดีกว่า”

        เจียงลั่วอวี้รู้สึกว่าตนไม่ควรพูดเรื่องนี้ขึ้นมา เขากำข้อมืออีกฝ่ายไว้แน่นจนลืมว่าจะเจ็บหรือไม่ “ไป๋หมิ่นอวี้ เจ้า…”

        “เจ้าก็แก้แค้นแทนข้าแล้วมิใช่หรือ?” ไป๋หมิ่นอวี้มองเขาด้วยสายตาอ่อนโยน มองเข้าไปถึงนัยน์ตา “สมุนไพรเลือดทารกในยาพวกนั้น เพียงพอกับนางแล้ว”

        เจียงลั่วอวี้เห็นสีหน้าอีกฝ่ายดีขึ้นและยิ้มได้ เขาก็คลายมือออกจากข้อมืออันเย็บเฉียบ เปลี่ยนมาลูบผมที่ปิดแก้มออก พูดอมยิ้มว่า “ไหนว่าไม่พูดแล้วไง? แล้วเรื่องสลอดล่ะ ไป๋ซวงจื่อจะอธิบายอย่างไรดี?”

        “นั่นเป็นครั้งแรก” ไป๋หมิ่นอวี้ไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงเปลี่ยนเรื่อง แต่ก็ยังคงจ้องตาและพูดช้าๆ ชัด

        “ข้าจะเป็นอย่างไรก็ได้ แต่เจ้าห้ามเป็น”

        สิ้นเสียงพูด เจียงลั่วอวี้ก็รู้สึกเหมือนถูกตรึงกับที่ ความอบอุ่นแผ่ซ่านไปทั่วกายจนถึงภายในกระดูก แม้แต่ลมหนาวในตอนนี้เขาก็ไม่รู้สึก

        แต่เขาไม่อยากให้คนที่อยู่ตรงหน้าเห็นสีหน้าเขาในตอนนี้

        ดังนั้นเขาจึงหันหน้าออก หายใจเข้าลึกๆ และเปลี่ยนเรื่องพูด เขายื่นมือออกไปรับเกล็ดหิมะมาชื่นชมอีกครั้ง

        “หมิ่นอวี้ เจ้าก็รู้ว่าที่เจินซื่อพูดเพราะต้องการให้เราสองคนแตกกัน ทำไมวันนั้นเจ้ายังวิ่งหนีข้าไปอีก? “

        เขารู้สึกได้ทันทีว่าคนข้างหลังเงียบขรึมลง เขารู้สึกว่าตนไม่ควรพูดเรื่องนี้อีกแล้ว และกำลังจะหันไปเปลี่ยนเรื่องพูด แต่แล้วคนทางด้านหลังก็พูดขึ้นมา และคำพูดนั้นก็ทำให้เขาตัวแข็ง

        “ข้าไม่คู่ควรกับเจ้า” ไป๋หมิ่นอวี้ที่ยืนอยู่ด้านหลังปล่อยให้ผมพัดผมปรกแก้มและรอยแผลบนหน้า “นางพูดถูกทุกคำ”

        เจียงลั่วอวี้กุมมือไว้แน่น ลมหนาวพัดโบกจนริมฝีปากเกือบจะถูกแช่แข็ง เขาหันกลับไปจ้องตา “ต่อให้เป็นเช่นนั้นจริง แต่ในเมื่อข้าเคยพูดแล้วว่าห้ามเจ้าไปจากข้า แล้ววันหน้าเจ้าจะยังหนีข้าไปอีก ถ้าข้าหาเจ้าเจอข้าจะจัดการกับเจ้า แล้วอย่ามาหาว่าข้าใจร้ายนะ!”

 


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “เกิดใหม่ในร่างเก่า-เจียงลั่วอวี้” : http://bit.ly/2ByRjpi

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/650

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 80-90 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม