0 Views

        เมื่อเห็นอีกฝ่ายรับปาก เจียงลั่วอวี้ก็เคาะพัดลงบนฝ่ามือตนเอง พูดด้วยความเร็วว่า “ซุ่ยเยวี่ย อย่าลืมเอาอาหารไปส่งให้ตรงเวลา อย่าให้ข้ากับอี๋เหนียงต้องรอนาน เข้าใจไหม?”

        ซุ่ยเยวี่ยมองดูไป๋หมิ่นอวี้ที่มีสีหน้าอ่อนโยน และมองนายน้อยของตนที่ยิ้มอ่อนๆ นางก็พลอยยิ้มตามไปด้วย “เจ้าค่ะ ซื่อจื่อ”

        เจียงลั่วอวี้เดินผ่านประตูชั้นแล้วชั้นเล่าจนมองเห็นสวนมรกต เขาออกคำสั่ง “เหมียนซิง เจ้ากับซุ่ยเยวี่ยไปรอที่สวน มีเรื่องด่วนอะไรก็ให้หว่านเสียะไปแจ้งข้ายังที่พักของไป๋อี๋เหนียง”

        เหมียนซิงน้อมรับ “ขอรับซื่อจื่อ”

        ซุ่ยเยวี่ยและเหมียนซิงกลับเข้าไปที่สวนของนายน้อย เหลือเพียงเจียงลั่วอวี้กับไป๋หมิ่นอวี้สองคน แสงแดดนอกระเบียงส่องกระทบชายเสื้อที่พลิ้วไหวของทั้งคู่จนเกิดประกายงดงาม

        เจียงลั่วอวี้หยุดฝีเท้าเพื่อให้ไป๋หมิ่นอวี้เดินมาอยู่ข้างกัน มือที่หดอยู่ในแขนเสื้อยังไม่ทันจะยื่นออกมา ชายชุดขาวก็ยื่นมือตัวเองออกมาคว้ามืออีกฝ่ายที่ซ่อนไว้ในแขนเสื้อราวกับอ่านใจออก

        ผ่านไปหลายเดือน ทั้งคู่ได้กลับมาจับมือกันเหมือนเดิม แต่ความรู้สึกไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว

        นิ้วมือที่เย็นเฉียบทาบลงกลางฝ่ามือ ทำให้เจียงลั่วอวี้สะดุ้งตัว แต่ในใจกลับอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก ความรู้สึกนี้มันแผ่ซ่านไปทั้งตัว เป็นความรู้สึกที่เขาไม่เคยได้รับเลยแม้จะเกิดมาแล้วถึงสองชาติ

        ไป๋หมิ่นอวี้ก็เช่นกัน เขามีอาการสั่นเล็กน้อยเมื่อมือสัมผัสมือ ดวงตาสีอำพันดูลุ่มลึก สีหน้าใต้แสงตะวันยามนี้ทำให้เขาดูอ่อนโยนขึ้นหลายเท่า

        แต่ทั้งคู่ก็ไม่ได้พูดความรู้สึกของตนออกมา เขาสองคนเดินจับมือกันต่อไป จนไปหยุดอยู่ที่ประตูเข้าสู่เขตพักอาศัยด้านใน เบื้องหน้ามีสระบัวที่เขาได้เจอกันเป็นครั้งที่สอง กำแพงสีขาวกระเบื้องสีดำ บนกำแพงแขวนป้ายไม้สีดำเขียนว่า สวนรุ่ยเหอ

        ไป๋หมิ่นอวี้พาเจียงลั่วอวี้ก้าวเข้าประตู ด้าในปรากฏให้เห็นหญิงสาวหน้าตาธรรมดาแต่ดูมีเสน่ห์เดินเข้ามาหา นางยิ้มให้ไป๋หมิ่นอวี้ และหันไปมองเจียงลั่วอวี้ จากนั้นปราดตาไปที่มือของทั้งสองที่กุมกันอยู่ นางตกใจกับภาพที่เกิดขึ้นตรงหน้า

        สตรีนางนี้เดินเข้ามาหาพวกเขาและพูดคุยด้วย ดวงตาเปี่ยมไปด้วยประกายอ่อนโยน โดยเฉพาะยามที่นางแย้มยิ้ม

        ชาติก่อนตอนที่เขาพบไป๋อี๋เหนียงในสวน นางก็ใส่ชุดสีขาวเช่นกัน สายตาของนางเหมือนผู้ใหญ่ที่มองเด็กด้วยความเอ็นดู ส่วนผู้หญิงคนนี้คือสาวใช้คนสนิทของไป๋อี๋เหนียง นางมีชื่อว่าไป๋ลู่

        ในชาติก่อน เขาได้ยินมาว่า นางเป็นสาวใช้ของไป๋ถิงฟาง ต่อมาเมื่อนายหญิงได้แต่งงานมาเป็นอี๋เหนียง นางก็ตามมารับใช้และอยู่ไปตลอด แม้แต่ตอนที่ไป๋หมิ่นอวี้หายสาบสูญและจนกระทั่งเจียงลั่วอวี้ออกเรือนไปจากจวนจวิ้นหวัง

        คิดไปถึงเรื่องชาติก่อนที่ไป๋หมิ่นอวี้หายสาบสูญ เขาก็รู้สึกโกรธแค้นจนกำหมัดอีกข้างไว้แน่น แน่นจนอีกฝ่ายรู้สึกได้ถึงแม้จะเป็นมือคนละข้างกันกับที่กุมไว้ ไป๋หมิ่นอวี้หันไปถามด้วยสายตาแปลกใจ

        เจียงลั่วอวี้เห็นแววตาอีกฝ่ายที่เหมือนมีคำถาม เขาก็ยิ้มขึ้นและเอ่ยว่า “ข้าไม่ได้เป็นอะไรหรอก”

        ได้ยินเช่นนั้น ไป๋หมิ่นอวี้ก็เบาใจ ตอนนี้ไป๋ลู่กำลังสังเกตและคาดเดาความสัมพันธ์ของทั้งสองคน ไป๋หมิ่นอวี้เห็นนางมองด้วยสายตาเช่นนั้นก็พูดขึ้นว่า “อาไป๋ลู่ หมิ่นอวี้พาซื่อจื่อมาพบกับท่านอา รบกวนอาไป๋ลู่ช่วยไปแจ้งท่านอาด้วย”

        “เด็กคนนี้นี่ พาคนกลับมาด้วย แล้วยังจะหา…” ไป๋ลู่ได้ยินก็ยิ้มและพูดกับไป๋หมิ่นอวี้ที่หน้าตาไร้อารมณ์ กำลังจะพูดต่อนางก็นึกขึ้นได้ มองไปที่คนข้างๆ ไป๋หมิ่นอวี้และอุทานออกมา “อะไรนะ?…ซื่อจื่อ?”

        เจียงลั่วอวี้รู้ได้ทันทีว่า หากเขาไม่มีสถานะเช่นนี้และถูกไป๋หมิ่นอวี้พาเข้ามาที่นี่ ต้องมีคนเข้าใจผิดแน่นอน เขามองไปที่สตรีนางนั้นและยิ้มให้

        “ข้าน้อยไป๋ลู่ คารวะซื่อจื่อ” ไป๋ลู่คิดไม่ถึงว่าเขาจะพาซื่อจื่อมาถึงที่นี่ นางทำสีหน้าจริงจังและรีบแสดงความเคารพ “ข้าน้อยเห็นว่าเป็นคุณชายกลับมา จึงลืมตัวไป ขอซื่อจื่อโปรดอภัย”

        “อาไป๋ลู่ลุกขึ้นเถอะ ไม่ต้องเกรงใจ” ไปลั่วอวี้พยายามจะดึงมือของตนออกจากมือไป๋หมิ่นอวี้ แต่ไม่ว่าจะออกแรงแค่ไหนก็ไม่สำเร็จ เพราะตอนนี้วรยุทธ์ของไป๋หมิ่นอวี้กลับคืนมาแล้ว เจียงลั่วอวี้มองดูมือตนเองที่แกะไม่ออกก็ได้แต่ถอนใจ

        “ที่ข้ามาในวันนี้ จะมาขอพบอี๋เหนียง หนึ่งเพื่อขอบคุณที่หมิ่นอวี้ช่วยชีวิตข้าไว้ สองเพื่อจะบอกเรื่องสำคัญ”

        ทันใดนั้นเอง เสียงประตูก็เปิดขึ้น ตามมาด้วยเสียงฝีเท้าเบาๆ ของสาวใช้ในชุดสีอ่อน สีหน้านางราบเรียบและมาหยุดอยู่ข้างไป๋ลู่ก่อนจะย่อตัวด้วยความเคารพ จากนั้นจึงหันไปพูดกับไป๋หมิ่นอวี้

        “ข้าน้อยคารวะพี่ไป๋ลู่ คารวะคุณชาย”

        ไป๋ลู่หันตัวกลับไปมองสาวใช้ แต่ก่อนหน้านั้นนางมีสีหน้ารู้สึกผิดที่เสียมารยาทต่อหน้าซื่อจื่อ จากนั้นนางก็พูดกับสาวใช้ว่า “เจ้ารับใช้ฮูหยินอยู่มิใช่หรือ ออกมาทำไมกัน?”

        สาวใช้มีสีหน้าปกติแม้จะถูกอีกฝ่ายพูดเชิงตำหนิ “เรียนพี่ไป๋ลู่ ฮูหยินได้ยินเสียงดังเข้าไปถึงด้านใน จึงให้ข้าออกมาดูว่าเกิดอะไรขึ้น”

        “เจ้าไปเรียนฮูหยิน ว่าคุณชายกลับมาแล้ว” ไป๋ลู่ได้ยินว่านายหญิงให้คนมาถามถึงก็เบาใจขึ้น นางพูดต่อไปว่า “แล้วก็ เรียนฮูหยินด้วยว่า ซื่อจื่อมาเยี่ยมฮูหยิน มีเรื่องสำคัญจะขอคุยกับท่าน”

        ได้ยินคำว่าซื่อจื่อ สาวใช้ก็รีบย่อตัวแสดงความเคารพด้วยสีหน้าตกใจ ส่วนไป๋ลู่ก็ผายมือเชิญให้เจียงลั่วอวี้เดินเข้าสู่ด้านใน “ข้าน้อยเสียมารยาทให้ท่านรอนาน ขอโปรดอภัยให้ข้าน้อยด้วย”

        “อาไป๋ลู่ไม่ต้องเกรงใจ” เจียงลั่วอวี้ได้ยินดังนั้นก็ส่ายหน้าให้อีกฝ่ายอย่าคิดมาก น้ำเสียงอ่อนโยนพูดขึ้นต่อ “ข้ามาขอพบโดยพลการถือเป็นการเสียมารยาท ถ้าหากว่าจะว่าเป็นความผิดอาไป๋ลู่ ข้าก็คงผิดยิ่งกว่า”

        “ซื่อจื่อกล่าวเกินไปแล้วเจ้าค่ะ” ไป๋ลู่พาทั้งคู่เข้ามาภายในห้อง นางเลิกม่านที่ประตูขึ้น ในขณะที่เจียงลั่วอวี้กำลังจะเดินต่อ ก็ได้ยินเสียงไป๋ลู่พูดขึ้นเบาๆ “คุณชาย ฮูหยินไม่เห็นหน้าท่านหลายวัน คงคิดถึงท่านมาก ท่านเจ้าไปเจอก่อนดีไหม? “

        “ซื่อจื่อรออยู่ด้านนอก และข้าเป็นคนพาเขามา คงไม่สมควรที่ข้าจะเข้าไปก่อน” ไป๋หมิ่นอวี้ตอบโดยไม่ต้องคิด หน้าตาไร้อารมณ์พูดต่อ “อาไป๋ลู่ หมิ่นอวี้เข้าใจว่าท่านหวังดี แต่ว่า…”

        ไป๋ลู่เห็นเขาตัดสินใจเช่นนี้ก็ถอนหายใจ “ในเมื่อท่านตัดสินใจเช่นนี้ก็ตามใจ  ซื่อจื่อเจ้าคะ ขอท่านกับคุณชายได้โปรดรอที่ห้องด้านนอกนี้สักครู่ ข้าน้อยจะไปเรียนให้ฮูหยินทราบ แล้วจะมาเชิญพวกท่านเข้าไปนะเจ้าคะ”

        เจียงลั่วอวี้พยักหน้า เขามองไป๋ลู่เดินหายไปด้านใน และหันกลับมายิ้มให้กับไป๋หมิ่นอวี้ด้วยความอ่อนโยน “อาไป๋ลู่บอกให้เจ้าเข้าไปก่อน ทำไมไม่เข้าไป? ข้าไม่เป็นไรหรอก…”

        “ซื่อจื่อ” ไป๋หมิ่นอวี้เงยหน้าขึ้นมอง ดวงตาสีอำพันสะท้อนแสงอาทิตย์จนเปล่งแสง ดูราวกับอัญมณีที่ถูกฝังบนดวงหน้าอันขาวผุดผ่อง “อย่าพูดแบบนี้อีกนะ”

        เจียงลั่วอวี้เห็นเขามีสีหน้าจริงจัง ก็หยุดครุ่นคิดและพยักหน้าตอบเบาๆ “เจ้าไม่ชอบ ข้าก็จะไม่พูดอีกแล้ว”

        ไป๋หมิ่นอวี้เห็นเขารับปาก ตาสีอำพันก็ส่องประกายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

        ผ่านไปครู่เดียว ไป๋ลู่ก็กลับมาและเลิกม่านขึ้น นางย่อตัวให้กับทั้งคู่ที่ยังคงยืนจับมือกันอยู่ “ซื่อจื่อ คุณชาย ฮูหยินเชิญท่านทั้งสองที่ด้านในเจ้าค่ะ”

        ไป๋หมิ่นอวี้กำลังจะจูงมือเจียงลั่วอวี้เข้าไปด้านในพร้อมกัน แต่แล้วเจียงลั่วอวี้ก็หยุดเดิน ขมวดคิ้วหันไปขานเรียก “หมิ่นอวี้”

 


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “เกิดใหม่ในร่างเก่า-เจียงลั่วอวี้” : http://bit.ly/2ByRjpi

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/650

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 80-90 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม