0 Views

        ภาพไป๋หมิ่นอวี้เมื่อแรกพบยังคงชัดเจน หนุ่มน้อยร่างผอมบางที่ถูกไล่ตามฆ่า น่าจะอายุประมาณ 13-14 ปี ใครจะคิด แท้จริงเขาแก่กว่าตนเอง 1 ปี?

        การเจริญเติบโตของเขาต่างกันไปตามเพศกำเนิดของตน หากวัดจากความสูงของไป๋หมิ่นอวี้ในตอนนี้ ก็ใกล้เคียงกับชายหนุ่มที่ใกล้จะอายุ 16 ปี

        ถ้าเช่นนั้น ก็ไม่มีอะไรน่าประหลาด

        เพียงแต่ว่าแม้จะสูงขึ้น แต่ก็ยังคงซูบผอมเช่นเดิม ดูจะผอมยิ่งกว่าเจียงลั่วอวี้ด้วยซ้ำ เขาไม่สามารถบรรยายความรู้สึกออกมาได้ ได้แต่เม้มปากและพูดเสียงเบาๆ ว่า “สูงขึ้นมาหน่อย แต่ก็ไม่เปลี่ยนไปมากนัก…”

        ไป๋หมิ่นอวี้นั่งลงข้างๆ เขา ดวงตาสีอำพันทอประกาย มือขาวผุดผ่องยื่นออกมาพร้อมกับขวดหยกขาวขวดเล็ก เขาเทตัวยาสีขาวลงบนฝ่ามือของตนเอง

        ยาสีขาวบนฝ่ามือที่เย็นเฉียบทาบลงบนแผลที่ถูกเชือกรัด ความแสบร้อนหลังโดนตัวยาทำให้เจียงลั่วอวี่หดมือ แต่ก็ยังคงยอมให้ไป๋หมิ่นอวี้จับข้อมือไว้ เพียงแต่หรี่ตามองอีกฝ่ายที่นั่งอยู่ตรงข้ามกับตน

        ภายใต้ร่มไม้ที่แผ่เงาทึบ แสงแดดเล็ดลอดส่องมาโดนยาในฝ่ามือ จากนั้นค่อยๆ บรรจงทาลงบนรอยช้ำ ขนตาหนาเป็นแพดุจพัด สะท้อนเป็นเงางดงามจนชวนให้คนอดไม่ได้ อยากที่จะจับมาจุมพิต

        เจียงลั่วอวี้พยายามข่มใจไว้ มือที่ยื่นออกไปสั่นเทาราวกับไม่อยากให้เขาช่วยนวดยาต่อ

        ไป๋หมิ่นอวี้รู้สึกได้ว่าเขากำลังมีท่าทีขัดขืน จึงจับแขนเขาให้อยู่นิ่ง พร้อมกับพูดว่า

        “เจ้าจะกลับไปสภาพนี้ไม่ได้ ถ้าคนเห็นบาดแผล ต้องเกิดปัญหาแน่”

        เจียงลั่วอวี้ได้ยินดังนั้น จึงหยุดขัดขืน เขามองไป๋หมิ่นอวี้เหมือนเป็นคนแปลกหน้าที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ผ่านไปสักพักเขาก็เอ่ยปากเรียก “เจ้า…”

        เพียงคำแรกที่พูดออกไป ก็ทำให้ชายที่กำลังนวดให้เขาอยู่เงยหน้าขึ้นสบตา ดวงตาสีอำพันจ้องมองเขา ใบหน้าที่อ่อนโยนภายใต้แสงสลัวเห็นไม่ค่อยชัดเจน

        “ข้าจะช่วยเจ้าเอง”

        ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไร เจียงลั่วอวี้ที่นั่งอยู่ใต้ต้นไม้ก็รู้สึกว่าไม่ควรพูดอะไรต่อ ไป๋หมิ่นอวี้ก้มหน้าลงและพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ช้าๆ ชัดๆ “ความหวังของเจ้า มีเราที่นั่น”

        ไม่ว่าเจ้าจะต้องการอะไร และจบอย่างไร

        ความหวังของเจ้า มีเราที่นั่น

        ยังไม่ทันสิ้นเสียง เจียงลั่วอวี้ก็เงยหน้าขึ้น ดวงตาดำขลับมองเห็นลึกลงไปถึงหัวใจชายตรงหน้า ริมฝีปากยิ้มขึ้นแล้วก็หายไป กลับกลายเป็นเช่นเคย

        ไป๋หมิ่นอวี้จ้องคากลับภายใต้ความเงียบ มือเย็นเฉียบยังคงจับที่ข้อมือเขา ดวงตาสีอำพันใสสะอาดไม่มีเงาใดใดซ่อนอยู่

        เจียงลั่วอวี้มองตาอยู่พักใหญ่ เขาถอนหายใจและเอ่ยถาม “เพราะอะไร?”

        ไป๋หมิ่นอวี้กะพริบตาช้าๆ ดวงหน้าเขาพูดไม่แสดงสีหน้าอารมณ์ มีเพียงริมฝีปากที่ปรากฏรอยยิ้ม เสียงของเขาดังขึ้นอย่างช้าๆ เหมือนคนที่ตัดสินใจแล้ว “โลกนี้ไม่มีอะไรแน่นอน”

        เจียงลั่วอวี้เม้มปาก เขารู้สึกแต่เพียงว่ามีแสงสีขาวพาดผ่า เขาจึงกลับมามีสติอีกครั้ง ริมฝีปากยิ้มขึ้นแต่ก็ไม่เหมือนรอยยิ้ม จ้องตาชายที่อยู่ตรงหน้าและพูดขึ้นว่า

        “…อืม”

        เมื่อเห็นว่าเขาไม่ปฏิเสธ ไป๋หมิ่นอวี้ก็ยิ้มชัดเจนขึ้น เขาก้มหน้าลง วางมือข้างที่เพิ่งนวดเสร็จ และคว้ามืออีกข้างขึ้นมา ผมสีดำขับให้ดวงหน้าที่มีแผลของเขายิ่งขาวผุดขึ้นอีก

        “สองคนนี้ให้ข้าเป็นคนจัดเองเอง” ชั่วเวลาธูปหนึ่งดอกผ่านไป เจียงลั่วอวี้ก็มองดูเขาเก็บขวดยาและยืนขึ้น ตอนนี้รอยช้ำที่ข้อมือจางลงมากแล้ว เขาหันไปมองและถามไป๋หมิ่นอวี้ว่า

        “ยังไม่ได้ถามเจ้าเลยว่า คนของข้าไม่มีใครรู้สึกถึงความผิดปกติเลย เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าข้าอยู่ในโลงและถูกพาออกจากจวนจวิ้นหวัง? “

        ไป๋หมิ่นอวี้เงียบไปสักพักและเงยหน้าขึ้น มองเขาด้วยดวงตาสีอำพัน “ข้าไม่กล้าเข้าใกล้ เพราะกลัวเจ้าจะเห็นข้า ตอนเกิดเรื่องก็ไม่รู้สาเหตุ…รู้แต่เพียงว่าต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่าจะตามมาถึงที่นี่…แต่ข้าแอบมองเจ้าตลอดเวลา ไม่เคยให้คลาดสายตาเลย”

        เจียงลั่วอวี้ใจเต้นไปกับคำพูดของเขา พึมพำขึ้นว่า “ตลอดเวลา?”

        ไป๋หมิ่นอวี้พยักหน้าด้วยใบหน้าที่มีรอยแผลแต่ไม่มีอารมณ์ กลับรู้สึกได้ถึงความอบอุ่น

        “ตลอดเวลา”

        เจียงลั่วอวี้ไม่พูดอะไรอีก เขายืนขึ้นจัดแจงความเป็นระเบียบของชุดที่สวมใส่ เดินไปที่รถม้าที่ชายสองคนนั้นอยู่ รอยยิ้มอันน่ากลัวปรากฏที่ริมฝีปาก

        นับตั้งแต่เขาถูกช่วยออกจากโลงและมานั่งที่โคนต้นไม้ ทำให้เขาลำดับเรื่องได้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขา เขาโกรธจนดวงตาแทบลุกเป็นไฟ

        เขาคิดว่าเจียงอิ่งเพิ่งมาถึงจวน ถ้าไม่เตรียมการให้พร้อมคงไม่กล้าลงมือ อีกอย่างเจินซื่อก็แค่อยากได้สมบัติของเขา กว่าที่จะถูกวางแผนให้นอนกับผู้ชายก็อีกตั้งสองปี เขาจึงคิดว่าเจียงอิ่งก็น่าจะรอเวลาเช่นกัน การที่เชิญเขามาดื่มสุราก็คงแค่อยากหลอกถามเรื่องสมุดบัญชีหรือไม่ก็อยากจะให้บทเรียนสักอย่างแก่เขา

        ใครจะคาดคิดว่า เขากลับต้องการจะเอาชีวิต

        ไม่รู้เหมือนกันว่าเจียงอิ่งทำเช่นไรให้มีคนตายในจวนและใส่โลงขนออกมา  คิดไม่ออกว่าเขาเอาศพสลับกับตนอย่างไร รู้เพียงว่าการที่สลบไปน่าจะเป็นเพราะกำยาน โชคดีที่เขาฟื้นขึ้นมาก่อน มิเช่นนั้นคงถูกข่มขืนและจับยัดเข้าโลงฝังดินตายอย่างอนาถาแน่นอน

        ชายสองคนที่ขนโลงออกมาก็คงรับเงินจากเจียงอิ่ง เพราะเขาทั้งสองคนไม่รู้เลยว่าคนในโลงคือใคร และตายแล้วหรือยัง ซ้ำยังคิดจะทำมิดีมิร้าย เจียงอิ่งตั้งใจที่จะใช้สองคนนี้มาเป็นคนขนโลงออกจากจวน

        และต่อให้เขามีชีวิตรอดออกมาได้ การที่เสียความบริสุทธิ์ขณะไว้ทุกข์ ก็ต้องทำให้เขาหมดสิทธิ์สืบทอดตำแหน่งเซียวเหยาหวัง รวมถึงทรัพย์สมบัติทั้งหมดด้วย

        ช่างเป็นแผนที่อำมหิตนัก

        ถ้าไม่ได้ไป๋หมิ่นอวี้ตามมาและจัดการกับสองคนนั้น ต่อให้เขาฟื้นขึ้นมาได้ก็ไม่แน่ว่าในสภาพที่ถูกมัดเขาจะเอาชนะสองคนนั้นได้หรือไม่ และยังเสี่ยงต่อการถูกขืนใจอีกด้วย

        ยิ่งคิดก็ยิ่งคลื่นไส้

        เจียงลั่วอวี้หรี่ตาลง เขาควานหาพัดในแขนเสื้อ ก็คิดขึ้นได้ว่าเขาทิ้งพัดไว้ที่เจียงอิ่ง ก็หน้าเสียขึ้นมา ไป๋หมิ่นอวี้เห็นดังนั้นก็ล้วงแขนเสื้อตนเองและหยิบพัดออกมายื่นส่งให้

        เจียงลั่วอวี้ได้พัดงาช้างคืนก็ยิ้มออก หันไปพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า “ข้าไม่เป็นอะไรแล้ว เจ้ายังมัวยืนเฉยทำไมล่ะ? รีบไปเรียกคนมาช่วยจับสองคนนั้นลงโลง แล้วพาพวกเขาไปสิ”

        ชายสองคนถูกมัดนอนกองรวมกันอยู่บนรถม้า สีหน้าพวกเขาตื่นเต้นและหวาดกลัว พยายามดิ้นรนและขอร้องให้เจียงลั่วอวี้ปล่อยตัวพวกเขาไป

        “ไม่นะ! อย่านะ! น้องชาย ไม่ใช่ๆ ใต้เท้า! ท่านอย่าถือสาพวกเราเลย คิดเสียว่าพวกเราเป็นแค่ลมตดที่ผายออกไปเถอะ! “

        “ใช่ขอรับ ใต้เท้า พวกเราไม่ได้ตั้งใจ อภัยให้กับพวกเราด้วยเถิด…”

        “ถ้าเขามาช้ากว่านี้ สิ่งที่พวกเจ้าไม่ตั้งใจก็คงจะสมความตั้งใจสินะ” เจียงลั่วอวี้ไม่ฟังชายเสียงแหลมและพูดออกไปด้วยเสียงเย็นชา ชายชุดสีครามถูกลมพัดพลิ้ว เขาหันไปมองไป๋หมิ่นอวี้และพูดเสียงเบา “ยังไม่ไปอีก? “

        ไป๋หมิ่นอวี้เงียบไป แล้วก็เงยหน้าขึ้นมาเขาพูดอย่างช้าๆ “เจ้าไม่ฆ่าพวกมันรึ?”

 


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “เกิดใหม่ในร่างเก่า-เจียงลั่วอวี้” : http://bit.ly/2ByRjpi

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/650

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 80-90 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม