0 Views

        การนึกย้อนไปจบลงแค่นี้ เจียงลั่วอวี้หรี่ตาและสะบัดพัดในมือไม่ได้สนใจพ่อบ้านที่เดินตามมา เขากำพัดไว้แน่นและดูเหมือนจะตัดสินใจอะไรได้จึงหันไปออกคำสั่งกับพ่อบ้าน

        “ท่านอาชางหลิง ข้ามีเรื่องจะให้ท่านไปช่วยจัดการ”

        ชายชราไม่คิดว่าแค่คำถามประโยคเดียวจะทำให้เจียงลั่วอวี้เงียบขรึมไป พักใหญ่ก็รู้ได้ถึงความไม่ปกติจึงรีบเดินเร่งฝีเท้ามาให้ทันนายน้อย “เชิญซื่อจื่อออกคำสั่ง”

        ท่านช่วยไปบอกกับเมิ่งจิ่วเฉียนว่าก่อนที่จะถึงฤดูร้อนของปีนี้ให้เขาช่วยเตรียมชุดสีส้มไว้ ส่วนจะเป็นแบบไหนเขารู้ดีอยู่แล้ว “เจียงลั่วอวี้ในตอนนี้แววตาเฉียบคมรอยยิ้มแฝงความร้ายกาจ เพียงแต่ถูกบดบังไว้ด้วยพัดไปเสียครึ่งหน้า

        “แล้วก็ที่ชายเสื้อของชุดนั้นอย่าปักลายดอกซิ่งฮวาด้วยดิ้นเงินล่ะ”

        ชายชราไม่คาดคิดว่าจะได้ยินคำตอบเช่นนี้ สักพักหนึ่งเขาก็นึกย้อนถึงคำสั่งของนายน้อยจึงรีบถามต่อว่า “เรียนถามซื่อจื่อ ชุดนี้…มีขนาดเท่าไรดีขอรับ? “

        เจียงลั่วอวี้หัวเราะเบาๆ ตามองไปที่ด้านหลังของชายชรา ก่อนพูดช้าๆ ว่า “แน่นอนว่าต้องเป็นขนาดตัวของเจียงฮุ่ยคุณหนูใหญ่แห่งจวนจวิ้นหวัง”

        ชายชราตัวสั่นงันงก เงยหน้าขึ้นไปก็สบตากับก่อนจะคิดในใจคิดว่านี่คงเป็นการทดสอบงานครั้งแรกสำหรับเขา หลังจากมาถึงที่นี่หากช่วยนายน้อยให้สำเร็จเจียงฮุ่ยจะต้องเกิดเรื่อง คนหนึ่งขึ้นอีกคนต้องตกเหมือนตั๊กแตนบนเส้นด้ายฉันใดก็ฉันนั้น

        แต่หากรับคำสั่งและไม่ไปทำตาม เจียงลั่วอวี้ที่เพิ่งได้รับสืบทอดหน้าที่ดูแลโรงน้ำชาหานเจียงเก๋อคงจะต้องจัดการเชือดไก่ให้ลิงดู แต่ไก่ตัวนั้นก็คงเป็นพ่อบ้านคนนี้

        คิดได้ดังนี้เขาก็ได้แต่แอบถอนหายใจ เขาสังเกตเห็นท่าทางสงบนิ่งของนายน้อยก็รู้สึกเลื่อมใสราวกับได้เห็นเซียวเหยาหวังผู้เป็นบิดาของเขาในสมัยหนุ่มที่สวมชุดซื่อจื่อสีครามสว่างามราวกับคนคนเดียวกัน

        แม้แต่แผนการก็เป็นไปในลักษณะเดียวกัน สมกับเป็นพ่อลูกโดยแท้

        พ่อบ้านหยุดคิดครู่หนึ่งก็ขานรับด้วยความชื่นชมหรือสับสนก็ไม่อาจจะบอกได้ “น้อมรับคำสั่งซื่อจื่อ”

        ในที่สุดก็รับปาก

        เจียงลั่วอวี้เองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเวลานี้เขาควรจะวางใจหรือกลุ้มใจดี

        นับแต่ปีก่อนที่เขาได้มาเกิดใหม่ ภายใต้การชี้แนะของพ่อบ้านเขาได้เรียนรู้การบริหารจัดการทั้งเรื่องเงินทองและที่ดิน ออกตรวจดูพื้นที่ทุกวัน บางทีก็ปลอมตัวไปตรวจบัญชี บางทีก็ปลอมเป็นพลทหารไปอยู่ในกองทัพเพื่อทำความเข้าใจในพื้นที่ที่ตนปกครอง ชาติที่แล้วสิ่งเดียวที่เขาได้รับจากพ่อบ้านก็คือความเคารพนบนอบ แต่ชาตินี้สิ่งที่เขาได้รับเพิ่มถือเป็นประโยชน์ต่อเขามาก

        เพราะชาติก่อนเขาไม่รู้มาก่อนเลยว่าท่านพ่อของเขาจะมีหน่วยสายลับอยู่ที่หานเจียงเก๋อ

        หลังจากที่เขาได้สืบทอดกิจการที่นั่น เขาก็รู้ตื้นลึกหนาบางจากที่ต่างๆ ได้ ทำให้ฝันร้ายในตำหนักเย็นค่อยๆ มลายหายไป

        ถึงแม้ว่าในตอนนั้นจะต้องขอบใจความซื่อสัตย์ของพ่อบ้าน แต่เมื่อนึกย้อนไปถึงอดีตชาติที่ตนเจอเรื่องเลวร้ายไม่ว่าจะเป็นการเชื่อลมปากของเจินซื่อว่าพ่อบ้านหายสาบสูญไป อันนำไปถึงสิ่งของที่จะแสดงความเป็นเจ้าของกิจการที่หายไปด้วย เรื่องราวพวกนี้ทำให้เขาต้องระมัดระวังมากขึ้นกว่าชาติที่แล้ว

        กลับมาเกิดใหม่ครั้งนี้เขาจะไม่เชื่อใจใครง่ายๆ อีก

        เขาจะเชื่อแต่ตัวเขาเองเท่านั้น

        เพราะไม่มีใครหักหลังตัวเอง

        กลับมาเกิดใหม่ครั้งนี้ ทุกคืนที่นอนเขาก็จะถูกฝันร้ายตามหลอกหลอน เขาบอกกับตนเองนับครั้งไม่ถ้วนว่าเขาจะไม่รักใครและเชื่อใจใครอีกเลยบนโลกใบนี้

        เมื่อทั้งคู่เดินมาถึงประตู ชายชราในชุดสีเทาก็เตรียมจะจากไป เจียงลั่วอวี้ยิ้มให้และเอ่ยว่า “หลังจากนี้ไปอีกปี ธุระต่างๆ ในจวนคงต้องรบกวนท่านอาชางหลิวช่วยดูแลด้วย หากว่าพื้นที่ของเรามีปัญหาที่แก้ไม่ตกท่านก็ให้ทางหานเจียงเก๋อมาแจ้งแก่ข้านะ”

        เจียงชางหลิวได้ยินคำพูดก็มองไปที่ใบหน้าของเขาที่อาบด้วยแสงแดดจนเปล่งประกายงดงาม “ซื่อจื่อช่างรอบคอบนักไม่แพ้ท่านอ๋องในสมัยก่อน ท่านโตเป็นผู้ใหญ่แล้วจริงๆ “

        เจียงลั่วอวี้ยิ้มรับ ลมเย็นโชยพัดเอาชายเสื้อสีอ่อนพลิ้วไสว “ลั่วอวี้มิกล้า หลายปีมานี้ที่พอทำอะไรขึ้นมาเป็นได้ก็เพราะท่านอาชางหลิวให้การสนับสนุน”

        “ซื่อจื่ออย่าพูดเช่นนั้น ข้าน้อยมิกล้ารับคำชม หากนายท่านยังคงอยู่และเห็นซื่อจื่อในตอนนี้…ท่านจะต้องดีใจเป็นแน่” เจียงชางหลิวโน้มตัวคารวะและขึ้นม้าเตรียมจากไป

        “ซื่อจื่ออยู่ในเมืองหลวงคนเดียวต้องดูแลตัวเองนะขอรับ ข้าน้อยขอลา”

        เจียงลั่วอวี้มองดูพ่อบ้านจากไปจนลับตา เขาหลับตาลงและเงยหน้าขึ้นรับแสงแดดที่สาดส่องลงมา

        ถ้าท่านพ่อยังอยู่และเห็นข้าในตอนนี้ท่านจะดีใจจริงหรือ?

        หรือบางทีอาจจะเสียใจก็ได้

        แต่จะทำอะไรได้ล่ะ?

        มือเขาในตอนนี้ถูกเลือดฝนลมคาวพัดผ่านเหล่าพฤกษา ดอกไม้ที่งานชมดอกไม้ในเมืองหลวงก็ค่อยๆ เบ่งบานขึ้นแล้ว

        แค่คิดขึ้นมา…ก็แทบจะอดใจรอไม่ไหวแล้ว

        ในขณะที่ครุ่นคิดเจียงลั่วอวี้ที่กำลังเดินผ่านประตูสวนก็ต้องหยุดฝีเท้าลงเพราะสังเกตเห็นเงาคนยืนสงบนิ่งอยู่ใต้ต้นสาลีที่ออกดอกเป็นช่อสีขาวสะพรั่งอยู่

        ดวงตาสีอำพันจ้องมองมาที่เขา กลีบดอกไม้สีขาวประโปรยร่วงหล่นลงมาจากชายแขนเสื้อที่พริ้วไหวตามแรงลม แสงสีขาวปนสีทองที่สาดส่องราวกับจะทำให้รอยแผลบนหน้าถูกลบเลือนออกไป ร่างเหยียดตรงภายใต้ชุดสีขาวราวหิมะปรากฏรอยยิ้มอ่อนๆ อันอบอุ่นขึ้นที่ริมฝีปากสีบางเบา

        เจียงลั่วอวี้ตกตะลึงเอาแต่จ้องมองภาพตรงหน้า อยู่ๆ ความรู้สึกที่อธิบายไม่ได้ก็แล่นขึ้นจากปลายนิ้ว วิ่งไปทั่ว ความรู้สึกอันร้อนแรงซาบซ่านนี้หยั่งลงลึกไปทั่วร่างกาย

        เกิดมาแล้วสองชาติแต่กลับไม่เข้าใจความรู้สึกเช่นนี้คืออะไร รู้แต่ว่าต้องเดินเข้าไปหาเงานั้นที่กำลังยืนรอตนอยู่เบื้องหน้า

        “มารอข้านานแล้ว? “

        คนคนนั้นไม่ตอบแต่ยิ้มให้และส่งดอกสาลี่สีขาวพิสุทธิ์ที่ร่วงลงมาแต่ยังสมบูรณ์เต็มดอกให้กับเขา

        เจียงลั่วอวี้มองดอกสาลี่ในมือผู้นั้น แสงแดดส่องทะลุผ่านกลีบดอกสีขาวรอยยิ้มจางหายไป แต่กลับกลายเป็นความรู้สึกผูกพันที่สัมผัสไม่ได้

        เขาไม่ได้ยื่นมือออกไปรับดอกไม้ดอกนั้นและก็ไม่ได้ยิ้มขึ้นอีกครั้งเพียงแต่เงยหน้าขึ้นมองและพูดด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลที่สุดเอื้อนเอ่ยขึ้น

        “ไป๋หมิ่นอวี้? “

        แม้ว่าจะได้ยินเสียงเรียก แต่ดวงตาสีอำพันยังคงจ้องมองอีกฝ่าย จนสักพักจึงหลบตาลงซ่อนไว้ด้วยสายตาอันอ่อนโยน

        เมื่อเห็นดวงตาที่หลบไป เจียงลั่วอวี้กลับยิ่งรู้สึกหลงใหลค่อยๆ ก้าวเท้าเดินไปข้างหน้า มือขาวยาวเรียวเลื่อนขึ้นประคองใบหน้าที่เย็นดุจน้ำแข็งและเขาก็กดหน้าตัวเองลงไปอย่างดุดันประทับรอยจูบลงบนริมฝีปากอันแสนบอบบางคู่นั้น

        ลมกรรโชกพัดผ่านดอกสาลี่ในมือปลิวร่วงหลุดมือ และก็ไม่รู้ว่ามือนั้นไปจับชายเสื้อไว้ตั้งแต่เมื่อไร ผมที่เกล้าไว้หลุดออกลงปรกใบหน้าที่ยิ้มในวินาทีสุดท้าย

        เจียงลั่วอวี้กลับมาที่สวนมรกตเพียงคนเดียว ซุ่ยเยวี่ยเห็นเขาเดินมาก็รีบออกมาต้อนรับด้วยความดีใจกำลังจะเอ่ยปากพูด แต่เมื่อเห็นนายน้อยของตนก็ตกใจจนเบิกตาโพลง

        “ซื่อจื่อเจ้าคะ หูของท่าน หูของท่านทำไมแดงอย่างนั้น? “

        เจียงลั่วอวี้ฟังคำถามแล้วก็มองหน้านาง จากนั้นกวาดตาไปทั่วห้องที่ไม่มีคนอื่นอยู่ทำสีหน้าบอกไม่ถูก ทำเอาซุ่ยเยวี่ยก็รู้สึกสับสนจนพูดไม่พูดเช่นเดียวกัน

        ในขณะที่นางกำลังยืนงงมองหน้านายน้อยก็ได้ยินเสียงเขาดังขึ้น เสียงนั้นบอกไม่ถูกว่ากำลังอึดอัดหรือหงุดหงิดกันแน่

        “ปิดประตูสวนให้แน่นเลยนะวันนี้ห้าม…คนแซ่ไป๋เข้ามาที่นี่! “

        ซุ่ยเยวี่ยมองดูนายน้อยพูดจบก็รีบเข้าห้องราวกับหนีอะไร และปิดประตูปังใส่หน้าพร้อมลงกลอน นางได้แต่ยืนงงจ้องมองประตูที่ปิดสนิท

        คนแซ่ไป๋?

        คนแซ่ไป๋คือใคร? ไป๋ซวงจื่อ?

        ห้าม…ไป๋ซวงจื่อเข้ามา?

        เพราะเหตุใด?

 


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “เกิดใหม่ในร่างเก่า-เจียงลั่วอวี้” : http://bit.ly/2ByRjpi

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/650

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 80-90 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม