0 Views

        ฤดูใบไม้ร่วงมาถึงแล้ว ข่าวคราวเรื่องเจียงฮุ่ยได้รับแต่งตั้งก็เริ่มซาลง เหลือเพียงเจินซื่อที่ยังคงคิดมากกับเรื่องนี้จนป่วยติดต่อกันมาหลายเดือน กิจการน้อยใหญ่ในบ้านจึงตกไปอยู่ในมือของมู่ซื่อแทน

        อำนาจทั้งหมดตกมาอยู่ในมือมู่ซื่อ นางดีใจจนยิ้มแฉ่งมาตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา

        อากาศเริ่มเย็นลงทุกที เจียงลั่วอวี้เปลี่ยนมาใส่ชุดที่หนาขึ้น ชุดสีครามถูกแสงแดดสะท้อนลวดลายสีเทาอ่อนราวกับมีชีวิต รอยยิ้มอ่อนๆ ยังคงอยู่บนใบหน้าที่ไร้อารมณ์

        เขาเดินออกมาจากห้องขององค์หญิงลี่หยางหลังจากมาคารวะตามธรรมเนียมในตอนเช้าตรู่ เขาปราดตามองไปที่มุมมืดของระเบียงคด จากนั้นมองกลับมาที่ฝ่ามือตนเอง ดูคล้ายว่าจะบังเกิดความรู้สึกบางอย่างในใจ แต่พูดออกมาเป็นคำพูดไม่ได้

        เหมียนซิงที่คอยยืนรับใช้ก็ไม่เคยเห็นอาการเช่นนี้มาก่อน ได้แต่ยื่นมือไปประคองแขนและกล่าว “ซื่อจื่อ วันก่อนทางหานเจียงเก๋อส่งข่าวมาว่า อีกสามวันเจียงอิ่งจะกลับมาถึงที่จวนนี้ขอรับ”

        “เจียงอิ่งกลับมาก็ดีแล้ว” เจียงลั่วอวี้ได้ฟังดังนั้นก็ยิ้มชัดขึ้น หันไปพูดกับเหมียนซิง “ให้เจินซื่อได้เจอหน้าลูกชายหัวแก้วหัวแหวน แล้วพากันเข้าวังไปพบกับฮุ่ยเฟย คงจะร้องไห้คร่ำครวญกันยกใหญ่ ก็ดี จะได้ไม่ไปทำร้ายใครได้อีก”

        เหมียนซิงไม่กล้าขานรับ แต่ย่อตัวแสดงความเห็นด้วยแทน กำลังจะเงยหน้ามอง ก็ได้ยินเสียงนายน้อยที่ดูกังวลและคลุมเครือราวกับเสียงนั้นแทรกอยู่กับลมหนาวในฤดูใบไม้ร่วง

        “พักนี้ ที่นอกสวนเจ้าได้…”

        เหมียนซิงยืนอยู่ห่างจากเขาระยะหนึ่ง และเมื่อครู่มีลมหอบผ่านมา ทำให้เขาได้ยินไม่ชัดจึงขมวดคิ้วถาม “ซื่อจื่อ ท่านว่ากระไรนะขอรับ?”

        “ไม่มีอะไร” เจียงลั่วอวี้มองไปที่มุมมืดของระเบียงทางเดิน ยื่นมือที่แบออกไปด้านหน้าราวกับจะคว้าอะไรบางอย่าง จากนั้นก็ชักมือกลับเข้าหาตัว แววตาที่ดูเลื่อนลอยค่อยๆ กลับเป็นปกติ

        “ไปกันเถอะ ข้าเหนื่อยแล้ว กลับสวนมรกตกัน”

        เหมียนซิงไม่ค่อยเข้าใจ แต่ก็ไม่กล้าเอ่ยปากถามต่อ ได้แต่ขานรับ “ขอรับ”

        สามวันถัดมา ในเวลาเช้าตรู่ก็มีคนมากมายมารอในห้องขององค์หญิงลี่หยางอยู่ก่อนแล้ว

        เจียงลั่วอวี้ยืนสงบที่มุมหนึ่ง แสงแดดจากนอกหน้าต่างสาดส่องมาที่เขาทำให้ยิ่งดูสง่างาม รอยยิ้มอ่อนๆ และนิ้วมือที่เกี่ยวกันเองภายใต้แขนเสื้อทำให้รู้ว่าเขากำลังครุ่นคิด

        ในขณะที่เจินซื่อซึ่งนั่งอยู่บนเบาะตรงหน้าเขาดูมีท่าทางกระวนกระวาย คอยยื่นคอมองไปด้านนอกทุกครั้งที่ได้ยินเสียงฝีเท้าคนเดิน ใบหน้าที่ขาวซีดจากอาการป่วยกับดวงตาที่เปี่ยมด้วยการรอคอยยังคงชะเง้อมองออกไปเป็นระยะ

        ในชาติที่แล้วเจียงลั่วอวี้ไม่เคยพบกับเจียงอิ่ง เมื่อเห็นเจินซื่อที่คอยชะเง้อตารอคอยด้วยความร้อนลนก็รู้สึกประหลาดใจมากยิ่งขึ้น

        ชั่วเวลาจิบชาครึ่งถ้วยผ่านไป พร้อมกับลูกประคำในมือองค์หญิงที่ถูกนับไปเรื่อยๆ คอของเจินซื่อที่ชะแง้แลดูก็เหมือนจะยืดยาวขึ้นอีก สักพักก็มีเสียงฝีเท้าและสาวใช้รายงานดังเข้ามา “ทุกท่านเจ้าคะ คุณชายกลับมาถึงแล้วเจ้าค่ะ”

        องค์หญิงยังคงนั่งนิ่งไม่แสดงอาการ ในขณะที่เจินซื่อจะรีบลุกขึ้นยืนเพื่อออกไปต้อยรับลูกชายสุดที่รัก แต่แล้วเจียงสยงที่นั่งอยู่อีกฝั่งก็ส่งสายตาอันเย็นเฉียบไปที่นาง ทำเอานางรีบลดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ตามเดิม

        มู่ซื่อเห็นหน้าตาเจินซื่อที่ไม่พอใจก็รู้สึกสมน้ำหน้าและแอบยิ้มเยาะเย้ย นางมองไปที่ประตูทางเข้าที่ม่านยังไม่ถูกเปิดออก ในใจก็รู้สึกกังวล

        กังวล?

        เจียงลั่วอวี้สังเกตสีหน้าและท่าทางของแต่ละคน เขาขมวดคิ้วขึ้นด้วยรู้สึกประหลาดใจที่มู่ซื่อมีสีหน้าเช่นนั้น

        ก็แค่คุณชายที่ไม่มีอำนาจในบ้านกลับมา แม้ว่าจะเป็นบุตรชายคนโต แต่ไม่ใช่หน้าที่ผู้ชายที่จะต้องมาดูแลเรื่องภายในบ้าน มู่ซื่อในฐานะชายาจวิ้นหวังก็ถือเป็นเจ้านายอยู่แล้ว มีอะไรให้น่ากังวล?

        เจียงลั่วอวี้กำลังครุ่นคิดก็ได้ยินเสียงฝีเท้าดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ จนกระทั่งม่านถูกเปิดออก ชายหนุ่มอายุยี่สิบปีในชุดสีน้ำเงินตัวสูงสง่าหน้าตาหมดจดดูคล้ายเจียงสยง เขาเงยหน้าขึ้นมองและคุกเข่าลงคารวะองค์หญิง

        “ท่านย่า หลานกลับมาแล้ว”

        รอยยิ้มของเจียงอิ่งทำให้เจียงลั่วอวี้เกิดความคิดแปลกๆ ขึ้นในหัว และเขายังคงจับจ้องสายตาอยู่ที่เจินซื่อและมู่ซื่อ สังเกตสีหน้าของทั้งคู่ว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป

        เจินซื่อดูดีใจเป็นที่สุด ส่วนมู่ซื่อ…ดูกังวลยิ่งนัก

        เสร็จจากการคารวะองค์หญิง เจียงอิ่งก็หันไปทางเจียงสยงกับเจินซื่อที่แทบจะนั่งไม่ติดเบาะและยิ้มอย่างชื่นมื่น เขากล่าวขึ้น “ท่านพ่อ ท่านแม่ ลูกกลับมาช้า โปรดอภัยให้ลูกด้วย”

        “กลับมาก็ดีแล้ว” องค์หญิงมองดูหลานชายที่เข้ามาถึงก็คุกเข่าคารวะตนด้วยความพึงใจ นางวางประคำลงและกวักมือเรียกด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “มา มาให้ย่าดูชัดๆ”

        เจียงอิ่งได้ยิน ก็คลานเข่าเข้าไปหา ก้มหน้าด้วยความเคารพจากใจจริง ยิ้มและขานรับ “ขอรับ ท่านย่า”

        เจียงลั่วอวี้รู้ได้ทันทีว่าเขาต้องเป็นหลานชายคนโปรดขององค์หญิงที่โตมาอย่างใกล้ชิด เขากำหมัดแน่นและหรี่ตามอง

        ในขณะที่เขากำลังครุ่นคิดและองค์หญิงกำลังปลื้มปริ่ม เจียงสยงก็พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงอันน่าเกรงขาม “ครั้งนี้เจ้าได้กลับมารับราชการในเมืองหลวงก็เพราะน้องเจ้า จำไว้ว่าอย่าออกนอกลู่นอกทาง อย่าทำให้พ่อและน้องสาวต้องพลอยเดือดร้อนไปด้วย เข้าใจไหม?”

        เจียงอิ่งหันหน้าเข้าหาผู้เป็นบิดาและขานรับทันที “ลูกจะจดจำให้ขึ้นใจขอรับ”

        เจียงสยงยกมือขึ้นลูบเคราด้วยความพอใจ แม้ว่าจะยังไม่ได้บอกให้ลูกชายลุกขึ้นยืน แต่สีหน้าแววตาก็มองเขาด้วยความอ่อนโยนเป็นที่สุด

        มู่ซื่อที่นั่งถัดจากเจินซื่อมองดูพ่อลูกที่แสดงสายตาอันอบอุ่นให้แก่กัน แววตานางดูไม่พอใจ แต่ก็ไม่แสดงอาการทางสีหน้า นางยังคงยิ้มด้วยรอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยความเอ็นดูมองดูเจียงอิ่งที่ยังคงคุกเข่าอยู่และเอ่ยปากขึ้น

        “คุณชายเดินทางมาไกล เนื้อตัวเลอะเทอะและคงเหนื่อยนัก ลูกได้เตรียมงานเลี้ยงต้อยรับไว้แล้ว ขอเชิญท่านแม่ ท่านอ๋องและท่านพี่ไปร่วมโต๊ะด้วยกัน ให้คุณชายได้ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าพักผ่อนสักครู่ก่อนน่าจะดีกว่านะเจ้าคะ”

        “เจ้าทำได้ไม่เลว” องค์หญิงลี่หยางเอ่ยปากชมลูกสะใภ้ นางตบเบาๆ ไปที่หลังมือของหลานชาย “อิ่งเอ๋อร์ ยังไม่รีบขอบคุณแม่เจ้าอีก”

        “อิ่งเอ๋อร์ขอบพระคุณแม่รองขอรับ” เจียงอิ่งแสดงความเคารพ แต่ในแววตาดูประชดประชัน เขายิ้มอ่อนๆ และหันไปพูดกับมู่ซื่อ “ข้าไม่ได้อยู่ที่นี่เสียนาน ขอบพระคุณแม่รองที่คอยดูแลท่านแม่เป็นอย่างดี ข้าจะจดจำไว้ในใจขอรับ”

        คำว่าแม่รองจากปากเจียงอิ่งทำเอามู่ซื่อมือสั่นอยากจะลุกขึ้นจัดการทำอะไรบางอย่างกับเขา แต่ใบหน้าที่ช่างคล้ายกับเจียงสยงทำให้นางลังเล ได้แต่อดกลั้นกัดฟันเบือนหน้าหนี

        เจียงอิ่งเห็นว่ามู่ซื่อไม่พูดตอบ เขาก็ยิ้มและยืนขึ้น หันหน้าไปที่มุมหนึ่งที่มีเจียงลั่วอวี้ยืนสงบอยู่ เขาเอ่ยปากขึ้นว่า “นี่คงเป็นน้องชายจากจวนเซียวเหยาหวังสินะ พี่ขอคารวะซื่อจื่อ”

        “ท่านพี่มิต้องเกรงใจ” เจียงลั่วอวี้มองอีกฝ่ายที่แสดงการทักทายในฐานะคนรุ่นเดียวกัน แม้รอยยิ้มจะจางลงเล็กน้อย แต่ก็รีบแสดงความเคารพกลับคืนตามธรรมเนียม เขาหันไปยิ้มกับองค์หญิงและเอื้อนเอ่ย “ท่านย่าขอรับ ลั่วอวี้เป็นคนนอกที่เพิ่งมาขออาศัย นี่เป็นการพบกับท่านพี่เป็นครั้งแรก ความสง่างามของท่านพี่ทำเอาข้าพูดอะไรไม่ออกเลยขอรับ”

 


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “เกิดใหม่ในร่างเก่า-เจียงลั่วอวี้” : http://bit.ly/2ByRjpi

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/650

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 80-90 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม