0 Views

        เจียงลั่วอวี้ยกริมฝีปากขึ้น น้ำเสียงมีนัย “ลั่วอวี้ไม่ชอบฝืนใจใคร แต่หากมีคนหรือสิ่งของที่ต้องการ ก็จะทำทุกวิถีทางให้ได้มา บางทีอี๋เหนียงอาจไม่เชื่อ แต่หมิ่นอวี้รู้ดีที่สุด”

        ไป๋หมิ่นอวี้คิดไม่ถึงว่าจะได้ยินคำพูดเหล่านี้ เขาหันไปมองผู้พูดด้วยแววตาสับสน แล้วก็หลบตาลง หยิบถ้วยชาขึ้นมาดื่มเพื่อให้ไอร้อนอำพรางสายตาของตน

        เจียงลั่วอวี้พยายามมองหน้าไป๋หมิ่นอวี้ ในขณะที่ไป๋อี๋เหนียงไม่ทันสังเกตเห็นอาการของทั้งสองคน นางวางถ้วยชาลงและถามขึ้น “ซื่อจื่อต้องการจะบอกอะไร ก็เชิญพูดมาตรงๆ”

        “เช่นนี้ก็ดี” เจียงลั่วอวี้รอคำนี้จากไป๋อี๋เหนียงมานาน เขาเงยหน้ามองตา พูดช้าๆ ชัดๆ ด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

        “ลั่วอวี้มาพบอี๋เหนียงในครั้งนี้ เพียงแค่อยากให้อี๋เหนียงเห็นแก่หมิ่นอวี้ หากว่าลั่วอวี้โชคดีและเห็นแก่มิตรภาพของหมิ่นอวี้กับข้า ท่านจะช่วยสนับสนุนได้หรือไม่ ? หรือถ้าข้าพาดพลั้งล้มเหลว จะช่วยบรรดาน้องๆ ของลั่วอวี้ได้ไหม? “

        “ช้าก่อน” ไป๋หมิ่นอวี้ที่นั่งนิ่งกลับเงยหน้าขึ้นมาและมองหน้าเขา จากนั้นก็พูดขึ้นว่า “ซื่อจื่อ ข้ามีเรื่องจะคุยกับท่านอา เชิญออกไปด้านนอกสักครู่จะได้ไหม? “

        เจียงลั่วอวี้กำลังจะพูดตอบ แต่ไป๋หมิ่นอวี้ก็พลันยืนขึ้นและยิ้มให้อย่างอ่อนหวานแบบที่ไม่สามารถบรรยายได้และไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ทำเอาเจียงลั่วอวี้ถึงกับชะงัก

        “ไม่เชื่อใจข้า? “

        “ไม่ใช่แน่นอน” เจียงลั่วอวี้รู้ใจอีกฝ่าย เขาจึงยืนขึ้น ประสานมือคารวะไป๋อี๋เหนียงและมองค้อนไปที่ไป๋หมิ่นอวี้ “ก็ได้ ข้าจะออกไปก่อน”

        เมื่อเห็นเจียงลั่วอวี้ออกไปจากห้องแล้ว ไป๋หมิ่นอวี้ก็หันกลับมาที่สตรีในชุดสีอ่อนบนตั่ง เขาคุกเข่าลงเบื้องหน้า รอยแผลบนหน้ายังคงดูน่ากลัว แต่สีหน้ากลับจริงจังอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

        “นี่เจ้าจะทำอะไร? ” ไป๋อี๋เหนียงเห็นหลานขายคุกเข่าและมีสีหน้าเปลี่ยนไป นางรีบวางถ้วยชาและประคองให้เขายืนขึ้น “รีบลุกขึ้น เจ้าคุกเข่าให้ข้าทำไม? “

        “ท่านอา” แม้เขาจะถูกประคองขึ้นแต่ร่างกายก็ไม่ไหวติง เพราะเขาใช้กำลังภายในตรึงตนเองไว้ แสงแดดส่องผ่านขนตาเป็นแพที่ภายใต้มีดวงตาที่สั่นเทา เช่นเดียวกับน้ำเสียง ดูเหมือนว่าเวลานี้เขามีอะไรอยู่ในใจ

        “หลายปีมานี้ กว่าท่านจะสามารถพาข้ามาอยู่ที่จวนนี้ได้ไม่ใช่เรื่องง่าย แค่การคุกเข่าให้ยังไม่เท่าบุญคุณที่ท่านอามีต่อข้า ทำไมท่านอาจะรับการคุกเข่านี้ไม่ได้ขอรับ? “

        “เด็กโง่ อาเคยรับปากคุณชายไว้ก่อนท่านเสีย ไหนจะเรื่องที่เกิดขึ้นพวกนั้นอีก ถึงได้พาเจ้ามาอยู่ที่นี่…” ไป๋อี๋เหนียงที่สวยสง่ากลับดูเศร้าลง นางสูดหายใจแล้วพูดต่อ “ถ้าเจ้าไม่สามารถอยู่รอดปลอดภัย อาตายไป คงไม่มีหน้าไปพบคุณชาย”

        ไป๋หมิ่นอวี้ฟังแล้วก็ตัวสั่น ผ่านไปนานจึงเหมือนตัดสินใจอะไรได้ เขาปราดตาไปมองทางเข้าประตู แต่กำมือที่เมื่อครู่กุมมือเจียงลั่วอวี้ไว้แน่น พูดออกมาแปลกๆ ว่า “คนพวกนั้น ข้าก็อยากเจอ”

        ได้ยินคำว่าคนพวกนั้น ไป๋อี๋เหนียงที่ยืนอยู่ริมหน้าต่างก็มีสีหน้าและแววตาที่สับสน กังวล ชื่นชม หวาดกลัว ดีใจระคนปนเปกันไปหมด นางถอดถอนใจและไม่บังคับให้ไป๋หมิ่นอวี้ลุกขึ้นมาอีก มีเสียงถามย้ำดังขึ้น

        “เจ้าตัดสินใจแล้วใช่ไหม? “

        ไป๋หมิ่นอวี้ได้ยินเสียงนี้ดังขึ้น ในสมองของเขาเหมือนมีเส้นสีแดงพาดผ่าน สักพักก็แผ่กระจายเป็นผืนสีดำ เสียงที่ดังก้องในหูมาตลอดสิบปีดังขึ้นอีกครั้ง เขาไม่รู้ตัวว่ากำลังกัดปากตนเองจนเลือดออก

        แต่สีหน้าเขายังเป็นปกติ และยังคงคุกเข่านิ่งราวกับรูปสลักน้ำแข็ง

        “ท่านอา ถ้าเป็นอย่างนี้ต่อไป ข้าคงไม่มีวันช่วยเหลือเขาได้” ไม่รู้ว่าผ่านไปนานแค่ไหน มืออันซูบผอมของเขาคลายหมัดออก สีแดงฉานถูกอาบเต็มแขนเสื้อสีขาว “แม้ว่าข้าจะเสี่ยงฝึกวิชานั้นจนสำเร็จ และใช้มันปกป้องตัวเองได้ แต่ฝีมือเพียงแค่นี้…ไม่เพียงพอที่จะปกป้องเขา”

        คนที่ข้างหน้าไม่คิดว่าจะได้ยินคำตอบเช่นนี้ สายตาดูเหมือนจะผิดหวังและถามขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “เพียงเพื่อเขา? “

        “ถ้าไม่มีเขา ชาตินี้ของข้า ก็ไปต่อไม่ได้” ชายที่คุกเข่าอยู่โน้มตัวลง ทุกคำพูดออกราวผุดออกมาจากเลือดเนื้อ ตัวของเขาสั่นเทา

        “ตอนที่ข้าพบกับเขาบนรถม้า เขายิ้มและพูดคุยกับข้า จับมือข้าไว้…ข้าก็รู้ได้ทันทีว่าถ้าไม่คว้าไว้ ข้าต้องเสียใจไปตลอดชีวิต”

        “เอาล่ะ” คนที่หน้าต่างถอนหายใจและไม่ตั้งคำถามอีกต่อไป นางหันมาช้าๆ มองแผ่นหลังที่ผอมซูบ ดวงตามีน้ำตาคลอ ในใจเต็มไปด้วยความกังวลอย่างบอกไม่ถูก

        “ในเมื่อเจ้าตัดสินใจจะไปเจอกับคนพวกนั้น เพื่อนำสิ่งที่ควรเป็นของเจ้าคืนมา หรือเพื่อแก้แค้นให้คุณชาย หรือเพื่อปกป้องคนที่เจ้าต้องการปกป้อง เจ้าก็ไปเถอะ ข้าเห็นเจ้ามาแต่เล็กแต่น้อย เดิมทีคิดว่าเจ้าอยากจะมีชีวิตที่สงบสุขต่อไป ก็อยู่ไปแบบนี้…แต่ใครจะคิด คนคาดเดาหรือจะสู้ฟ้าลิขิต”

        ไป๋หมิ่นอวี้รู้ได้ทันทีว่านางเห็นด้วยแล้ว เขาหันหน้าไปมองนางที่อยู่ด้านหลัง แต่นางกลับหันหน้าไปก่อน “ท่านอา…”

        นางยืนหันหลังให้เขาที่คุกเข่าอยู่ สีหน้านิ่งเฉย ลมทางหน้าต่างพัดเอาชุดสีอ่อนพลิ้วไสว งดงามราวกับถูกแช่แข็งไว้

        “แต่เจ้าจงจำไว้ว่า ไม่ว่าวันหน้าจะเป็นหรือตาย เมื่อเจ้าเลือกเดินทางนี้แล้ว เจ้าก็กลับมาไม่ได้อีก”

        ไป๋หมิ่นอวี้ก้มหน้า มือกำหมัดอยู่ข้างตัว น้ำเสียงหนักแน่นและซาบซึ้ง “หมิ่นเอ๋อร์ทราบแล้วขอรับ”

        “อีกไม่กี่วัน รอจุ้ยเสวี่ยนำข่าวกลับมาแจ้ง เจ้าก็ไปพบคนพวกนั้นได้แล้ว” ไป๋อี๋เหนียงพูดจบก็เดินกลับไปนั่งที่ตั่งตามเดิม แววตานางดูอ่อนล้า “เจ้าไปเถอะ ไม่ต้องให้ซื่อจื่อเข้ามาอีกก็ได้ ทุกอย่างทำตามที่เจ้าตั้งใจ อาจะคอยช่วยเจ้าอย่างเต็มที่”

        เขายืนขึ้นและมองไปที่นาง “ขอบคุณท่านอาขอรับ”

        เขาก้าวออกมาจากห้องนั้นและรู้สึกว่าเจียงลั่วอวี้กำลังส่งสายตาที่อ่อนโยนมองมาที่เขา แต่ตัวเขาเองกลับมาสีหน้าราบเรียบราวกับว่าเมื่อสักครู่ไม่ได้พูดอะไรและไม่มีอะไรเกิดขึ้นมาก่อน

        เจียงลั่วอวี้มองดูเขาเดินมาหาตน ดวงตาสีอำพันเหมือนถูกล้างจนกระจ่างใส เจียงลั่วอวี้รู้สึกแปลกใจ แต่ก็ยิ้มและถามด้วยน้ำเสียงสดใส “ออกมาแล้ว คุยเสร็จแล้วหรือ?”

        “ท่านอาจะช่วยเจ้า” ไป๋หมิ่นอวี้มองเขาและยิ้มให้ ดวงตาเป็นประกาย “ท่านอาบอกข้าว่า เจ้าไม่ต้องเข้าไปแล้ว”

        “ขอบใจเจ้ามาก” เจียงลั่วอวี้ยิ้มตอบ เขารู้ว่าไป๋หมิ่นอวี้ช่วยพูดจนไป๋อี๋เหนียงยอมให้ความช่วยเหลือ เมื่อบรรลุเป้าหมาย ก็ไม่จำเป็นต้องเข้าไปอีก เหลือแค่คอยระวังเจินซื่อก็เท่านั้น

        แต่ก็ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน เขารู้สึกผิดต่อชายชุดขาวที่จ้องมองเขาด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ เป็นความรู้สึกผิดที่อธิบายไม่ได้

        แต่เขาก็ไม่ได้พูดมันออกมาและมองต่ำ ตาปราดไปเห็นซุ่ยเยวี่ยและสาวใช้ยกกล่องอาหารมา “น่าเสียดายอาหารพวกนี้ คงต้องเอากลับไปกินกันเองที่สวนมรกต ไม่รู้ว่าถึงที่นั่นจะเย็นชืดไหม…”

        ไป๋หมิ่นอวี้กำลังจะหันไปมองตาม แต่ก็รู้สึกเจ็บที่ฝ่ามือขึ้นมา แล้วเสียงที่ฟังดูตกใจแกมตำหนิก็ดังขึ้น “เกิดอะไรขึ้น?”

        ไป๋หมิ่นอวี้ก้มมองดูฝ่ามือตนเองที่เป็นแผล เขาเงยหน้ามองอีกฝ่ายและดูเหมือนจะคิดอะไรได้ ทั้งคู่ไม่พูดอะไรกันอยู่พักหนึ่ง จนกระทั่งเจียงลั่วอวี้คว้าข้อมือเขาเดินออกไปจากที่นั่น

        “ไปกับข้า”

        เขาทั้งคู่เดินไปหลบหลังภูเขาจำลอง เจียงลั่วอวี้ควักผ้าเช็ดหน้าสีขาวขึ้นมาพันแผลให้เขาและพลางพูดบ่น “ครั้งก่อนของข้ามันมีสาเหตุ แต่เจ้านี่สิทำอะไรอยู่? แค่ไปคุยกับอาเจ้า ไม่เห็นต้องทำร้ายตัวเองเช่นนี้”

        ไป๋หมิ่นอวี้มองดูมือที่ถูกพันแผลเรียบร้อย ดูเหมือนเขาจะตกใจจนถอยหลังไป เจียงลั่วอวี้เห็นเขากำลังถอยหลังเข้าสู่เงามืดจากภูเขาจำลองก็เกิดความคิด

        ไป๋หมิ่นอวี้วางแขนลงและเงยหน้าขึ้น เขารู้สึกได้ว่ามีร่างกายอันอบอุ่นทาบมาบนตัวเขา แล้วตามมาด้วยความอ่อนนุ่มที่มายังริมฝีปาก เขาถูกกัดและดูดและโลมเลียไปที่บาดแผลบนริมฝีปากอันเย็นเฉียบ “…อุบ…”

        ไม่คิดว่าจะเป็นเช่นนี้ เขาตาโตด้วยความตกใจและถูกดันจนถอยหลังมาชิดกับภูเขาจำลอง ตอนนี้ไม่สามารถขัดขืนได้ จึงได้แต่ปล่อยให้อีกฝ่ายขบและจูบลงบนริมฝีปากตน

        “ตกใจหรือ?” เจียงลั่วอวี้จ้องตาเขาที่กำลังตกใจ หน้าที่ขาวซีดกลายเป็นสีแดงด้วยความพึงใจ นิ้วมือลามไล้ไปตามริมฝีปากที่แดงจัดและพูดด้วยเสียงหยอกเย้า “หลับตาสิ”

 


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “เกิดใหม่ในร่างเก่า-เจียงลั่วอวี้” : http://bit.ly/2ByRjpi

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/650

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 80-90 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม