0 Views

        องค์หญิงเป็นคนถือธรรมเนียม เมื่อเห็นว่าหลานชายทั้งสองต่างแสดงความเคารพซึ่งกันและกัน ก็รู้สึกได้ถึงความผูกพันรักใคร่กลมเกลียว นางยิ้มและหันไปหาเจียงสยงพร้อมกับชี้นิ้วไปที่เจียงลั่วอวี้ “ดูเจ้าพูดเข้าสิ เล่นลิ้นเก่งนัก น่าตีจริงๆ”

        เจียงลั่วอวี้มองดูเจียงสยงที่หันมามองเขาหลังจากที่เขาชมลูกชายตนว่าสง่างามก็รู้สึกขนลุก เขายิ้มและโต้ตอบ “ท่านย่า ท่านอย่าว่าข้าสิขอรับ ท่านพี่มองอยู่นะ”

        “เอาล่ะๆๆ เจ้านี่ช่างพูดเสียจริง” องค์หญิงหัวเราะชอบใจในท่าทางไม่ยอมคนของเจียงลั่วอวี้ จากนั้นหันไปมองและพูดกับมู่ซื่อที่ยืนเงียบอยู่

        “เจ้าบอกว่าเตรียมงานเลี้ยงไว้นี่นา ทำไมยังไม่รีบพาข้ากับท่านอ๋องไปอีกเล่า? อย่าปล่อยให้หลานข้าหิวสิ”

        มู่ซื่อได้ยินองค์หญิงพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนแต่แฝงนัยห่วงใยเจียงอิ่ง นางก็ได้แต่สงบระงับความพอใจเอาไว้และขานตอบ “เพคะ ท่านแม่”

        งานเลี้ยงที่แต่ละคนล้วนมีแผนการในใจผ่านพ้นไปแล้ว องค์หญิงกลับไปพักผ่อน คนอื่นๆ ก็วางตะเกียบลง เจียงสยงรู้ว่าเรื่องวันนี้ทำให้มู่ซื่อรู้สึกน้อยใจ เมื่อนางเดินออกไป เขาก็ลุกขึ้นเดินตามออกไป ดูท่าว่าคืนนี้เขาคงจะไปพักยังห้องของนาง

        เมื่อทั้งสองจากไป เจินซื่อที่ปกติจะต้องแสดงอาการหึงหวงจนขาดสติเมื่อสามีไปนอนกับหญิงอื่น หรือไม่ก็จะต้องสบถด่าลับหลัง แต่ครั้งนี้นางกลับไปทำเช่นนั้น นางรีบพุ่งตัวเข้าไปกระซิบกระซาบกับลูกชายหัวแก้วหัวแหวน

        เจียงอิ่งสังเกตเห็นสายตาของเจียงลั่วอวี้ที่มองมาที่พวกตน เขาก็รีบยกมือขึ้นบอกให้เจินซื่อหยุดพูดก่อน จากนั้นก็ยิ้มและประคองนางลุกขึ้น พานางกลับไปยังสวนเจินเวยอันเป็นที่พำนัก

        เจียงลั่วอวี้ยืนขึ้น สะบัดพัดคลี่โบกไปมาท่ามกลางแสงตะวันด้วยรอยยิ้มบางๆ และกำลังพูดกับตนเอง “เจอกันครั้งแรกก็รู้ว่าคุณชายใหญ่นี่ไม่ธรรมดาเลย”

        เหมียนซิงและซุ่ยเยวี่ยได้ยินก็รู้สึกประหลาดและมองตากันเองไปมา ซุ่ยเยวี่ยรวบรวมความกล้าถามขึ้นด้วยความสงสัย “ซื่อจื่อหมายความว่ากระไรเจ้าคะ?”

        เจียงลั่วอวี้หันไปมองนางด้วยท่าทีเย็นชาและเอ่ยว่า “เจอกันครั้งแรก เขาก็กล้าเรียกมู่ซื่อที่กำลังกุมอำนาจในจวนนี้ว่าเป็นแค่แม่รอง คิดดูสิว่าเขาใจกล้าขนาดไหน?”

        มู่ซื่อแต่งเข้ามาที่จวนจวิ้นหวังตามธรรมเนียมทุกประการ นางเป็นน้องสาวร่วมมารดากับมู่เสวียนเย่ผู้เป็นอัครมหาเสนาบดีฝ่ายขวา ตามธรรมเนียมแล้ว เจิ้งเฟยผู้เป็นชายาเอกกับผิงเฟยผู้เป็นชายาอีกคนมีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน เจียงอิ่งในฐานะเป็นลูกชายคนโตของชายาเอก ควรจะต้องขานเรียกนางว่าท่านแม่จึงจะถูกต้อง

        การเรียกว่าแม่รองหรืออี๋เหนียง เป็นความตั้งใจของเจียงอิ่งที่จะให้อีกฝ่ายได้รับความอับอาย

        ที่น่าตกใจกว่าก็คือ แม้ว่าเจียงอิ่งจะพูดจาดูถูกมู่ซื่อจนนางหน้าเสีย แต่ในที่แห่งนั้นกลับไม่มีใครคัดค้านหรือเอ่ยปากขึ้นแก้ไขใดใดทั้งสิ้น มิหนำซ้ำองค์หญิงยังช่วยเปลี่ยนเรื่องกลบเกลื่อนให้เจียงอิ่ง ทำเอาเจียงลั่วอวี้ต้องเก็บมาคิดหนัก

        จากเหตุการณ์นี้ทำให้รู้ได้เลยว่าสถานภาพของเจียงอิ่งในจวนแห่งนี้สูงส่งยิ่งกว่าเจียงฮุ่ยมากนัก

        เจียงลั่วอวี้มองต่ำครุ่นคิดเรื่องนี้ไปมา

        ซุ่ยเจวี่ยไม่กล้ารบกวนนายน้อยที่กำลังใช้ความคิด แต่แล้วนางก็พลันมองเห็นเงาสีขาวที่ระเบียงทางเดินที่อยู่ไกลพาดผ่านสายตาหายไป นางได้แต่เบิกตามอง

        เจียงลั่วอวี้สังเกตเห็นว่านางมีอาการแปลกไป ก็หันไปมองที่ระเบียงแต่ก็ไม่เห็นอะไรอยู่ตรงนั้น จึงถามขึ้นง่า “มีอะไร?”

        ซุ่ยเยวี่ยมองดูตรงหน้า สิ่งที่เพิ่งเห็นหายไปแล้ว นางจึงได้แต่ส่ายหัวและก้มหน้าลง “ไม่มีอะไรเจ้าค่ะ ซื่อจื่อจะกลับกันเลยไหมเจ้าคะ”

        เจียงลั่วอวี้สังเกตสีหน้านางแล้วก็เข้าใจว่าไม่มีอะไรจริงๆ เขารวบพัดและหันไปพูดกับนางและเหมียนซิง “ตอนนี้หูตาของเจินซื่อเหลือไม่เท่าไรแล้ว แต่คุณชายใหญ่กลับมา ไม่รู้ว่าจะมีเรื่องอะไรขึ้นมาอีก พวกเจ้ากำชับคนในที่พักของเราให้ระวังให้มาก เข้าใจไหม?”

        เหมียนซิงและซุ่ยเยวี่ยขานตอบ “น้อมรับคำสั่ง”

        ซุ่นเยวี้ยและเหมียนซิงเดินครุ่นคิดเรื่องคำสั่งนายน้อยพลางเดินตามเขากลับที่พักไป ส่วนที่สวนเจินเวยที่ห่างจากที่พักองค์หญิงไม่ไกลก็กำลังจัดการต้อนรับการกลับมาของคุณชายใหญ่อย่างครึกครื้น

        หลังจากงานเลี้ยงรับรองเสร็จสิ้น เจินซื่อก็พาเจียงอิ่งมาที่ห้องของนาง ไล่บรรดาสาวใช้ทั้งหมดออกไปจากห้องและนั่งคุยกันตามประสาแม่ลูก สาวใช้คนสนิทของนางที่อยู่ด้านนอกเดินกระสับกระส่ายไปมาที่หน้าประตู นางจะรอให้ทั้งคู่สนทนาเสร็จ แล้วนางก็จะรีบไปเล่าเรื่องที่ชิงหงถูกตีจนตายให้คุณชายฟัง

        ผ่านไปครึ่งชั่วยาม เนื่องจากเจินซื่อยังไม่หายจากอาการป่วย นางจึงไม่มีเรี่ยวแรงมากนัก นางเรียกให้สาวใช้นำยามาให้นาง ผ่านไปอีกครึ่งชั่วยาม คุณชายใหญ่ที่หน้าตายิ้มแย้มก็เดินออกมาพร้อมสาวใช้ตามคาดหมาย

        “คุณชายใหญ่เจ้าคะ” นางโผคัวไปหยุดที่หน้าบันไดและคุกเข่าลงคำนับ เสียงที่แก่ชราแต่เต็มไปด้วยความหวังและความดีใจ “ข้าน้อยคารวะคุณชายใหญ่! ขอต้อนรับกลับสู่จวนของเรานะเจ้าคะ! “

        “โหมวโม่วลุกขึ้นเถอะ” เจียงอิ่งที่กำลังกะว่าจะพูดคุยกับสาวใช้คนใหม่ที่หน้าตาสะสวยต้องหยุดชะงักเพราะเห็นสาวใช้คนสนิทของแม่ตนคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าด้วยอาการดีใจเป็นที่สุด เขายิ้มและพูดขึ้นมา

        “โหมวโม่วเป็นแม่นมของอิ่งเอ๋อร์ ไม่ต้องคุกเข่าให้อิ่งเอ๋อร์เช่นนี้ ก่อนที่ข้าจะจากไปก็เคยบอกไว้แล้ว ทำไมไม่ฟังข้าเลย? “

        นางได้ยินนายน้อยพูดเช่นนี้ก็รู้สึกตื้นตันใจและมั่นใจว่าสิ่งที่นางคิดต้องสำเร็จ “ข้าน้อยมิกล้า คุณชายใหญ่อย่าพูดเช่นนี้เลย”

        “ไม่เจอกันนาน ดูเหมือนโหมวโม่วจะซูบผอมไปนะ หรือว่ามีเรื่องอะไรให้กลุ้มใจ? ” เจียงอิ่งพูดพลางยิ้มให้กับนางผู้ที่ดูแลมารดาตนมาตลอดหลายปี อีกทั้งยังเคยเป็นแม่นมของเขาตั้งแต่เกิด “โหมวโม่วมีเรื่องอะไรในใจก็เล่ามา มีอะไรให้ไม่สบายใจหรือเปล่า? “

        นางได้ยินดังนั้น ความแค้นก็พุ่งพล่าน นางคุกเข่าลงและรั้งแขนเสื้อเขาไว้ “คุณชายใหญ่! ท่านต้องคืนความเป็นธรรมให้ข้าน้อย หลานสาวข้าน่าสงสารนัก…”

        “หลานสาว? หมายถึงน้องชิงหงที่โตมากับข้างั้นรึ?” เขาพูดพลางกวาดตามองไปรอบๆ แต่ก็ไม่เห็นร่างในชุดสีแดงที่คุ้นเคย ได้แต่ขมวดคิ้วถามต่อ

        “ใช่แล้ว ตอนนี้น้องชิงหงน่าจะโตเป็นสาวสวยแล้วนะ ทำไมนางไม่มาพบข้าล่ะ? “

        น้ำเสียงของเจียงอิ่งทำให้นางรู้ว่าเขายังคงระลึกถึงหลานสาวของนางคนนี้ จึงคลานเข่าเข้าไปใกล้ขึ้นและดึงชายแขนเสื้อไว้พร้อมกับร้องไห้รำพัน “เรียนคุณชายใหญ่ ชิงหงนาง…ตอนที่ท่านไม่อยู่ เกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้นกับนาง…”

        ได้ยินว่าชิงหงเกิดเรื่อง เจียงอิ่งก็หน้าเสีย “เล่ามา เกิดอะไรขึ้นกับนาง?”

        “เดิมที…เดิมทีนางก็ถึงวัยที่พร้อมแล้ว รูปร่างหน้าตาก็สะสวย ข้าน้อยคิดว่าจะรอจนคุณชายใหญ่กลับมา ก็จะส่งนางไปรับใช้ เป็นเมียทาสก็ยังดี” นางยังคงไม่ตอบคำถามเจียงอิ่งและรั้งแขนเสื้อไว้อยู่ สะอึกสะอื้นพูดต่อ

        “คิดไม่ถึงว่านางจะอาภัพ คุณชายยังไม่ทันกลับมา นาง…นางก็จากไปเสียแล้ว! “

        “ใครทำ?” เจียงอิ่งเดิมแค่สงสัยที่ไม่เห็นชิงหงในสวนเจินเวย เมื่อรู้ว่านางถูกคนจัดการ ก็รู้สึกเหมือนตนถูกดูถูก ตอนนี้เขาโกรธจัดและพูดเสียงดัง “ใครกันที่บังอาจมาฆ่าน้องชิงหง? “

        แม่นมของเจียงอิ่งเห็นนายน้อยโกรธจนหน้าเปลี่ยนสี นางก็แอบดีใจ แต่ยังคงตีหน้าเศร้าร้องไห้ต่อ “เรียนคุณชายใหญ่…คนที่ฆ่า…คือซื่อจื่อแห่งเซียวเหยาหวังเจ้าค่ะ…”

 


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “เกิดใหม่ในร่างเก่า-เจียงลั่วอวี้” : http://bit.ly/2ByRjpi

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/650

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 80-90 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม