0 Views

        ทันทีที่ได้ยิน เขาก็คิดถึงหญิงสาวในชุดสีส้มที่เจอในป่าดอกซิ่งฮวา ไม่เพียงแต่ท่าทางและการแต่งกายที่คล้ายกัน แต่หน้าตาก็ดูเหมือนว่าจะใช่นางผู้นั้นเสียด้วย

         นางชื่อว่า…เจียงฮุ่ย?

         เขาบังเกิดความรู้สึกประหลาดขึ้นในใจ หันไปบอกกับเหล่าองครักษ์หนุ่มเหล่านั้น “เด็กๆ! “

         ทันทีที่เขาขานเรียก บรรดาผู้ที่ยืนอยู่ก็ขานรับ “ขอรับ”

         ฮ่องเต้เห็นเจียงฮุ่ยที่กำลังดิ้นรนให้พ้นน้ำกำลังหมดแรงจะจมลง “รีบลงไปช่วยคุณหนูเจียงขึ้นมาเดี๋ยวนี้”

         องครักษ์สองคนประสานมือรับคำสั่ง “ขอรับ นายท่าน!”

         เจินจูเห็นคหบดีที่อยู่เบื้องหน้ากำลังจะให้บ่าวไพร่ลงไปช่วยคุณหนูที่ตอนนี้เสื้อผ้าคลี่กระจายอยู่บนกลางพื้นน้ำ นางก็หน้าเสียและตะโกนว่า “นายท่านเจ้าคะ ไม่ได้นะเจ้าคะ จะให้ผู้ชายลงไปช่วยไม่ได้ คุณหนูของเรายังไม่ออกเรือน จะเป็นการทำให้คุณหนูเสื่อมเสีย…”

         “เอาล่ะๆ” ฮ่องเต้ได้ยินสาวใช้โวยวายก็เริ่มรู้สึกรำคาญ จึงกันไปพูดกับหูกงกงผู้เป็นขันที “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เจ้าก็ลงไปช่วยคุณหนูแทน”

         หูกงกงเห็นว่าเจ้านายให้ความสำคัญกับหญิงในสระก็ไม่กล้าชักช้า เขารีบส่งคัมภีร์ให้องครักษ์ถือแทน ประสานมือขานรับ “น้อมรับคำสั่งนายท่าน”

         หูกงกงช่วยนางขึ้นจากน้ำ นางยังคงหมดสติ เจินจูรีบนำเสื้อคลุมมาคลุมตัวกันอุจาดตา  ในขณะที่นางกำลังจะกล่าวขอบคุณ ฮ่องเต้ก็เดินเข้ามาที่ร่างนายหญิงและอุ้มนางขึ้น

         เจินจูมองดูเขาอุ้มนายหญิงขึ้นมา กำลังจะว่ากล่าวก็เห็นหูกงกงกลับหลีกทางให้เขาอุ้มนางไปยังห้องรับรองภายในวัด เขาวางนางลงบนเตียงและมองดูนางด้วยสายตาสับสน เจินจูพึมพำกับตนเอง

         “เหมือนจริง…”

         เจินจูไม่คิดว่าชายผู้นี้จะกล้าพาเจียงฮุ่ยเข้ามาอยู่ในห้องสองต่อสอง เพราะตอนนี้เจียงฮุ่ยเนื้อตัวเปียกปอนจนเห็นไปถึงชุดชั้นในสีเขียว ถ้ามีคนรู้เรื่องเข้า ชื่อเสียงของเจียงฮุ่ยจะต้องป่นปี้แน่นอน

         คิดได้ดังนั้น เจินจูก็รีบเอาตัวเข้าขวางกางแขนกัน ระหว่างพวกเขาสองคน “นายท่าน…ท่าน…ท่านอย่า…คุณหนูนะเจ้าคะ…”

         ฮ่องเต้ไม่สนใจแม้กระทั่งเงยหน้ามอง โบกมือออกคำสั่ง “ลากตัวนางออกไป”

         “ขอรับ” หูกงกงขานรับและออกคำสั่งกับองครักษ์ต่อ “เจ้าสองคน มาพานางออกไป”

         เจินจูหน้าซีดเผือก ไม่รู้จะพูดอย่างไรต่อดี แล้วชายสองคนก็เปิดประตูเข้ามาหิ้วปีกนางลากออกไปจากห้อง เหลือเพียงฮ่องเต้ที่นั่งเฝ้าเจียงฮุ่ยซึ่งยังไม่ได้สติอยู่ข้างเตียง

         “นายท่าน คุณหนูของเรายัง…”

         ผ่านไปสองชั่วยาม ท้องฟ้าเริ่มมืด เจียงลั่วอวี้จึงให้เหมียนซิงไปตามหานายบ่าวทั้งสอง แต่หาจนทั่ววัดก็ไม่เจอแม้แต่เงา รอยยิ้มที่ปากหายไป แต่เป็นครั้งแรกที่รอยยิ้มเขาปรากฏในดวงตา

         จนกระทั่งเขาขึ้นรถม้า เหมียนซิงที่ตามขึ้นไปรับใช้ก็รายงานให้กับเขาที่กำลังนั่งอิงเบาะอยู่อย่างสบายใจฟัง

         “ซื่อจื่อ หานเจียงเก๋อรายงานมาว่า เรื่องของคุณหนูเรียบร้อยแล้ว และได้ผลเกินคาดขอรับ”

         “เกินคาดรึ?” เจียงลั่วอวี้ตาลุกวาว สักพักก็กลับคืนเป็นปกติ เขากำพัดในมือแน่น “ว่ามาสิ”

         เหมียนซิงมองนายน้อยด้วยท่าทีเลื่อมใส และก้มหน้ารายงานต่อ

         “เรียนซื่อจื่อ คุณหนูได้เจอกับองฮ่องเต้และถูกขันทีช่วยขึ้นมา ตอนนี้ทั้งคู่อยู่ในห้องกันสองต่อสอง ส่วนเจินจูก็ถูกลากออกไปจากห้อง ตามมาด้วยเสียงร้องไห้คร่ำครวญในห้องเดิม แต่สักพักก็กลับกลายเป็นเสียงหัวร่อต่อกระซิกของหญิงชายดังขึ้นมาแทน…”

         “ไม่เลว” เจียงลั่วอวี้ดีใจและวางใจ เขาตรวจสอบจนรู้วันเวลาที่ฮ่องเต้จะปลอมตัวมาที่วัดแห่งนี้ ก็เลยอาศัยจังหวะนี้ดำเนินตามแผนการ เขายิ้มขึ้นอีกครั้ง น้ำเสียงยังคงราบเรียบ มือกำพัดงาช้างไว้แน่นเช่นเคย

         “ถือว่าได้ผลดีเกินคาดจริงๆ ”

         เดิมทีก็แค่จะวางแผนให้นางได้แต่งงานไปกับคนรุ่นพ่อ แถมยังเป็นลูกพี่ลูกน้องกับพ่อตน ใครจะนึกว่าฮ่องเต้จะหลงรักนางถึงขนาดมีอะไรกับนางครั้งแรกในวัด เกินความคาดหมายไปมากจริงๆ

         ก็ไม่รู้ว่าเจียงฮุ่ยรู้สถานะที่แท้จริงของฮ่องเต้หรือยัง และการที่นางถูกกระทำเช่นนี้ ต่อไปเข้าวังนางจะแค้นฮ่องเต้ที่กระทำกับนางเช่นนี้หรือไม่

         แต่ว่า นี่ไม่ใช่เรื่องที่เขาต้องไปยุ่งเกี่ยวด้วยแล้ว

         เจียงฮุ่ย เจ้าชอบแข่งกับคนอื่นไม่ใช่หรือ?

         ชาตินี้เจ้าจะได้แข่งขันประชันต่อกับบรรดาฝ่ายในไปทั้งชาติสมใจ ทั้งที่มีลูกไม่ได้ แต่ก็ต้องไปแก่งแย่งชิงดีกับบรรดาคนอื่นๆ ที่เขามีโอรสให้กับฮ่องเต้กัน

         ตามความคาดหมาย ทันทีที่เขาลงจากรถม้าโดยมีเหมียนซิงคอยประคองและก้าวธรณีประตู ราชโองการของฮ่องเต้ก็มาถึงจวนแต่งตั้งเจียงฮุ่ยขึ้นเป็นพระเทวีฮุ่ยเฟย

         เมื่อก้าวเข้าประตูก็ต้องคุกเข่ารับราชโองการ แต่เขากลับไม่แสดงสีหน้าใดๆ ส่วนเจียงสยงที่คุกเข่าอยู่ก็ตกใจจนหน้าซีด เจินซื่อที่ฝืนสังขารออกมารับราชโอการรับไม่ได้ถึงกับเป็นลมน้ำลายฟูมปาก มู่ซื่อเห็นดังนั้นก็สมน้ำหน้าในใจแต่ไม่แสดงออกให้ใครเห็นอาการ

         ฮ่องเต้เอาใจเจียงฮุ่ยที่พาเข้าวัง ในหน้าหนาวไม่เพียงแต่อนุญาตให้คนในจวนจวิ้นหวังมาเยี่ยมพูดคุยก่อนเวลาที่กำหนดได้แล้ว ยังโปรดให้พี่ชายคนโตของนางกลับมารับราชการยังเมืองหลวงในตำแหน่งจั่วสืออี๋ข้าราชการระดับสองเป็นกรณีพิเศษ

         เรื่องราวเป็นไปเช่นนี้ ไม่มีอะไรจะมาเปลี่ยนแปลงได้อีกแล้ว เจียงสยงน้อมรับราชโอการและส่งกงกงออกจากจวนไป จากนั้นตนเองก็เชิญราชโองการเดินไปยังห้องพักองค์หญิงลี่หยาง

         เจียงลั่วอวี้ยืนขึ้นปัดชายเสื้อสีครามและมองดูกงกงผู้อัญเชิญราชโองการมาประกาศเดินจากไป เขายิ้มขึ้นและมองไปที่ทางทิศใต้ที่ท้องฟ้ากำลังมืดดำ

         ผู้ที่ชาติก่อนไม่เคยเจอกันเลยนับแต่ตนเองถูกฮุบมรดกและถูกส่งไปแต่งงาน ชายผู้เป็นบุตรชายคนโตของจวนจวิ้นหวังผู้มีนามว่าเจียงอิ่งกำลังจะปรากฏตัว

         ณ ตอนนี้เขาก็ได้แต่ตั้งตารอคอย

         เจียงลั่วอวี้ก้าวเข้าสู่ภายในจวน คารวะมู่ซื่อด้วยรอยยิ้มและเดินไปตามระเบียงคด ตาก็เหลือบไปเห็นเงาเหมือนผีเสื้อสีขาวในมุมมืด ดูอีกทีก็เหมือนดอกมาลี่สีขาวที่กำลังโปรยปราย

         ไป๋หมิ่นอวี้

         เจียงลั่วอวี้กำพัดในมือแน่น เขาพยายามไม่สบตากับใบหน้าอันไร้ความรู้สึกและดวงตาสีอำพันในความมืดที่กำลังส่องประกายแวววาว เขาเดินมองต่ำปล่อยให้ชายเสื้อสีครามลอยตามลมและหล่นลงเมื่อเขาเลี้ยวไปตามทางระเบียง

         ในขณะที่ทั้งสองเดินสวนกันจนไหล่แทบชน ชายในชุดขาวก็ขยับริมฝีปากบางๆ ขึ้นเปล่งเสียงอันบางเบาแต่อ่อนโยน

         ทันทีที่ได้ยินเสียง เจียงลั่วอวี้ก็หยุดฝีเท้า และหันกลับไปมองอีกฝ่ายที่หันตัวมาเพียงครึ่งเดียว เป็นครั้งแรกที่เห็นเขายิ้ม ยิ้มอ่อนๆ ที่ไม่มีเสียงใดใดอื่นเลย

        ——————————————————————————————————————————-

         *หมายเหตุ: เซียมซีที่เจียงลั่วอวี้เสี่ยงได้มีที่มาจากเรื่องถังหมิงหวงได้ไปเยี่ยมชมดวงจันทร์ มีนัยว่า ยามจันทร์ซึ่งเป็นฝ่ายหยินเต็มดวง ฝ่ายหยางจะอ่อนแรง เปรียบดังคนดีแพ้คนพาล ให้อดทนรอจนถึงเวลาแล้วจะกลับมาเป็นฝ่ายได้เปรียบเอง โดยเฉพาะในฤดูศารทหรือฤดูใบไม้ร่วง

 


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “เกิดใหม่ในร่างเก่า-เจียงลั่วอวี้” : http://bit.ly/2ByRjpi

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/650

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 80-90 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม