0 Views

        “พวกมันก็แค่ลิ่วล้อเท่านั้น” เจียงลั่วอวี้พยายามระวับอารมณ์โกรธ ในมือกำพัดงาช้างไว้แน่น ดวงตาจ้องมองไปที่ชายสองคนนั้น แม้ว่าจะไม่มีแววตาดุร้าย แต่ก็เต็มไปด้วยเงาทมิฬ

        “หากข้าพวกมันทิ้งตอนนี้ก็แค่ได้ระบายอารมณ์ แต่เหยื่อตัวใหญ่ของเราจะหลุดจากเบ็ดไปเช่นกัน”

        ไป๋หมิ่นอวี้ก้มหน้าครุ่นคิด ยังคงไม่แสดงอารมณ์ใดใดออกมา เขามองไปที่ชายสองคนนั้น และหันไปมองเจียงลั่วอวี้ และตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “เข้าใจแล้ว”

        เจียงลั่วอวี้เดินไปบนทางเดิน แสงแดดส่องผ่านร่างที่ผอมบาง ทำให้เขาดูช่างโดดเดี่ยวอะไรเข่นนี้ ความรู้สึกบางอย่างเกิดขึ้นในใจ เขาหันไปขานเรียก “…หมิ่นอวี้”

        ไป๋หมิ่นอวี้หันหน้ามา ลมเย็นพัดผมดำขลับปลิวปรกหน้าอันขาวซีด แต่ดวงตาสีอำพันยังคงสดใสและจ้องมองเขาพร้อมกับกะพริบตาเป็นประกายอันอบอุ่น

        เจียงลั่วอวี้จ้องตาอยู่สักครู่ รอยยิ้มหายไปแต่ใบหน้ายังคงดูอ่อนโยน เขามองต่ำ “ไม่มีอะไร เจ้าไปเถอะ”

        ในตอนเที่ยง รถม้าที่มีตราสัญลักษณ์ของเซียวเหยาหวังจอดหลบจากสายตาผู้คนอยู่ที่มุมหนึ่งของจวนหวิ้นหวัง ซุ่ยเยวี่ยที่ชะเง้อคอรอคอยนายน้อยมาหนึ่งวันหนึ่งคืน ด้านข้างนางคือเหมียนซิงที่มีอาการสงบนิ่งกว่า จะมีก็เพียงสายตาที่ดูร้อนใจ

        ก่อนหน้านี้หนึ่งวัน เมื่อเห็นเจียงลั่วอวี่ไม่กลับออกมาราวครึ่งชั่วยาม เขาก็รีบหาวิธีเข้าไปในสวนซิวจู๋โดยไม่สนใจกฎเกณฑ์ของจวนแห่งนี้ที่ห้ามบ่าวไพร่บุกเข้าโดยพลการ เมื่อไปถึงศาลาก็ไม่เห็นใคร เหลือเพียงสุราอาหารและกำยานที่ล่องลอย

        เขาสำรวจที่แห่งนั้นและเห็นพัดงาช้างของนายน้อยตกอยู่ เขารีบส่งข่าวให้สายลับที่อยู่ในจวนออกตามหานายน้อยที่หายตัวไป

        เขาทำทุกอย่างแต่ก็ยังไม่รู้ว่านายน้อยของตนหายไปไหน เขาจึงตัดสินใจว่าในขณะที่นายน้อยยังไม่กลับมา เขาต้องปกปิดข่าวนี้ไว้ให้ดูเสมือนนายน้อยไม่ได้หายไปจากจวน นี่เป็นหน้าที่ที่บ่าวคนหนึ่งจะทำเพื่อนายได้

        เหมียนซิงแจ้งข่าวให้หานเจียงเก๋อส่งยอดฝีมือมาปลอมตัวเป็นเจียงลั่วอวี้ และทำทุกอย่างเหมือนเดิม แม้กระทั่งในเช้าวันถัดมา ก็ยังให้ยอดฝีมือที่ปลอมตัวเป็นนายน้อยเข้าไปคารวะองค์หญิงในตอนเช้าตามธรรมเนียม เจียงอิ่งที่เข้ามาก่อนถึงกับหน้าถอดสี เขาจึงรู้ว่าการหายตัวไปของนายน้อยต้องเกี่ยวกับเจียงอิ่งแน่นอน

        เจียงลั่วอวี้ตัวปลอมทำหน้าที่ได้ดี ไม่มีพิรุธหลุดออกมาให้เห็น เจียงอิ่งเสียอีกที่ประหม่าจนเสียกิริยา ทำเอาองค์หญิงตำหนิเขาด้วยสายตาเสียหลายครั้งจนต้องขายหน้าอยู่ไม่น้อย

        แต่จะทำเช่นนี้ต่อไปไม่ได้ เกิดวันรุ่งขึ้นในขณะที่ไปถึงห้ององค์หญิงและเจียงอิ่งมองออกว่าเป็นตัวปลอม ผลที่ตามมาคงไม่อาจคาดถึง

        ยังดีที่ได้มีข่าวแจ้งมาว่าซื่อจื่อกำลังเดินทางกลับมาแล้ว เหมียนซิงจึงวางใจลงได้

        รถม้าจอดลง ซุ่ยเยวี่ยกำลังจะเดินเข้าไปหา ก็มองเห็นผ้าม่านบางๆ หลายชั้นถูกแหวกออกด้วยมือขาวเรียว ใบหน้าที่มีรอยแผลของชายในชุดขาวกำลังลงมาจากรถม้า

        เมื่อเห็นชายผู้นี้ ซุ่ยเยวี่ยและเหมียนซิงก็หน้าเปลี่ยนสี จากความดีใจก็กลายเป็นความสงสัยแทน

        รอจนกระทั่งเจียงลั่วอวี้ยืนมือมาจับแขนชายชุดขาวเพื่อลงจากรถม้า ก็เห็นซุ่ยเยวี่ยและเหมียนซิงยืนตะลึง เขายิ้มขึ้นและเอ่ยปากถาม “เป็นอะไร ตกใจอะไรกันนักหนา?”

        “คารวะซื่อจื่อ!” ซุ่ยเยวี่ยยังคงมึนงงกับภาพตรงหน้า นายน้อยของตนที่ไม่กี่เดือนก่อนไม่ยอมให้ชายชุดขาวเข้ามาในที่พัก แต่กลับลงจากรถมาพร้อมกัน เขากะพริบตาแต่ไม่พูดต่อ

        “ในที่สุดท่านก็กลับมาเสียที หนึ่งวันหนึ่งคืนมานี้ ซุ่ยเยวี่ยตกใจแทบตาย”

        เจียงลั่วอวี้ฟังคำแล้วก็ยิ้ม หันไปมองซุ่ยเยวี่ย “ข้าก็เห็นเจ้ายังอยู่ดีนี่นา ตกใจแทบตายอะไรกัน อย่ามาโกหกข้าเลย”

        ซุ่ยเยวี่ยสังเกตนายน้อยที่ดูเป็นปกติดี ใบหน้าผ่องใสอยู่ในเสื้อผ้าชุดใหม่ ที่แขนและคอก็เป็นปกติดี เดาได้ว่าไม่ได้ถูกจับไปทรมานมา ซ้ำยังพูดหยอกล้อกับตนได้ เห็นดังนี้นางก็เบาใจ

        “ซื่อจื่อ ข้าน้อยมิกล้า”

        “เหมียนซิงคารวะซื่อจื่อ” เหมียนซิงที่ยืนอยู่ไม่ห่างนักคุกเข่าลงแสดงความเคารพ แม้ว่าแววตาจะดูหม่นหมองไปบ้าง แต่ก็ยังคงไว้ซึ่งความเข้มแข็ง “เหมียนซิงทำหน้าที่ผิดพลาด ขอซื่อจื่ออภัยให้ข้าน้อยด้วย”

        “ลุกขึ้นเถอะ” เจียวลั่วอวี้ค่อยๆ มองไปที่เขาและถอนหายใจ “ถึงแม้เจ้าจะช่วยข้าไม่ทัน แต่สิ่งที่เจ้าทำเพื่อข้าหลังจากนั้น อาเมิ่งบอกข้าหมดแล้ว”

        พูดจบเขาก็มองไปที่ไป๋หมิ่นอวี้ที่ยืนเงียบสงบอยู่ ขนตาเป็นแพยาวงดงามทอดเงาภายใต้แสงอาทิตย์ เขายังคงพูดกับเหมียนซิงต่อ

        “เหมียนซิง เจ้าทำได้ดีมาก ถ้าไม่มีเจ้าช่วยปิดบังการหายตัวไปของข้า ชื่อเสียงของข้าคงป่นปี้ไปแล้ว”

        เหมียนซิงลุกขึ้นยืนและโน้มตัวลง “ขอบพระคุณซื่อจื่อที่ให้อภัย เหมียนซิงมิกล้ารับคำชม ทั้งหมดเป็นเพราะท่านเมิ่งให้การช่วยเหลือ จึงได้…”

        “เอาล่ะ อย่างไรเสียข้าก็กลับมาแล้ว ไม่ต้องโยนความดีความชอบกันไปกันมาหรอก”

        ก่อนที่จะกลับมาถึงจวน ในขณะที่ไป๋หมิ่นอวี้แยกตัวไปจัดการกับชายสองคน เจียงลั่วอวี้ก็แอบไปที่หานเจียงเก๋อเพื่อสอบถามเรื่องราวที่เกิดขึ้นในจวน เมิ่งจิ่วเฉียนบอกให้เขารู้ว่าเหมียนซิงให้คนปลอมตัวเป็นตนเพื่อปิดข่าว เขารู้สึกชื่นชมกับความฉลาดของบ่าวคนนี้นัก

        “วางใจเถอะ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหรืออาเมิ่ง มันก็แสดงให้ข้าเห็นว่าพวกเจ้าภักดีกับข้าจริงๆ ลำบากพวกเจ้าแล้วนะ”

        เหมียนซิงสีหน้าเป็นปกติ “น้อมรับคำสั่งสอนขอรับ”

        เจียงลั่วอวี้พูดจบก็หันไปเรียกสาวใช้คนสนิท “ซุ่ยเยวี่ย”

        นางขานรับ “เจ้าค่ะ”

        เจียงลั่วอวี้แหงนหน้ามองฟ้า มือลูบคลำด้ามพัด “แดดแรงขนาดนี้ ใกล้ถึงเวลาอาหารเที่ยงแล้วใช่ไหม?”

        ซุ่ยเยวี่ยแหงนมองฟ้าตามก่อนจะพยักหน้า “เรียนซื่อจื่อ อีกประมาณครึ่งชั่วยามก็จะถึงเวลาอาหารเที่ยงแล้วเจ้าค่ะ”

        เจียงลั่วอวี้ครุ่นคิดอยู่สักพัก เขาหันไปออกคำสั่ง “ถ้าเช่นนั้น เจ้าให้คนครัวทำอาหารที่ถนัดใส่กล่องออกมาจากสวนมรกตและตามข้ามา จะได้ไม่มีคนเห็นข้าให้เป็นเป้าสายตาใคร”

        ซุ่ยเยวี่ยได้ยินคำสั่งนายน้อยก็ไม่พูดอะไรต่อ เพราะนางไม่คิดว่านายน้อยที่เพิ่งกลับมาถึงจะไม่กลับเข้าที่พัก  แม้แต่ไป๋หมิ่นอวี้ก็รู้สึกกังวลจนกำมือแน่น

        ในขณะที่ทั้งคู่กำลังรู้สึกฉงน เจียงลั่วอวี้ก็ยิ้มขึ้นและหันไปหาชายชุดขาว “หมิ่นอวี้”

        ไป๋หมิ่นอวี้ไม่นึกว่าเขาจะหันมาหาตน ได้แต่กะพริบตามองและพยายามตั้งใจฟังเสียงที่แฝงไว้ด้วยความสดใส “ข้าอยากจะไปพบไป๋อี๋เหนียง เจ้าพาข้าไปได้ไหม?”

        ซุ่ยเยวี่ยได้ยินดังนั้นก็วางใจ คิดว่านายน้อยของตนคงจะไปพูดกับไป๋อี๋เหนียงเรื่องไป๋หมิ่นอวี้ ส่วนเหมียนซิงที่ไม่รู้อะไรก็ยังงงแต่ไม่กล้าเอ่ยปากถาม

        ผ่านไปครู่หนึ่ง ไป๋หมิ่นอวี้ก็ยิ้มขึ้น แต่เป็นรอยยิ้มที่บางจนแทบมองไม่ออก เขาตอบเสียงเบาๆ ว่า “ได้สิ”

 


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “เกิดใหม่ในร่างเก่า-เจียงลั่วอวี้” : http://bit.ly/2ByRjpi

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/650

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 80-90 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม