0 Views

        ไป๋หมิ่นอวี้หยุดฝีเท้าลงเมื่อได้ยินเสียงของเขาและหันหน้าไปมอง

        “…อาของเจ้าอยู่ด้านใน” เจียงลั่วอวี้ยิ้มให้และมองที่มือของทั้งคู่ที่กุมกันไว้และพูดต่อ “ปล่อยมือก่อนเถอะ ใช่ว่าวันหลังจะไม่ให้เจ้าจับอีกเสียเมื่อไรเล่า”

        ไป๋ลู่ได้ยินทั้งสองพูดคุยกันก็ตกใจ อยากจะเงยหน้าขึ้นมองก็เกรงจะเป็นการเสียมารยาท นางถอยหลังไปสองก้าวและมองมือทั้งสองที่จับกันไว้ สักพักเมื่อเจียงลั่วอวี้เอ่ยปาก ไป๋หมิ่นอวี้จึงยอมปล่อยมือ

        ไป๋ลู่รู้สึกประหลาดใจ เมื่อนางมองตาเจียงลั่วอวี้อีกครั้งก็เห็นรอบยิ้มที่อ่อนโยนยิ่งขึ้นไปอีก นางมองทั้งคู่ที่เดินตามกันเข้าไป แล้วนางจึงค่อยเดินตามไปทีหลัง

        เมื่อเข้ามาถึงด้านใน เจียงลั่วอวี้ก็ได้กลิ่นหอมโชยมา เขาหยุดยืนสูดดมกลิ่นหอม มันเป็นกลิ่นหอมของดอกบัว แต่ไม่ใช่กลิ่นแบบที่ใช้บูชาพระ เพราะกลิ่นนี้ให้ความรู้สึกสดชื่นเย้ายวน ไป๋หมิ่นอวี้หยุดเดินตามไปด้วยและหันไปมองเขาด้วยความสงสัย

        เจียงลั่วอวี้เห็นสายตาเขาก็ยิ้มและส่ายหน้าบอกว่าไม่มีอะไร ไป๋หมิ่นอวี้จึงเดินต่อไปถึงหน้าตั่งและโน้มตัวแสดงความเคารพสตรีผู้งดงามในชุดสีอ่อนที่เพิ่งยืนขึ้นจากตั่งตัวนั้น

        “หมิ่นอวี้คารวะท่านอา”

        เมื่อเห็นไป๋หมิ่นอวี้แสดงความเคารพหญิงผู้นั้นแล้ว เจียงลั่วอวี้ก็สาวเท้าตามเข้าไป เขายิ้มและประสานมือขึ้นค้อมตัวเพียงเล็กน้อย “ลั่วอวี้คารวะอี๋เหนียง”

        ไป๋อี๋เหนียงผู้มีใบหน้างดงามเดินมาเบื้องหน้า นางมองไป๋หมิ่นอวี้ที่ก้มหน้านิ่งด้วยแววตาสับสน จากนั้นก็มองไปยังเจียงลั่วอวี้และพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนและเป็นมิตร

        “ซื่อจื่อไม่ต้องเกรงใจไป ท่านไม่จำเป็นต้องคารวะข้า ข้าเสียอีกที่ต้องคารวะท่าน”

        “อี๋เหนียงมิต้องเกรงใจ” เจียงลั่วอวี้ยืดตัวขึ้นมองไป๋อี๋เหนียงที่มีแววตาจริงใจและยกมือขึ้นห้าม “อี๋เหนียงเป็นผู้ใหญ่กว่าข้า ว่าไปแล้วท่านก็เป็นอาสะใภ้คนหนึ่ง พวกเราเจอกันครั้งแรกยังพิธีรีตองกันขนาดนี้ ครั้งหน้าถ้าเป็นเช่นนี้อีก ข้าคงทำตัวไม่ถูก หวังว่าอี๋เหนียงจะเข้าใจลั่วอวี้”

        “ซื่อจื่อท่านนี่ช่างพูดจริง” ไป๋อี๋เหนียงได้ยินดังนั้นก็ไม่คิดว่าเจียงลั่วอวี้จะปฏิบัติกับคนที่มีฐานะเป็นแค่เมียน้อยอย่างตนดีขนาดนี้ นางรู้สึกพอใจ จึงหันไปออกคำสั่งกับสาวใช้ที่ยืนอยู่ด้านข้าง “พวกเจ้าออกไปก่อน ที่นี่ยังไม่มีอะไรให้พวกเจ้ารับใช้”

        เจียงลั่วอวี้รู้ได้ทันทีว่านางเข้าใจเจตนาการมาครั้งนี้ของเขา ว่าไม่ใช่แค่การมาเยี่ยมเยียน แต่ยังมีเรื่องสำคัญมาหารือด้วย แต่ดูเหมือนว่าสาวใช้ที่ได้ยินคำสั่งของนางก็ยังมีท่าทีไม่ยอมจะออกไปจากที่นั่น

        ไม่เพียงแต่เขาสังเกตเห็น ไป๋อี๋เหนียงก็เห็นความผิดปกตินั้นเช่นกัน นางหน้าเปลี่ยนสีทันที “ทำไม ไม่เชื่อฟังข้ากันแล้วหรือ เหตุใดยังไม่ออกไปอีก?”

        สาวใช้ถูกนายหญิงต่อว่า ก็มีสีหน้าตกใจ นางเงยหน้ามองนายหญิงด้วยแววตาครุ่นคิด สักพักก็เอ่ยปากขึ้นว่า “ข้าน้อย…ข้าน้อยมิกล้า…”

        “ยังไม่รีบออกไปอีก!” ไป๋ลู่มองดูนายหญิงที่เริ่มมีโมโหและยังไม่ทีท่าจะออกไปจากที่สั่น นางก็เดินไปคว้าแขนและลากนางออกมา “ซื่อจื่ออยู่ที่นี่ เจ้าจะทำให้นายหญิงเสียหน้าหรืออย่างไร! “

        ได้ยินชื่อซื่อจื่อ สาวใช้ก็เงยหน้าขึ้นไปมอง เจียงลั่วอวี้ในตอนนี้ยืนมองนางด้วยสายตาเย็นชา “เจ้าค่ะ…ฮูหยิน พี่ไป๋ลู่ ข้าน้อยไม่กล้าอีกแล้ว! ฮูหยินโปรดอภัยให้ข้าน้อยด้วย!”

        ไป๋อี๋เหนียงถลึงตาใส่นางด้วยความอดกลั้น “ยังไม่ออกไปอีก หรือจะรอให้ข้าสั่งลงโทษ?! “

        สาวใช้นางนั้นสังเกตสีหน้าบรรดาเจ้านายก็รู้ว่าถ้าไม่ออกไปคงไม่ได้ นางเดินตามไป๋ลู่ออกไปด้วยท่าทีไม่เต็มใจ เจียงลั่งอวี้สังเกตเห็นว่านางคือสาวใช้คนเดิมที่ไป๋อี๋เหนียงใช้ให้ออกไปดูพวกตนเมื่อตอนที่เพิ่งมาถึง แววตาของเขาก็ครุ่นคิดขึ้นอีกครั้ง

        “ไม่ทราบว่าสาวใช้นางนั้น…เป็นคนของพระชายาใช่หรือไม่? “

        ไป๋อี๋เหนียงสังเกตสีหน้าเจียงลั่วอวี้ที่แปลกไป นางยิ้มและตอบ “ซื่อจื่อเก่งมาก”

        “อี๋เหนียงชมเกินไปแล้ว ลั่วอวี้มิกล้า” เจียงลั่วอวี้นั่งลงพร้อมกับไป๋หมิ่นอวี้ เขายื่นมือไปหยิบถ้วยชา “ที่ลั่วอวี้มาครั้งนี้ ก็เพราะ…”

        “ไป๋ลู่ได้บอกความประสงค์ของซื่อจื่อที่ต้องการมาหาข้าแล้ว การที่หมิ่นอวี้บังเอิญช่วยท่านไว้ ท่านคงไม่ต้องมาขอบคุณข้าถึงที่ ข้าเสียอีกที่ควรจะเป็นฝ่ายขอบคุณซื่อจื่อ”

        ไป๋อี๋เหนียงสีหน้านิ่งสงบ ท่าทางของนางดูสง่างามภายในชุดสีอ่อนที่บางจนแสงแดดส่องทะลุ แลเห็นเป็นลวดลายสีเข้มปรากฏ นางยิ้มและตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ก่อนที่ซื่อจื่อจะมาถึงจวนก็ได้ช่วยหมิ่นอวี้ไว้ครั้งหนึ่ง ข้าซาบซึ้งใจจนบอกไม่ถูก ครั้งนี้หมิ่นอวี้ช่วยซื่อจื่อ ก็ถือเป็นการตอบแทนที่สมควรทำ”

        นับแต่เจียงลั่วอวี้เข้ามาถึงที่นี่ เขารู้สึกว่าไป๋อี๋เหนียงยังคงอ่อนโยนเหมือนชาติก่อนที่เคยเจอ เพียงแต่คิดว่าการที่เขามาพร้อมไป๋หมิ่นอวี้ ไป๋อี๋เหนียงน่าจะทำตัวสนิทสนมมากกว่านี้ กลับกันดูเหมือนว่านางจะรักษาระยะห่างจากตน คิดแล้วก็เกิดความสงสัยในใจ

        “อี๋เหนียงพูดเกินไปแล้ว”

        “ซื่อจื่อไม่ต้องเกรงใจ” ไป๋อี๋เหนียงยิ้มและมองไปที่ไป๋หมิ่นอวี้ที่นั่งเงียบไม่พูดอะไรเลยตั้งแต่เข้ามา “ซื่อจื่อบอกว่ามีเรื่องสำคัญที่ต้องคุยกับข้า ไม่ทราบว่าเป็นเรื่องอะไร ข้าขอถามท่านจะได้ไหม? “

        เจียงลั่วอวี้คลี่พัดขึ้นโบกไปมา เขาตอบกลับไป “เชิญอี๋เหนียง”

        ไป๋อี๋เหนียงเม้มปากยิ้มและไม่พูดอ้อมค้อม “ไม่ทราบว่าเรื่องนี้ เกี่ยวกับไป๋หมิ่นอวี้ หรือว่าเกี่ยวกับพระชายา?”

        เจียงลั่วอวี้ครุ่นคิดก่อนจะยิ้มตอบ “ถ้าลั่วอวี้บอกว่า เกี่ยวทั้งหมดเล่า?”

        “มีบางเรื่อง ที่ซื่อจื่ออาจไม่เคยรู้”

        สีหน้าของไป๋อี๋เหนียงดูเศร้าลง นางก้มหน้าถอดลูกประคำหยกที่ข้อมือออกมานับ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย

        “ข้าอยู่ที่จวนนี้มาเกือบสิบปีแล้ว แต่ก็ยังไม่มีลูก คิดว่าชาตินี้คงไม่มีวาสนา หลายปีมานี้ก็ถือศีลกินเจ ไม่คาดหวังกับเรื่องพวกนั้นแล้ว แต่ว่าก็ยังมีหลานคนนี้ ที่เป็นลูกของพี่ชาย และข้าก็รักเขาประดุจลูกแท้ๆ ไม่อยากจะให้เกิดอะไรขึ้นกับเขา”

        ฟังจากน้ำเสียงไป๋อี๋เหนียงก็รู้ว่า ตอนนี้นางคงยังไม่พร้อมจะร่วมมือกับตนลุกขึ้นต่อต้านเจินซื่อเป็นแน่

        ไป๋หมิ่นอวี้ไม่คิดว่าจะเป็นเช่นนี้ เขายืนขึ้นด้วยท่าทีร้อนใจและสีหน้าเปลี่ยนไป “ท่านอา!”

        “หมิ่นอวี้” เจียงลั่วอวี้ไม่คิดว่าเขาจะแสดงอาการเช่นนี้ออกมา ร่างกายสูงผอมยืนขวางหน้าราวกับต้องการปกป้อง เขาจึงยื่นมือไปดึงชายเสื้อ “ให้ข้าพูดเอง ดีไหม? “

        ไป๋หมิ่นอวี้ถูกคนด้านหลังดึงชายเสื้อ เขาหันกลับไปมองแววตาชายคนนั้นที่เป็นประกาย เขาตัดสินใจนั่งลงรับฟัง

        “เรื่องที่อี๋เหนียงกังวล ลั่วอวี้เข้าใจ”

        ไป๋อี๋เหนียงได้ยินดังนั้นก็เงยหน้าขึ้นมองเขา เจียงลั่วอวี้ยิ้มราวกับรู้ว่าเรื่องราวจะเป็นเช่นนี้ก่อนแล้ว และเขาก็พูดต่อ

        “ลั่วอวี้แม้จะเป็นซื่อจื่อ แต่ใครๆ ก็รู้ว่าลั่วอวี้ยังไม่ถึงวัยสืบทอดตำแหน่ง ซ้ำยังเป็นคนสองเพศ เพียงแต่ว่ามีทรัพย์สมบัติในมือ ทางวังหลวงก็คิดจะชิงป้ายคำสั่งทหารที่มีกองกำลังส่วนตัวไป ศึกนอกศึกในรุมเร้า ถ้าเกิดอะไรขึ้น ไม่ใช่แค่ตัวเอง แม้แต่คนรอบข้างก็ยากจะปกป้องได้”

        ไป๋อี๋เหนียงคิดไม่ถึงว่าเขาจะเปิดอกพูดอย่างฉะฉาน นางตกตะลึงและรวบรวมสติกลับมา “ซื่อจื่อมองออกชัดเจน เป็นข้าเองที่ร้อนใจเกินไป”

        อี๋เหนียงเอ็นดูหมิ่นอวี้ รักเขาเหมือนลูกแท้ๆ ลั่วอวี้เข้าใจและคิดว่าเป็นเรื่องที่สมควร” เจียงลั่วอวี้ถือถ้วยชาไว้แน่น ตามองไปยังไป๋อี๋เหนียงที่กำลังครุ่นคิด เขาพยายามไม่หันไปมองไป๋หมิ่นอวี้และพูดต่อ

        “ที่มาครั้งนี้ ลั่วอวี้มิได้ต้องการให้อี๋เหนียงช่วยเหลือในขณะที่สถานการณ์ยังคลุมเครือ โดยเฉพาะในขณะนี้ที่เจินซื่อและเจียงสยงกุมอำนาจในจวน และก็ไม่ได้จะใช้หมิ่นอวี้มาเป็นเครื่องมือให้ลั่วอวี้ด้วย”

        ไป๋อี๋เหนียงได้ยินคำพูดอีกฝ่ายก็ตาเป็นประกายราวกับคิดอะไรได้ แต่ก็ไม่ได้เอ่ยปากพูด นางเพียงถามกลับไปว่า “ถ้าเช่นนั้น ซื่อจื่อมีความประสงค์อันใด? ก็เชิญว่ามา”

 


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “เกิดใหม่ในร่างเก่า-เจียงลั่วอวี้” : http://bit.ly/2ByRjpi

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/650

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 80-90 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม