0 Views

        “ซื่อจื่อบุตรเซียวเหยาหวัง? ” เจียงอิ่งขมวดคิ้ว คิดไม่ถึงว่าจะเกี่ยวข้องกับคนที่เพิ่งเจอเมื่อครู่ ความโกรธจึงลดลงและใช้ความคิดมากขึ้น “เรื่องนี้เกี่ยวพันกับเขาได้อย่างไร? ในเมื่อชิงหงเป็นคนของสวนเจินเวย เหตุใดจึงถูกส่งไปรับใช้ที่นั่น แล้วไปทำอะไรไว้บ้าง?”

        โหมวโม่วไม่คิดว่าเมื่อนายน้อยได้ยินชื่อคนร้ายจะกลายเป็นสงสัยอะไรขึ้นมาแทน นางรีบพูดต่อ “เรียนคุณชายใหญ่ เป็นเพราะพระชายาส่งนางไปสอดแนมที่นั่นเจ้าค่ะ”

        “สอดแนม? ” เจียงอิ่งหรี่ตาครุ่นคิด ถามต่อด้วยน้ำเสียงที่สงบลงมา “สอดแนมเรื่องอะไร? “

        โหมวโม่วไม่รู้ว่าตนเองพูดอะไรผิดไป เพราะอยู่ๆ ท่าทีของเจียงอิ่งก็กลับกลายเป็นเย็นชา นางกลัวเขาว่าจะไม่พอใจและไม่แก้แค้นให้หลานสาว จึงรีบอธิบาย

        “เรียนคุณชายใหญ่ พระชายาก็ทำเพื่อท่าน ซื่อจื่อเป็นคนสองเพศ เขามีสมบัติมากมายและตอนนั้นคุณหนูก็ยังไม่ได้เข้าวัง คุณชายใหญ่ก็รู้นี่เจ้าคะถ้าจะกลับมารับราชการก็จะต้องใช้เงินจำนวนมาก”

        เมื่อพูดจบ นางก็สังเกตดูสีหน้าของเจียงอิ่ง  และก็เป็นไปตามคาดดูเหมือนว่าสีหน้าเขาจะอ่อนโยนลงนางรู้ว่านางมาถูกทางแล้วจึงรีบพูดต่อ

        “ช่วงนี้ดูเหมือนว่าพระชายาจะต้องใช้เงินไม่น้อยจึงคิดไปถึงมรดกของเซียวเหยาหวัง ก็เลยให้ชิงหงไปเป็นสาวใช้ เพื่อจะขโมยสมุดบัญชี แต่ก็เพราะนางฉลาดเกินไปแล้วนางยังเป็นคนที่ซื่อสัตย์ภักดีต่อพระชายาก็เลย…”

        “ไม่ต้องพูดแล้ว ข้าเข้าใจหมดแล้ว”

        เขาไม่รอให้อีกฝ่ายพูดต่อ เจียงอิ่งก้มหน้าครุ่นคิดด้วยแววตาที่เป็นประกาย เขาเดินออกไปทางประตูและพูดขึ้นว่า

        “เดิมทีการที่ส่งชิงหงไปอยู่ที่นั่นไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงเพราะว่าเขายังอยู่ในช่วงไว้ทุกข์ไม่สามารถมีเมียได้ ถ้าต้องการที่จะ ได้มรดกก็ต้องหาผู้ชายมาหนึ่งคนมาทำให้เขาเสียชื่อเสียง ส่วนทายาทลำดับต่อไปที่เป็นน้องชายต่างแม่ ก็ยังไม่ถึงวัยสืบทอด ถ้าเป็นเช่นนี้สมบัติทั้งหมดก็จะต้องตกอยู่ภายใต้การดูแลของจวนจวิ้นหวังแทน”

        พูดจบรอยยิ้มของเขาก็ชัดเจนยิ่งขึ้น ใบหน้าด้านข้างภายใต้แสงอาทิตย์ดูเหมือนจะภาคภูมิใจในตัวเอง เขายกมือขึ้นลูบคลำกิ่งต้นสาลี่และพูดต่อ

        “รอจนสมบัติตกมาอยู่ภายใต้การดูแลของพวกเรา แล้วเงินทองจะหายไปไหนมันก็ไม่เกี่ยวกับเขาแล้ว”

        สาวใช้คนสนิทได้ยินนายน้อย กล่าวเช่นนั้นนางรู้สึกตกตะลึงเพราะความคิดของเขาเหมือนกับมารดาไม่มีผิดเพี้ยน เมื่อนึกย้อนไปถึงตอนที่นายน้อยเพิ่งออกไปจากจวน สมัยนั้นยังเป็นหนุ่มเจ้าสำราญไม่คิดว่ากลับมาคราวนี้จะสุขุมลุ่มลึกมากขึ้นกว่าก่อนนางดีใจแทนจริงๆ

        “คุณชายใหญ่กับพระชายาคิดเหมือนกันเลยเจ้าค่ะ แต่ว่านับตั้งแต่คุณหนูเกิดเรื่อง พระชายาก็ป่วยหนัก เรื่องราวน้อยใหญ่ถูกส่งให้มู่ซื่อเป็นคนดูแลแทนดังนั้นการจะลงมือกับเขาจึงไม่ใช่เรื่องง่าย”

        ตอนนี้นางคิดแต่จะแก้แค้นซื่อจื่อ ที่สามารถเอาตัวรอดไปได้ทุกครั้งจากแผนการของพระชายานางรู้สึกว่าแผนการแก้แค้นให้หลานสาวกำลังจะสำเร็จลงแล้ว เสียงร้องไห้นางก็ดังยิ่งขึ้นกว่าเดิม

        “คุณชายเจ้าคะ ชิงหง…นางเป็นสาวน้อยบริสุทธิ์ นางทำทุกอย่างตามคำสั่ง แต่กลับถูกเขาตีตาย คุณชายเป็นชายในดวงใจของนาง ต้องแก้แค้นให้นางนะเจ้าคะ”

        เขาเห็นแม่นมเสียใจ ตัวเองก็เศร้าเช่นกัน คิดไปถึงเมื่อตอนเช้าที่ได้เจอกับชายคนนั้น ไม่ว่าจะแววตาหรือรอยยิ้มดูเหมือนจะไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น เขาครุ่นคิดและเอ่ยปาก “เรื่องนี้เดี๋ยวข้าจะจัดการเอง อย่าเสียใจไปเลย เอาหูมานี่สิ”

        นางได้ยินในน้อยพูดดังนั้นก็รู้ว่านายน้อยรับปากที่จะแก้แค้นให้ตน นางพยักหน้าและเขยิบตัวเข้าไปใกล้ใกล้  “เจ้าค่ะๆ …”

        “เขาก็เป็นแค่คนสองเพศไม่ใช่หรือ” หลังจากพูดจบเขาก็มองแม่นมเดินจากไป แววตาและรอยยิ้ม ของเขาเขาดูประหลาด จากนั้นก็บ่นพึมพำกับตนเอง “ยังดีที่เป็นแค่คนสองเพศ”

        เช้าวันถัดมาในเวลาเที่ยงที่สวนฝั่งตะวันตก เจียงลั่วอวี้กำลังก้มหน้าอ่านหนังสือบทกลอน

        บนแผ่นกระดาษสีเหลืองซีดสังเกตเห็นได้ว่ามีตัวหนังสือสีแดงเขียนอยู่ นิ้วมือของเค้าเขยื้อนหนีตัวหนังสือสีแดง เมื่อเขาขยับนิ้วกลับมาสัมผัสที่ตัวหนังสือนั้น ก็รู้สึกเหมือนโดนไฟลวก จนต้องรีบชักมือหนี

        ดูเหมือนว่าจะถูกเขียนขึ้นเมื่อไม่นานมานี้หมึกสีแดงยังคงไม่แห้งดีตัวหนังสือพวกนี้เคยถูกเขียนขึ้นโดยฝีมือคนที่เคยนั่งอยู่บนตั่ง ที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก

        เขาคนนั้น…เขาคนนั้นเป็นใครกัน?

        เมื่อคิดได้ดังนั้นก็เหมือนมีเงาร่างสีขาวผ่านตาไปนิ้วมือของเขาคลายออก หนังสือในมือหลุดร่วงออกจากปลายนิ้วหล่นลงบนพื้นที่ข้างเท้าของเขา

        “เรียนซื่อจื่อ เมื่อครู่มีบ่าวผู้ชายเข้ามาบอกว่า…” ในขณะที่ เขาก้มหน้ามองดูหนังสือที่ปลายเท้า เขาก็กำหมัดแน่น ทันใดนั้นก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น เป็นเสียงของซุ่ยเยวี่ยกำลังแง้มเปิดเข้ามา

        เมื่อเข้ามาถึงนางก็เห็นนายน้อยของตนกำลัง เหม่อลอย ที่ปลายเท้าเป็นหนังสือบทกลอนที่คุ้นเคยนางรู้ได้ทันทีว่าเขากำลังคิดถึงไป๋ซวงจื่ออีกแล้ว นางได้แต่ถอนหายใจและก้มลงเก็บหนังสือดังกล่าว “ซื่อจื่อเจ้าคะ”

        “ไม่มีอะไร” เขากลับมามีสติขึ้นอีกครั้ง สีหน้าเปลี่ยนเป็นปกติและหันไปถามสาวใช้ว่า “มีเรื่องอะไร”

        นางรีบตอบนายน้อย “บ่าวผู้นั้นเป็นคนของคุณชายใหญ่ที่สวนซิวจู๋ เขาให้มาเรียนเชิญท่านไปดื่มด้วยกันในตอนเที่ยงวันนี้เจ้าค่ะ”

        “เขาชวนข้าไปดื่มคนเดียวรึ?” มันดูหน้าแปลกประหลาดจนต้องเบิกตาขึ้น เขาเคาะนิ้วมือไปบนเก้าอี้และใช้ความคิด “เจ้าไม่ได้ฟังผิดใช่ไหมเขาพูดเช่นนี้จริงหรือ? “

        สาวใช้พยักหน้าด้วยความมั่นใจ “ไม่ได้ฟังผิดแน่นอนเจ้าค่ะ”

        “น่าแปลกจริง” มือของเขาหยุดชะงัก ดวงตามองออกไปที่นอกหน้าต่าง และพูดเสียงเบาเบาขึ้นว่า “เขาเพิ่งจะเข้ามาถึงจวนได้ไม่กี่วัน มาถึงก็แสดงอาการขาดความเคารพต่อมู่ซื่อ แม่ของเขาก็กำลังนอนป่วย เขาน่าจะหาทางเอาอำนาจคืนมาไว้ในมือ จะได้มีเงินทองไปติดสินบนเพื่ออาชีพการงานของตน…”

        เขาครุ่นคิดหลังพูดจบ สาวใช้เกิดความคลางแคลงใจจึงเรียกขาน “ซื่อจื่อ?”

        เขาหลับตาลงและก็เหมือนคิดอะไรได้ขึ้นมา รอยยิ้มปรากฏขึ้นอีกครั้งและพูดกับสาวใช้ว่า “ไม่เป็นไร เจ้าไปเรียนคุณชายใหญ่ ข้าจะไปหาเขา”

        ซุ่ยเยวี่ยเดิมทีคิดว่านายน้อยของตนจะไม่ไป แต่เมื่อได้ยินเช่นนี้จึงถามกลับ “ท่านจะไปจริงๆ หรือเจ้าคะ แต่ว่า…”

        “ไม่เป็นไร เค้าไม่น่าจะมีวรยุทธ์อะไร ที่นี่ก็ยังมีคนของเราซ่อนตัวอยู่อีกมาก ต่อให้พวกเจ้าไม่อยู่ข้างกายข้า ถ้ามีอะไรเกิดขึ้น ข้าก็พอจะแก้ไขได้ เจ้าไม่ต้องเป็นห่วง” พูดจบเขาก็ยืนขึ้นค่อยค่อยปัดชายแขนเสื้อรอยยิ้มดูเหมือนจะจางลงเล็กน้อย

        “เขาอุตส่าห์ส่งบ่าวมาเชิญข้า ถ้าข้าไม่ไปก็เท่ากับว่าเป็นการบอกให้เขารู้ว่าข้ากับแม่ของเขามีปัญหากัน ดังนั้นการที่เค้าเชิญถ้าไปในครั้งนี้เขาจะกล้าทำอะไรข้าได้อย่างไร? “

        ซุ่ยเยวี่นได้ยินว่านายน้อยจะต้องไปให้ได้ ก็ไม่มีเหตุผลจะขัดขวาง ได้แต่ขานรับ “เจ้าค่ะ ซื่อจื่อ”

        ผ่านไปครึ่งชั่วยาม เจียงลั่วอวี้ในชุดสีครามและปิ่นสีครามก็พาเหมียนซิงไปยังสวนซิวจู๋ เมื่อไปถึงประตู บ่าวผู้ชายก็เดินมาต้อนรับโค้งคำนับและพูดว่า

        “คุณชายใหญ่กำลังรอท่านอยู่ที่ศาลาเชิญท่านเดินไปตามระเบียงก็จะได้พบกับคุณชายใหญ่เองขอรับ”

        ทันทีที่ได้ยินเขาก็รู้ทันทีว่าอีกฝ่ายต้องการให้ต้นไปพบแต่เพียงผู้เดียว ในใจจึงต้องเตรียมการให้พร้อมเขาจึงหันกลับไปพูดกับผู้ที่ติดตามมาด้วย “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เหมียนซิง”

        เหมียนซิงก็ฟังออกว่าอีกฝ่ายต้องการอะไร จึงแสดงสีหน้ากังวล เขาก้าวออกมาข้างหน้าและขานรับ “ขอรับ ซื่อจื่อ ท่าน…”

 


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “เกิดใหม่ในร่างเก่า-เจียงลั่วอวี้” : http://bit.ly/2ByRjpi

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/650

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 80-90 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม