0 Views

        เจียงลั่วอวี้ลืมตาขึ้นท่ามกลางความมืด หูของเขาได้ยินเสียงเหมือนรถม้ากำลังวิ่ง ดวงตาของเขายังมองเห็นอะไรไม่ชัดเจน สักพักหนึ่ง เมื่อดวงตาชินกับความมืด เขาก็เห็นแผ่นไม้อยู่ตรงหน้า

        เกิดอะไรขึ้น…ที่นี่ที่ไหนกัน?

        ผ่านไปสักพักเขาก็รู้สึกว่าตัวเองกำลังถูกมัดมือไว้อยู่ ส่วนในปากก็ถูกยัดไว้ด้วยผ้าสีขาว ภาพก่อนที่เขาจะสลบวนกลับมาในหัว ดวงตาเขาเต็มไปด้วยความเคียดแค้น เขาพยายามใช้มือที่อยู่ด้านหลังเลื่อนจากกริชที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อเพื่อจะมาตัดเชือกที่มัดเขาอยู่ แต่แล้วรถม้าก็หยุดขึ้นกะทันหัน

        รถมาที่กระชากหยุดทำให้เขาต้องรีบหดตัวลง ในตอนนี้นิ้วมือของเขาควานหากริชเจอแล้ว เขาเงี่ยหูฟังเสียงที่อยู่ภายนอกแผ่นไม้ที่กั้นอยู่

        เสียงนั้นขาดๆ หายๆ ไม่ชัดเจน ดูเหมือนจะเป็นเสียงของผู้ชายสองคน คนหนึ่งเสียงแหลมและฟังดูไม่น่าไว้ใจคำพูดของชายผู้นั้น ทำให้เขาหรี่ตาตั้งใจฟัง

        “พี่ใหญ่ที่นี่น่าจะใช้ได้แล้วดูสิไม่มีคนเลยสักคน”

        ชายอีกคนหนึ่งที่มีเสียงทุ้มกว่าพูดขึ้น “อย่าคิดว่าข้าไม่รู้ว่า เจ้ากำลังคิดอะไรอยู่เห็นว่าเขาหน้าตาดีใช่ไหม แม้แต่คนของจวนอ๋องเจ้ายังกล้าอีกหรือ ถ้าเขามีชีวิตรอดกลับไปแล้วกลับมาแก้แค้นพวกเราจะทำอย่างไร? “

        ชายเสียงแหลมเล็กหยุดฟังและครุ่นคิด แต่แล้วก็หัวเราะออกมาด้วยน้ำเสียงที่ไม่ใส่ใจอะไรเลยแม้กระทั่งคำว่าคนของจวนอ๋อง เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคนที่อยู่ในรูปมีสถานะอย่างไร

        “พวกที่ถูกพาออกมาจากที่นั่นก็เป็นพวกใช้ไม่ได้ทั้งนั้นแหละ มีแค่คุณชายใหญ่ที่ดูจะฉลาดหน่อยใครจะนึกว่าเราจะพาคนออกมาด้วยการใส่ไปในโลงศพ เราก็แค่พาเขาออกมาจัดการแล้วก็จับยัดใส่ลงไป จากนั้นก็พาไปฟังในหลุม แค่นี้เราก็เสร็จงานตามที่คุณชายใหญ่สั่งไว้แล้วไม่มีอะไรต้องกลัว”

        “โลงศพ? “

        ตอนนี้เขาอยู่ในโลงศพ?

        เจีนงลั่วอวี้ได้ยินดังนั้นก็ตกใจ เขาเผลอทำกริชหล่นไปกระแทกกับขอบโลงจนเกิดเสียงดัง ยังดีที่ว่า ใช้สองคนนั้นกำลังใช้ความคิดจึงไม่ได้ยินเสียงที่เกิดขึ้น

        เมื่อสังเกตจะรู้ว่าสองคนนั้นไม่ได้ยินเสียงที่เกิดขึ้น เขาก็เบาใจ

        ในตอนนี้เขาเกิดความสงสัยมากมายขึ้นในหัว

        เขาไม่ได้กินอาหารหรือดื่มเหล้าเลยแม้แต่คำเดียว แล้วเขาหมดสติไปได้อย่างไร…มาคิดให้ดีก็น่าจะเป็นเพราะกำยานกลิ่นดอกสาลี่

        ในขณะที่เขากำลังคุณคิดก็ได้ยินเสียงคนสองคนนั้นพูดต่อ

        ชายเสียงแหลมทำท่าสูดน้ำลาย พูดเบาๆ กับอีกคน” พี่ใหญ่ เขาหน้าตาดีจริงๆ นะ ข้ายังไม่เคยเห็นที่แขน…เขายังไม่เคยเสียความบริสุทธิ์ด้วย”

        เจียงลั่วอวี้รอฟังชายอีกคนพูดว่าจะทำตามที่สหายของเขาต้องการหรือไม่ “เอาล่ะ เจ้าก็ดีแต่เรื่องพวกนี้ ยังไม่รีบแบกโลงลงมาอีก”

        ชายเสียงแหลมฟังดูก็รู้ว่าคิดจะทำมิดีมิร้ายกับคนในโลงศพ เมื่อเขาฟังผู้ชายเสียงทุ้มตอบกลับ ก็รีบพูดต่อ “พี่ใหญ่ ถ้าอย่างนั้นคนในโลง…”

        ชายเสียงทุ้มเดินวนอยู่รอบโลง ถามชายเสียงแหลม ว่าคนในโลงฟื้นหรือยัง ได้ยินเสียงอะไรหรือไม่

        “ยังไม่ฟื้น ยังนอนอยู่ที่เดิม” ชาย เสียงแหลมรู้ว่าตนเองพอจะมีหวังจึงถามต่อ “พี่ใหญ่ตกลงว่าได้ไหม?”

        “เจ้านี่มันชั่วจริงๆ ทำลายพรหมจรรย์คนอื่นแล้วยังคิดจะฆ่าปิดปากเขาอีก” ผู้ชายเสียงทุ้มกระแอมขึ้นสองทีและเอามือเคาะไปทีโลง

        “ก็ได้ ออกมาไกลขนาดนี้แล้วห่างจากเมืองมากนัก ใช้เวลาเดินทางตั้งหนึ่งคืน ต่อให้เขาฟื้นขึ้นมาได้ ก็คงไม่มีแรงเดินกลับไปเจ้าก็…”

        เจียงลั่วอวี้ได้ยินก็ใจหาย เขาค่อยๆ สะบัดแขนเสื้อเพื่อให้กริช ไปอยู่ข้างเท้าและจะได้ถอดปลอกออกเพื่อจะมาแก้มัดที่ข้อมือ แต่แล้วเขาก็ได้ยินเสียงดังขึ้น

        ฝาโลงค่อยๆ ถูกแง้มและกำลังจะเปิดออก

        เมื่อฝาโลงถูกเปิด แสงอาทิตย์จากฟ้าสีครามก็สาดลงมาโดนตาของเขา จนเขาต้องกะพริบตาเพราะไม่ชินกับแสงและเบื้องหน้าก็ยังมองเห็นสองคนนั้นได้ไม่ชัดเจน

        จนกระทั่งมีมือ ที่เย็นเฉียบมาจับที่ข้อมือของเขาเสียงที่คุ้นเคยดังขึ้น “ข้าเอง”

        เมื่อได้ยินเสียงนั้นเขาก็ตัวแข็งทื่อ ไม่อยากจะเชื่อภาพที่อยู่ตรงหน้าเป็นชายในชุดขาวกำลังคุกเข่า มีมือเย็นเฉียบ รอยแผลเป็นบนหน้า ดวงตาสีอำพันที่ดูกังวล และช่วยเอาผ้าที่อุดอยู่ออกจากปากเขา

        “…ไป๋หมิ่นอวี้?”

        ผู้ชายในชุดขาว จับมือเขาไว้แน่นหน้าที่มีรอยแผลเป็นก้มลงมาใกล้จนผมสีดำขลับคลอเคลียอยู่บนใบหน้าของเขาและมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกสาลี่ในฤดูใบไม้ผลิ เมื่อเขาได้สติก็หายจากอาการกลัว

        ทั้งคู่ค้างอยู่ในอิริยาบถเช่นนั้น จนกระทั่งไป๋หมิ่นอวี้คลายมือจากข้อมืออีกฝ่าย

        ชายหนุ่มในชุดสีขาวค่อยๆ โน้มตัวลงไปและบรรจงโอบอุ้มผู้ที่ถูกมัดขึ้นมาจากในโลงเจ้าสู่อ้อมกอด แล้วค่อยๆ วางลงบนพื้นดิน

        “ขออภัยที่ล่วงเกิน”

        เจียงลั่วอวี้ออกมาจากโลงได้แล้ว แต่อีกฝ่าย

        ยังคงกอดเขาพาเดินไปยังต้นไม้ที่สามารถให้ร่มเงาได้ จากนั้นจึงค่อยค่อยประคองเขานั่งลงที่นั่นและควักเอามีดสั้นสีเงินขึ้นมาตัดเชือกแก้มัดให้กับเขา

        “พวกมันไม่ได้ทำอะไรเจ้าใช่ไหม”

        “ข้าไม่เป็นไร” เจียงลั่วอวี้ในตอนนี้เพิ่งรู้สึกได้ถึงความเจ็บปวดที่ถูกมัด เขาก้มลงมองข้อมือที่ถูกรัดจนเป็นรอยช้ำ จากนั้นเขาก็ต้องตกใจ

        เขามองไปที่รถมาก็เห็นชายสองคนถูกสกัดจุด ค้างอยู่ที่นั่น ใบหน้าของชายสองคนนั้นกำลัง หวาดกลัว เจียงลั่วอวี้เงยหน้าขึ้นถาม

        “นี่เจ้า…วรยุทธ์เจ้าฟื้นคืนมาแล้วหรือ? “

        “ฟื้นคืนมาแล้ว” ไป๋หมิ่นอวี้ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะคิดถึงเรื่องนี้ ทำให้ตัวเขาเองคิดไปถึงเมื่อวันที่ตนถูกไล่ล่าจนกระอักเลือดและเขาคนนี้ผู้ที่อยู่ตรงหน้า เป็นคนมาช่วยไว้ สีหน้ายังคงเหมือนเดิม แต่ที่เพิ่มเติมขึ้นมาคือแววตาที่อ่อนโยน ” ตั้งแต่วันนั้น วันที่เจ้าเป่าขลุ่ย”

        เจียงลั่วอวี้ได้ยินคำตอบก็หยุดชะงักไป เขามองอีกฝ่ายก่อนที่จะเอ่ยขึ้นด้วยความสงสัย”เจ้า…”

        ไป๋หมิ่นอวี้ฟังน้ำเสียงออก เขาจ้องตากันอยู่สักครู่ ดูเหมือนว่าชายชุดขาวในวันนี้จะต่างจากเมื่อหลายเดือนก่อน

        “ดูเหมือนเจ้าจะสูงขึ้นเยอะ?” เจียงลั่วอวี้มองอีกฝ่าย ก่อนจะยื่นมือไปจับข้อมือเบาๆ “ดูเหมือนว่า…”

        เพียงแค่ไม่กี่เดือน มาเจอกันครานี้ ไป๋หมิ่นอวี้ดู…ดูสูงกว่าเขาแล้ว?

        ผู้ชายในชุดขาวมองดูสีหน้าอีกฝ่ายที่เปลี่ยนไป ดูเหมือนว่าเขายังคงสงสัย จึงเม้มปากขึ้นและจ้องตาพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง “เดือนหน้า ข้าก็จะอายุครบ 16 ปี”

        เจียงลั่วอวี้ตกตะลึง “อะไรนะ?”

        ในตอนนี้เขาเห็นอีกฝ่ายที่หนึ่งยองๆ อยู่หน้าเขา ดวงตาสีอำพันเหมือนมีรอยยิ้ม มุมปากก็ดูเหมือนจะยกขึ้นเล็กน้อย เจียงลั่วอวี้ยังคงไม่อยากจะเชื่อสิ่งที่อยู่เบื้องหน้า ได้แต่จ้องหน้าและกะพริบตามองอีกฝ่าย

 


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “เกิดใหม่ในร่างเก่า-เจียงลั่วอวี้” : http://bit.ly/2ByRjpi

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/650

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 80-90 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม