0 Views

        เจียงลั่วอวี้ได้ยินไม่ชัดและก็กลัวว่าเขาจะตามไปถึงที่พัก คิดว่ามีอะไรก็คุยให้จบกันไปเสียตรงนี้ จะได้ไม่ต้องวุ่นวายใจ จึงหันหน้าไปถามว่า “มีอะไร?”

         ไป๋หมิ่นอวี้รวบรวมความกล้า ดวงตาสีอำพันจ้องเขม็ง พูดชัดๆ ออกไปว่า “ถ้าหากว่าวันหนึ่ง มีคนทำได้อย่างที่พูดล่ะ?”

         เจียงลั่วอวี้หลับตาราวกับเหนื่อยล้าเต็มทน เขากำมือที่แนบข้างตัวไว้แน่น

         “ไม่มีหรอก”

         เสียงตอบของเขาเบาจนแทบจะลอยไปในอากาศ ลอยราวกับจะหายไป “ไม่มีใครทำได้หรอก”

         ไป๋หมิ่นอวี้ฟังคำตอบแล้วก็เห็นว่าอีกฝ่ายไม่ต้องการพูดอะไรต่ออีกแล้ว เจียงลั่วอวี้เดินออกไปจากที่นั่น ชายชุดสีครามพลิ้วตามลม ผิวขาวผ่องยามต้องแสงอาทิตย์ยามนี้ทำให้ดูช่างเยือกเย็น ไป๋หมิ่นอวี้ยังคงเดินตามไปและเอ่ยปาก

         “แล้วถ้า…มันมีจริงๆ ล่ะ? “

         ครั้งนี้ เจียงลั่วอวี้ไม่หันกลับมามอง และไม่หันกลับมาตอบ มีเพียงรอยยิ้มอันแสนเศร้าปรากฏที่มุมปาก

         ไม่มีหรอก

         ไม่ว่าจะเป็นใคร เมื่อไร เคยพบเจออะไรมา

         ไม่มีวัน

         ไป๋หมิ่นอวี้หยุดฝีเท้ามองอีกฝ่ายเดินจากไปจนลับตา ส่วนเขาได้ก้มหน้าพูดกับตนเอง

         “ถ้าหาก…”

         ลมที่หอบกลิ่นหอมของดอกไม้ พัดผ่านตัวเขาที่ยืนยิ่งอยู่ที่ศาลา มันได้พาเอาเสียงของเขาพัดจางหายไปจนไม่มีใครได้ยิน

         หลายเดือนผ่านไป ใกล้จะพ้นฤดูร้อน ดอกบัวในสระเริ่มมีใบม้วนหงิก ลมเย็นในศาลาพัดผ่านทางเดินระเบียงที่มีกระดิ่งแขวนไว้จนส่งเสียงกรุ๊งกริ๊ง และยังพัดผ่านปอยผมและชายเสื้อของบรรดาผู้ที่มาคารวะองค์หญิงลี่หยางในตอนเช้า

         เจียงลั่วอวี้ยืนรับลมอยู่ริมระเบียงคด เขาหันไปยิ้มให้เจียงฮุ่ยที่แต่งตังงดงามราวเทพธิดา แต่สีหน้าและนัยน์ตาไม่สู้ดี “ไม่เจอน้องหญิงเพียงไม่กี่วัน ทำไมน้องดูซูบเซียวไปเยอะ?”

         เจียงฮุ่ยได้ยินเสียงคนพูดว่าตนซูบเซียว ก็ยกมือขึ้นคลำแก้มตนเอง ตนเมื่อรู้ว่าเจียงลั่วอวี้เป็นคนพูด จึงหายเคืองและฝืนยิ้มหันกลับ “จริงหรือ?”

         “เห็นน้องหญิงเป็นเช่นนี้ พี่อดสงสารไม่ได้จริงๆ ” เจียงลั่วอวี้พยักหน้า มองตาเจียงฮุ่ยด้วยแววตาห่วงใย และพูดแนะนำ

         “ใช่แล้วน้องหญิง พี่ได้ยินมาว่า ผู้คนนิยมไปกราบไหว้ขอพรที่วัดฮู่กว๋อ หลายคนสมปรารถนา พี่มาถึงเมืองหลวงนานแล้วแต่ยังไม่เคยได้ไปชมวัดนี้เลย เอาไว้น้องหญิงพาพี่ไปเดินเล่นแก้กลุ้มดีไหม? “

         นับแต่เกิดเรื่องหน่วนอวี้ เจินซื่อก็โกรธจนป่วยนอนซม เจียงฮุ่ยเลยพลอยไม่ได้ออกไปไหน วันๆ ได้แต่เก็บตัวในจวนครุ่นคิดกังวลเรื่องเหล่านี้ เมื่อได้ยินเจียงลั่วอวี้ชักชวน นางก็ทำกระมิดกระเมี้ยนก้มหน้าย่อตัวตอบ “ท่านพี่ให้เกียรติขนาดนี้ ข้าจะปฏิเสธได้อย่างไร”

         เจียงลั่วอวี้ได้ยินนางรับปากก็ดีใจ เขาพูดต่ออีกว่า “พี่ดีใจที่น้องตอบตกลง แล้วก็ หลายวันก่อนสาวใช้ที่จวนเก่าของพี่ส่งยาบำรุงผิวมาเพิ่มแล้ว เดี๋ยวหลังจากมื้อเช้าจะแบ่งให้น้องไปเพิ่ม ไม่รู้ว่าที่น้องมียังพอใช้อยู่ไหม? “

         เจียงฮุ่ยได้ยินว่าจะได้ยาบำรุงผิวเพิ่มนางก็ดีใจขึ้นกว่าเก่า รีบยิ้มตอบ “ขอบคุณท่านพี่ที่เป็นห่วง ข้าเหลือแค่ขวดเดียว ว่าจะไปขอจากท่านพี่เพิ่มพอดี ไม่คิดว่าท่านพี่จะมาส่งให้ถึงที่”

         เจียงลั่วอวี้เห็นนางก้มมองหลังมือ เขาก็รู้สึกพอใจและกำมือที่ซ่อนในแขนเสื้อแน่นขึ้น จากนั้นพูดด้วยเสียงอ่อนโยนกว่าเดิม “ไม่ต้องเกรงใจ เป็นสิ่งที่คนเป็นพี่ควรทำอยู่แล้ว”

         หลังจากทั้งคู่ตกลงกันเรียบร้อยแล้วว่าจะไปวัดกันในวันรุ่งขึ้น เจียงฮุ่ยก็พาสาวใช้กลับสวนเซียงหลาน นางไม่ได้งีบพักแต่กลับจิบชา สักพักก็ขานเรียกสาวใช้คนสนิท

         “เจินจู เอาเสื้อคลุมมาให้ข้าที”

         เจินจูเห็นนายหญิงดูนายหญิงรีบร้อน นางรีบย่อตัวขานรับคำมั่งของนายหญิง “เจ้าค่ะ คุณหนู”

         ผ่านไปครู่หนึ่ง เจินจูที่ยื่นอยู่ด้านนอกม่าน มองสาวใช้ผู้เป็นลูกน้องตนถือถาดเดินเข้ามา ภายในถาดเป็นไปด้วยเสื้อคลุมบางเบาหลากสีสันที่ทอประกายงดงามภายใต้แสงแดดที่ว่องมา นางกวาดตาดูและออกคำสั่ง

         “ไปเอาเสื้อคลุมสีส้มตัวนั้นมาด้วย ให้คุณหนูลองเลือกดู”

         นับแต่ที่หน่วนอี่สาวใช้ของเจียงฮุ่ยถูกลงโทษเพราะทำงานพลาด บรรดาสาวใช้ที่เหลือก็พากันระมัดระวังมากขึ้น มีเพียงเจินจูเท่านั้นที่เป็นคนโปรด นับแต่นั้นมาหากเจินจูอ้างคำสั่งเจียงฮุ่ย บรรดาสาวใช้คนอื่นๆ ก็ไม่กล้าต่อปากต่อคำน้อมรับคำสั่งโดยดุษณี

         “รับทราบจ้ะ พี่เจินจู”

         เจียงฮุ่ยดื่มชารอ ชาหมดไปครึ่งถ้วย ตาก็พลันเห็นเจินจูเดินพาบรรดาสาวใช้ถือถาดใส่เสื้อผ้าเดินเข้ามา สีหน้านางจึงดีขึ้นเจินจูประคองนายหญิงลุกขึ้นยืนดูเสื้อผ้าทีละชิ้น

         เจินจูที่ยืนอยู่ข้างนายหญิง ส่งสายตาให้ลูกน้องนำชุดสีส้มเดินออกมา แล้วก็ตามคาด เจียงฮุ่ยมองชุดนี้ด้วยความเสียดาย นางยื่นมาไปลูบชุดที่มีเนื้อผ้าลื่นละมุนมือ

         “น่าเสียดาย ข้าอุตส่าห์ใส่ชุดนี้ไปอวดผู้คน อยู่ๆ ก็ดันถูกฮ่องเต้เรียกตัวไป ทำเอาตกใจแทบแย่ ยังดีที่ฝ่าบาทแค่ถามถึงท่านย่าแล้วก็ปล่อยข้าออกมา ข้าคิดว่าจะต้องกลายเป็นชายาของตาแก่หงำเหงือกไปแล้วเสียอีก”

         เจินจูตกใจที่นายหญิงเรียกฮ่องเต้เป็นตาแก่หงำเหงือก ทำเอาหน้าถึงหน้าถอดสีและรีบกวาดตามองบรรดาลูกน้อง ก่อนจะเตือนนายหญิง “คุณหนูเจ้าคะ อย่าพูดดังไป เดี๋ยวคนอื่นจะมาได้ยินเข้านะเจ้าคะ”

         “เออน่า ข้ารู้แล้ว” เจียงฮุ่ยโบกมือใส่สาวใช้ด้วยความรำคาญ แล้วหันกลับไปออกคำสั่ง “พรุ่งนี้จะไปวัดฮู่กว๋อ เสื้อตัวนั้นสีสุภาพเรียบร้อย ก็ใส่ตัวนั้นแหละ ไม่ต้องหาใหม่แล้ว”

         เจินจูเห็นนานหญิงเลือกเสื้อตัวดังกล่าวก็ตาเป็นประกาย “เจ้าค่ะ คุณหนู”

         เจียงฮุ่ยดีใจขึ้นมาได้พักหนึ่ง กำลังจะหยิบถ้วยชาขึ้นมาดื่ม ตาก็ปราดไปมองเห็นสาวใช้ด้านนอก ก็พลันนึกถึงเจินซื่อที่โรคปวดศีรษะกำเริบจนลุกขึ้นมาดูแลเรื่องในจวนไม่ได้ มู่ซื่อก็กลั่นแกล้งด้วยการจัดอาหารที่ไม่ชอบไปให้ตลอด นางคิดแล้วก็เจ็บใจขึ้นมาอีก

         “ช่วงนี้ท่านแม่ป่วยอยู่ ได้แต่นอนอยู่บนเตียง เรื่องในจวนตกไปอยู่ในมือนังมู่ซื่อ พักนี้ยังจัดอาหารที่ข้าไม่ชอบมาให้อีก มันใช้ได้ที่ไหนกัน! “

         เจินจูที่ยืนอยู่ไม่ไกลไม่กล้าโต้ตอบ ได้แต่ยืนก้มหน้าจนมองไม่เห็นหน้าตาที่งดงาม

         เจียงฮุ่ยระเบิดอารมณ์จนไม่มีสาวใช้คนใดกล้าสบตา นางกวาดตามองไปรอบๆก็เหมือนจะคิดอะไรได้ขึ้นมา นางยิ้มขึ้นและหันไปออกคำสั่งกับสาวใช้คนสนิท

         “ได้ยินว่าไต้ซือฟางจั้งที่วัดฮู่กว๋อเป็นหมอที่มีชื่อ พรุ่งนี้ข้าไปกับท่านพี่จะได้ขอให้ท่านช่วยเขียนใบสั่งยามารักษาท่านแม่ รอจนท่านหายดี จะได้ไม่ต้องเห็นหน้านังมู่ซื่ออีก! คืนนี้เจ้าตระเตรียมข้าวของให้พร้อม เข้าใจนะ? “

         เจินจูขานรับ “น้อมรับคำสั่งเจ้าค่ะ”

         เช้าวันถัดมา เจียงฮุ่ยไปคารวะองค์หญิงตามธรรมเนียมแต่เช้า และบังเอิญได้พบกับท่านแม่และท่านพ่อกำลังคุยกัน ตามมาด้วยเจียงลั่วอวี้ที่กำลังขออนุญาตพาตนไปเที่ยวชมวัด องค์หญิงบอกให้ระวังตัวและก็อนุญาตให้ทั้งสองออกไป

         เจียงลั่วอวี้ออกมาขึ้นรถม้าโดยมีเหมียนซิงคอยประคองรับใช้ ผ่านไปไม่ถึงสองชั่วยามก็ได้ยินเสียงดังครึกครื้นเข้ามาถึงภายในรถ รอยยิ้มบนปากชัดขึ้น แต่ดวงตากลับไม่ยิ้มด้วยและดูเย็นชายิ่งนัก

         ด้วยเหตุที่เจียงฮุ่ยเป็นสตรีเพศ หลังจากลงจากรถม้าเข้าสู่ภายในวัด นางจึงต้องมีผ้าคาดหน้าปิดโฉมตนเองไว้ตลอดเวลา ต่างกับเจียงลั่วอวี้ที่จะทำอะไรก็ได้ แต่ด้วยฐานะอันสูงศักดิ์ กิริยามารยาทจะต้องดำเนินไปด้วยความเชื่องช้านุ่มนวล และยังต้องคอยหันมายิ้มให้เจียงฮุ่ยเป็นระยะ

         “น้องหญิง เดินระวังนะ”

         เจียงฮุ่ยยกแขนเสื้อขึ้นป้องปาก “ขอบคุณท่านพี่”

         ทั้งคู่ได้รับการอารักขาจนเข้ามาถึงห้องรับรองในตึกด้านข้างภายในวัด เจียงลั่วอวี้มองดูเจียงฮุ่ยปลดผ้าคาดหน้าออกเพราะหายใจไม่สะดวก นางขมวดคิ้วมองออกไปนอกหน้าต่างที่เต็มไปด้วยสาธุชน เขายิ้มขึ้นและยกนิ้วชี้นิ้วออกไปที่ตึกที่ไกลออกไป

         “น้องหญิงเป็นสตรีชั้นสูง ไปไหว้ที่หอพระด้านในที่มีแต่สตรีดีกว่า อย่าไปไหว้ที่โถกลางเลย มันจะดูไม่ค่อยเหมาะ”

         “ท่านพี่กล่าวถูกแล้ว” เจียงฮุ่ยมองตามนิ้วที่ชี้ไปก็เห็นบรรดาสตรีในชุดสวยสดงดงามพากันเดินเข้าไปไหว้พระยังหอพระด้านใน ในใจเห็นด้วยแต่ก็ยังไม่ได้ลุกขึ้นเดิน นางหันไปถาม “น้องไปด้านใน แล้วท่านพี่ล่ะ?”

         เจียงลั่วอวี้ได้ยินคำถาม สีหน้าก็จืดจางลง ดวงตาและใบหน้าก็ดูคลุมเครือ

         “น้องหญิงคงลืมไปว่าข้ามีสองเพศ เข้าไปกับเจ้าด้วยไม่ได้ ด้านในมีแต่สตรีที่ยังไม่ออกเรือนยิ่งไม่เหมาะ ได้ยินว่าเซียมซีที่นี่แม่นนัก พี่ว่าจะลองไปเสี่ยงดู จะได้รอน้องหญิงไปพลางๆ ดีไหม? “

         เจียงฮุ่ยที่มีเจินจูคอยประคองครุ่นคิดสักพักก็พยักหน้าเห็นด้วย นางยิ้มและพูดตอบ “ท่านพี่รอบคอบนัก ถ้าเช่นนั้นน้องขอตัวก่อน”

         “เชิญน้องหญิงตามสบาย” เจียงลั่วอวี้ขานรับและสบตากับเจินจู ส่งรอยยิ้มที่มีเลศนัยให้และออกปากกำชับ “ดูแลคุณหนูให้ดี มีอะไรเกิดขึ้นข้าจะเอาเรื่องกับเจ้า เข้าใจใช่ไหม? “

 


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “เกิดใหม่ในร่างเก่า-เจียงลั่วอวี้” : http://bit.ly/2ByRjpi

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/650

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 80-90 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม