0 Views

        แผนการในสวนเจินเวยเสร็จสิ้นลง ในขณะที่สวนมรกตทางฝั่งตะวันตกในตอนนี้สงบเรียบร้อยดี

        ฟ้ามืดลงเรื่อยๆ

        แสงจันทร์สว่างขึ้น ความเงียบเข้าปกคลุม

        เจียงลั่วอวี้เปลี่ยนใส่ชุดคลุมยาวสีฟ้า ผมถูกรวบไว้อย่างหลวมๆ ด้วยแถบผ้าสีเดียวกัน ยิ่งมาอยู่ภายใต้แสงจันทร์อันอ่อนโยนทำให้เขายิ่งดูงดงามอย่างเย็นตา ริมฝีปากสีอ่อนๆ นิ่งเรียบ สีหน้าในตอนนี้ดูคลุมเครือยิ่งนัก

        เขาขยับตัวอยู่กับที่เพื่อให้ตนเองนั่งสบายขึ้น ตามองไปที่โคมไฟในสวนมรกต รองเท้าบู๊ทสีขาวย่ำอยู่บนพื้นกระเบื้องสีเขียวขี้ไก่

        จวบจนได้ยินเสียงพื้นกระเบื้องขยับจึงได้หันกลับไปมอง เขาเห็นคนชุดขาวกำลังเดินเข้ามาสีหน้าไม่รู้ว่ากำลังตกใจหรือดีใจ เพียงแต่ว่าปากที่เดิมจะอ้าเพื่อพูดอะไรกลับไม่ขยับ ได้แต่หลับตาสงบนิ่งเพื่อระงับอารมณ์ตนเอง

        เขาไม่เอ่ยอะไรคนที่มาก็ไม่พูดจา เพียงแค่เดินมาหยุดตรงที่ที่ไม่ไกลจากเขาและนั่งลง ดวงตาสีอำพันดูจะมีประกายสะท้อนอยู่ในนั้น ใครมองเข้าก็จะต้องใจอ่อน

        ทั้งคู่เงียบอยู่อย่างนั้นจนเจียงลั่วอวี้ทนไม่ได้เอง เพราะรู้ว่าคนที่มาคงสามารถนิ่งเงียบแบบนี้ได้ไปจนตาย เขาจึงถอนหายใจ มองตาและถามขึ้น “เจ้ามาได้อย่างไร? “

        ไป๋หมิ่นอวี้ไม่ได้เงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่าย ใบหน้าที่ถูกแสงจันทร์สาดส่องดูขาวซีดจนน่าตกใจและไร้ซึ่งสีหน้าอารมณ์ มีเพียงหางตาที่ดูเหมือนจะแฝงไว้ด้วยความรู้สึกผิดหวัง เขาหลบตาเจียงลั่วอวี้ “ก็เห็นเจ้าอยู่ที่นี่”

        “เห็นข้าอยู่ที่นี่ก็เลยตามมางั้นหรือ? ” เจียงลั่วอวี้ชะงักไปกับคำตอบของเขา เมื่อมองไปยังใบหน้าอันซีดขาวก็ดูเหมือนจะคิดอะไรออก “ขาเจ้ายังบาดเจ็บอยู่ ซ้ำยังไม่มีกำลังภายใน เจ้า เจ้ามาได้อย่างไร? “

        ไป๋หมิ่นอวี้ไม่ได้ตอบคำถามแต่ตาของเขามองผ่านไปทางด้านหลังของอีกฝ่าย เจียงลั่วอวี้มองตามสายตานั้นไปหยุดที่หลังคาที่มีอะไรตั้งพิงอยู่ เขาถามขึ้นด้วยความตกใจ

        “บันไดงั้นรึ? “

        ไป๋หมิ่นอวี้ไม่ได้ปิดบังอะไรเพราะว่าเขาบังเอิญเห็นบันไดก็เลยทนเจ็บปีนข้ามมาหา ดวงตาสีอำพันที่มองต่ำยามนี้ดูน่าสงสารนัก “คงเป็นสาวใช้ที่มาจุดโคมทิ้งเอาไว้”

        ต่อให้ไม่ลืมและเก็บไป เขาก็ต้องหามาปีนเองจนได้แหละ

        เจียงลั่วอวี้เห็นหน้าตาท่าทางของเขาก็ไม่รู้ว่าควรจะรู้สึกอย่างไร ได้แต่ถอนหายใจด้วยความขบขันและจนปัญญา เขายืนขึ้นและค่อยๆ เอื้อมมือไปจับที่เสื้อของอีกฝ่าย ฉุดให้เขายืนขึ้นและโอบไปที่เอว

        “ซุ่ยเยวี่ย”

        “ซื่อจื่อ” ซุ่ยเยวี่ยสังเกตเห็นอาการแปลกๆ ของนายตนตั้งแต่ช่วงเย็นก็เลยมารอนายซึ่งกำลังชมจันทร์ แต่ไม่คิดว่าตอนนี้ไม่ใช่นายตนคนเดียวที่อยู่ที่นี่ อีกอย่างวันนี้ทั้งวันก็ไม่เห็นไป๋หมิ่นอวี้ ด้วยความตกใจนางจึงถามขึ้นว่า “หา? ไป๋ซวงจื่ออยู่กับท่านหรือเจ้าคะ? “

        เจียงลั่วอวี้เห็นท่าทางสาวใช้ที่ตกใจก็ยิ้มอ่อนให้แต่ไม่ได้พูดอธิบายอะไรแก่นาง เขายกพัดขึ้นมาสะกิดแขนนาง “ค่ำแล้ว รีบไปเตรียมอาหารเถอะ”

        พูดจบเขาก็นึกขึ้นได้ว่ายังมีอีกคนอยู่ข้างๆ จึงหันไปถาม “เจ้ากินข้าวเย็นแล้วหรือยัง? “

        ไป๋หมิ่นอวี้ส่ายหัว เจียงลั่วอวี้บอกไม่ถูกว่าเรื่องวันนี้ใครกันที่ควรเป็นฝ่ายลำบากใจ รอยยิ้มชัดเจนขึ้นหันไปพูดกับสาวใช้ต่อ “เตรียมให้ไป๋ซวงจื่อด้วย”

        ซุ่ยเยวี่ยมองไป๋หมิ่นอวี้และมองกลับไปที่เจียงลั่วอวี้ นางอดไม่ได้ที่จะแอบยิ่ม “เจ้าค่ะซื่อจื่อ”

        เสร็จจากมื้อเย็นเจียงลั่วอวี้ก็ส่งไป๋ลั่วอวี้ออกจากที่พักและนั่งคิดเรื่องที่จะต้องทำต่อให้วันพรุ่งนี้ ตาเขาเหลือบไปเห็นคนในชุดสีแดงก็ยิ้มอย่างมีเลศนัย

        ฟ้ามืดสนิทแล้ว เสียงฝีเท้าของชายชุดขาวก้าวเดินไปตามระเบียง ออกไปจากสวนมรกต

        เดินไปไม่เท่าไรไป๋หมิ่นอวี้ก็หยุดฝีเท้า ดวงตาสีอำพันกวาดมองและยกมือขึ้นเหมือนกำลังรออะไร

        ครู่หนึ่งก็มีเงาสีขาวฝ่าผ่านความมืดตรงหน้าเขาไป

        แสงสีขาวผ่านไปแล้ว เขาหลับตาและอมยิ้ม

        เช้าวันรุ่งขึ้นในขณะที่ฟ้ายังไม่แจ้งดี มีแขกสองคนมายืนอยู่หน้าประตูสวนมรกต

        เจียงลั่วไป๋ที่ดูไร้ความรู้สึกแต่แววตากลับดูไม่สงบ ผิดกับอวิ๋นไฉ่ที่ดูสบายๆ ยืนอยู่ด้านหลังเขา ซ้ำยังคอยดึงแขนเสื้อนายตนให้หันมาดูตัวเองทำหน้าทะเล้นใส่ ทำเอาไป๋หมิ่นอวี้ไม่รู้ว่าจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี

        ซุ่ยเยวี่ยได้ยินหว่านเสียะเข้ามารายงาน นางก็รีบไปเคาะประตูห้องบอกเจียงลั่วอวี้ที่กำลังใช้ตะเกียบคีบอาหาร “ซื่อจื่อเจ้าคะ คุณชายมาแล้วเจ้าค่ะ”

        เจียงลั่วอวี้หยุดตะเกียบงาช้างในมือ น้ำเสียงราบเรียบตอบกลับไป “ให้เขาเข้ามา”

        ซุ่ยเยวี่ยย่อตัวรับคำสั่ง

        เพียงครู่เดียวเจียงลั่วไป๋ก็มาถึงหน้าห้อง เขามองพี่ชายที่กำลังรับประทานอาหารเช้า จากนั้นก็โค้งตัวคารวะ “พี่ใหญ่”

        “น้องรองมาแล้ว” เจียงลั่วอวี้ใช้ปากเป่าอาหารให้คลายความร้อน เขายิ้มและชี้มือไปที่ที่นั่งด้านข้างตน “นั่งสิ กินข้าวเช้าแล้วหรือยัง? “

        เจียงลั่วไป๋ได้ยินพี่ชายถามขึ้นก็หน้าแดงและตอบเสียงเบา “ลั่วไป๋รีบร้อนจะมาหาพี่ใหญ่…ทำเอาลืมกินไปเลย”

 


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “เกิดใหม่ในร่างเก่า-เจียงลั่วอวี้” : http://bit.ly/2ByRjpi

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/650

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 80-90 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม