0 Views

        ชายชุดขาวได้ยินดังนั้นก็หลับตาลง เจียงลั่วอวี้เห็นเขาตัวแข็งทื่อ ก็คิดจะแกล้งเล่น เขายื่นหน้าเข้าไปใกล้และหายใจเอาไออุ่นรดหน้าจนเกือบจะโดนริมฝีปาก “หมิ่นอวี้”

        ไป๋หมิ่นอวี้รู้สึกได้ถึงลมหายใจอุ่นและเสียงเรียกตรงหน้า เขาส่งเสียงขานรับ “…อือ?”

        “ต่อไป ไม่ต้องคอยหลบข้าแล้วนะ”

        เจียงลั่วอวี้ในตอนนี้สายตาอ่อนโยนนัก เขายกมือขึ้นลูบผมที่ปรกหน้าผากอีกฝ่าย และสำรวจใบหน้าเขา

        ร่างกายที่ซูบผอมซีดเซียว รอยแผลเป็นที่ดูน่ากลัว นิสัยที่เย็นช้าไม่เอาใคร เขาเป็นหลานอาของอนุภรรยาจวิ้นหวังผู้หลงรักคนสองเพศ

        เทียบกับคนที่เคยทุ่มเทให้ในชาติก่อน รูปร่างหน้าตา สถานะ อุปนิสัย ต่างกันเสียยิ่งกว่าฟ้ากับดิน

        แต่ก็ตัดใจไม่ได้

        เจียงลั่วอวี้หลับตาลงราวกับทนสายตาจากดวงตาสีอำพันที่อยู่ในความมืดไม่ได้ เขายกมือขึ้นประคองไหล่ที่ผอมเกร็ง นิ้วมือลูบไล้เพื่อหาตำแหน่งที่เหมาะสม “นับแต่วันนี้ไป อย่าอยู่ไกลจากข้านะ”

        ไป๋หมิ่นอวี้รู้สึกราวกับฝันไปเมื่อได้ยินคำพูดนี้ ผ่านไปนานพอควร เขาก็มีสติและเอ่ยปากส่งเสียงอันแหบพร่าด้วยคำถามที่ราวกับหมัดที่ต่อยมากลางอก

        “…วันข้างหน้า เจ้าจะไม่เสียใจใช่ไหม?”

        เจียงลั่วอวี้ฟังคำแล้วก็ถึงกับชะงัก ตัวแข็งทื่อ

        ปฏิกิริยานี้ ทำให้ไป๋หมิ่นอวี้ที่อยู่ตรงหน้าก็รู้สึกได้เช่นกัน

        แต่เขาก็ไม่ได้ตอบอะไรไป เขาแค่เพียงหลับตาอย่างนั้น ไม่มองคนตรงหน้า

        แล้วเขาก็ลืมตา แต่ยังไม่ตอบอะไร สีหน้ายังคงเรียบเฉย

        เขาก็เป็นคนแบบนี้

        นิ่งๆ พูดน้อย จิตใจมุ่งมั่น ทำให้เขาสามารถมองเห็นปัญหาที่แท้จริงได้ทุกครั้ง

        ตอนนี้เจ้ารับปากข้า วันหน้าจะไม่เสียใจใช่ไหม?

        เจียงลั่วอวี้เม้มปาก ในหูเขาได้ยินเสียงลมหายใจของอีกฝ่าย ความปวดร้าวพุ่งพล่านไปทั่วกาย เขาไม่ได้รู้สึกเหมือนยืนบนดินโคลนที่ยากจะทรงตัว แต่รู้สึกเหมือนยืนอยู่บนเหล่ามีดปลายแหลมที่หากไม่ระวังก็พร้อมจะล้มลงไปโดนเสียบทะลุ

        และก็ห้ามล้มเป็นอันขาด

        ถ้าล้มไปก็ตัวพรุน ไม่มีทางฟื้นขึ้นมาเป็นแน่

        จะเชื่อได้ไหม?

        แค่ครั้งเดียว

        โอกาสแค่ครั้งเดียว

        เจียงลั่วอวี้ครุ่นคิดอยู่นาน แต่แล้วเขาก็ถอนหายใจ ใบหน้ากลับมาราบเรียบเช่นเดียวกับน้ำเสียง ริมฝีปากแย้มขึ้นราวผีเสื้อกางปีก “…ขอข้าจูบอีกที ข้าก็ไม่ต้องเสียใจอีกแล้ว”

        เจียงลั่วอวี้พูดจบและเตรียมจะขยับริมฝีปาก แต่แล้วคนเบื้องหน้าก็กางแขนโอบกอดเขาเข้าหาตัว ริมฝีปากที่เย็นเฉียบบดขยี้ปากเขาไปมา ร่างกายของทั้งสองแนบชิดจนแทบไม่มีช่องว่าง ดูราวกับผสานร่างกลายเป็นคนคนเดียวกัน

        ซุ่ยเยวี่ยรู้สึกประหลาดใจที่อยู่ๆ นายน้อยก็ลากไป๋ซวงจื่อไปหลบหลังภูเขาจำลอง ดูเหมือนว่าจะมีเรื่องสำคัญคุยกัน แต่กลับกลายเป็นชายชุดขาวที่ลากนายน้อยเดินออกมา นางอดกลั้นไม่ไหวจึงเอ่ยปากถาม

        “ซื่อจื่อ ท่านคุยกับไป๋อี๋เหนียงเรื่องไป๋ซวงจื่อแล้วใช่ไหมเจ้าคะ? “

        “ทำไมรึ?” เจียงลั่วอวี้ยิ้มให้นาง ในขณะที่จับมือกับอีกคน “เจ้าสงสัยอะไรรึ?”

        ซุ่ยเยวี่ยเห็นนายน้อยยอมเอ่ยปาก นางก็รีบพยักหน้ารับ เจียงลั่วอวี้พูดพร้อมรอยยิ้ม “บอกเจ้าก็ได้ ต่อให้ข้าไม่ไปพูดเรื่องนั้น แต่ด้วยความที่ข้ามาอยู่ที่นี่นานแล้ว ถ้าข้าไม่ไปเยี่ยมไป๋อี๋เหนียง คงจะมีคนแอบดีใจอยู่”

        เขากลัวว่าคนข้างๆ จะไม่เข้าใจ จึงพูดขยายความต่อ “และข้าก็ไม่อยากเห็นนางมีความสุข ก็เลยต้องมา”

        ซุ่ยเยวี่ยครุ่นคิดและพอจะเดาได้ว่า ‘คนพวกนั้น’ หมายถึงคนในจวนแห่งนี้ แต่ก็ไม่รู้ว่าแท้จริงคือผู้ใด นายน้อยของนางก็ไม่พูดอะไรต่อ นางได้แต่บ่นพึมพำ “คำพูดของซื่อจื่อ ข้าน้อยไม่เข้าใจ”

        เจียงลั่วอวี้เห็นนางขมวดคิ้วด้วยความไม่เข้าใจ เขายิ้มขึ้นและเอ่ยปากต่อ “เจ้าไม่เข้าใจไม่เป็นไร มีคนเข้าใจก็พอแล้ว”

        ในขณะที่เขาพูดจบ ทางห้องหนังสือในสวนซิวจู๋ ยังมีชายสวมชุดสีน้ำเงินนั่งอยู่ข้างโต๊ะ และข้างกายเขายังมีโหมวโม่วสาวใช้คนสนิทของเจินซื่อที่ยืนกรอกตาไปมาด้วยความรู้สึกเคียดแค้นตลอดเวลา

        เจียงรุ่ยในชุดสีน้ำเงินหยิบชาขึ้นจิบด้วยสีหน้าดำทมิฬ “ไม่คิดว่าแผนการครั้งนี้จะล้มเหลว ดูเหมือนว่าข้าจะดูถูกน้องชายคนนี้เกินไป”

        โหมวโม่วหูผึ่งทันทีที่ได้ยินคำนายน้อย “คุณชายใหญ่ ถ้าเช่นนั้น…พวกเราจะทำอย่างไรดีเจ้าคะ?”

        “มันเป็นเพราะเจ้ามิใช่หรือ ยังกล้ามาเสนอหน้าอยู่ที่นี่อีก” เจียงอิ่งต่อว่านางไปและกำลังจะว่าต่อ แต่เหมือนจะคิดอะไรขึ้นมาได้ “แม้ว่าครั้งนี้เจาจะรอดมาได้ แต่ก็ไม่รู้ว่ากลับมาได้อย่างปลอดภัยจริงหรือเปล่า นี่คือเรื่องที่ข้าสงสัย”

        โหมวโม่วได้ยินดังนั้นก็พอเข้าใจในความหมายที่แฝงอยู่ “ถ้าเช่นนั้นคุณชายใหญ่คิดว่า…”

        เจียงอิ่งเกลียดการที่ถูกคนลองใจ เขาหน้าเปลี่ยน ยืนขึ้นโยนถ้วยชาทิ้งและหันไปด่า “ข้าว่า ในสวนนี้คนที่โง่ที่สุดก็คือเจ้านี่แหละ มิน่าท่านแม่สั่งอะไรเจ้าก็ทำไมสำเร็จ ทำเอาเดือดร้อนไปถึงน้องชิงหงด้วย”

        ได้ยินชื่อชิงหง นางก็เศร้าใจขึ้นมาอีกครั้ง นางไม่กล้าต่อปากต่อคำ เพราะในตอนนี้เจินซื่อป่วยหนัก อำนาจในจวนเป็นของมู่ซื่อ ก็มีเพียงแต่เขาคนเดียวที่จะช่วยนางแก้แค้นได้

        นางรู้ว่าตอนนี้นางไม่ควรเร่งรัดเขา จึงแสร้งตีหน้าเศร้าและถอยหลังหลบไป ไม่เอ่ยปากถามอะไรอีก เอาแต่ยืนปาดน้ำตาและตีหน้าเศร้าน่าสงสาร

        “เอาล่ะๆ ร้องอะไรนักหนา” เป็นอย่างที่คิด เพราะอย่างไรเสียนางก็เป็นแม่นมของเขา

        นางเห็นสีหน้านายน้อยดีขึ้นหน่อยก็รีบอธิบาย “สองคนที่พาเขาออกไปจากจวน ข้าน้อยเป็นคนส่งคนไปหามาจากหอนางโลม แต่ละคนล้วนแต่ฝักใฝ่ในทางนั้นนะเจ้าคะ…”

        “เป็นเพราะข้าน้อยไม่รอบคอบเอง ขอคุณชายใหญ่โปรดอภัย” นางย่อตัวขออภัยและปาดน้ำตา จากนั้นเดินเข้าใกล้ไปเอ่ยปากถามขึ้นอีกครั้ง “คุณชายใหญ่เจ้าคะ แล้วเราจะทำอย่างไรต่อกันดี? “

        “ทำอย่างไรต่อ?” เจียงอิ่งครุ่นคิดพลางเดินไปที่ริมหน้าต่าง “รออีกเดือนสองเดือนก็จะถึงฤดูหนาว…เราอย่าเพิ่งรีบร้อนเปิดเผยเรื่องนี้ รอให้เรื่องทางวังหลวงเรียบร้อย ให้ข้าพบน้องหญิงพ้นไปก่อน เจ้าคอยดูข้าละกัน”

        โหมวโม่วไปกล้าพูดอะไรต่อ “เจ้าค่ะ คุณชายใหญ่”

        และแล้วฤดูหนาวก็มาถึง ไม่มีใบไม้ร่วงหล่นให้เห็นแล้ว ต้นไม้ในสวนมรกตก็ไร้ซึ่งใบ มีเพียงลมหนาวที่พัดผ่าน

        เจียงลั่วอวี้ไปคารวะองค์หญิงตามธรรมเนียม จากนั้นก็เรียกเจียงลั่วไป๋มานั่งคุยเรื่องสมุดบัญชี สักพักหนึ่งเขารู้สึกง่วงนอน จึงให้น้องชายกลับออกไป กำลังจะเอนหลังตาก็มองไปเห็นชายชุดขาวแหวกม่านเดินเข้ามากะพริบตามองเขา ความง่วงก็หายเป็นปลิดทิ้ง

        เวลาผ่านไปจนใกล้เที่ยง เจียงลั่วอวี้ในตอยนี้กำลังนั่งอ่านหนังสืออย่างไม่ค่อยตั้งใจอยู่บนเบาะนิ่ม ส่วนไป๋หมิ่นอวี้ก็เช่นกัน ต่างกันที่เขาตั้งใจอ่านจนตาไม่กะพริบ เจียงลั่งอวี้เห็นดังนั้นก็วางหนังสือลงและหันมามองเขาแทน

        “ซื่อจื่อ ซื่อจื่อเจ้าคะ!” บรรยากาศอันสงบมานานถูกทำลายลงด้วยเสียงฝีเท้าอันเร่งรีบ ตามมาด้วยร่างสตรีในชุดสีแดงที่ยิ้มร่าเข้ามาบอกว่า “ท่านดูข้างนอกสิ หิมะตกแล้วเจ้าค่ะ!”

        “พรุ่งนี้เป็นวันตงจื้อ*” เขายกมือขึ้นคลึงขมับเมื่อเห็นซุ่ยเยวี่ยแสดงอาการดีใจจนเกินงาม “ก็แค่หิมะตก มีอะไรน่าสนใจ”

        ซุ่ยเยวี่ยรู้สึกผิดหวังที่นายน้อยไม่แสดงอาการดีใจหรือสนใจกับการที่หิมะตก นางจึงเดินจากไป  เจียงลั่วอวี้วางหนังสือลงและหันไปมองคนข้างๆที่ไม่รู้ว่าหันมาจ้องมองเขานานแค่ไหนแล้ว เขาจึงยิ้มและเอ่ยปากถาม “มีอะไรรึ?”

       —————————————————————————————————————————————–

        หมายเหตุ*: ตงจื้อหรือเหมายันเป็น 1 ใน 24 ฤดูกาลย่อยของจีน คนไทยเรียกวันไหว้ขนมอี๊หรือขนมบัวลอย

 


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “เกิดใหม่ในร่างเก่า-เจียงลั่วอวี้” : http://bit.ly/2ByRjpi

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/650

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 80-90 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม