0 Views

        อันที่จริงการมาของเขาในวันนี้ ไม่ใช่เพียงแค่การมาเยี่ยมคารวะองค์หญิงลี่หยาง แต่เป็นเพราะตัวเขาเองยังคงคิดถึงเจียงลั่งอวี้นับแต่วันที่เจอกันที่งานในที่พระราชวัง

         ส่วนอวิ๋นเสวียนกับลูกผู้น้องคนนี้ฐานะต่างกันนัก อย่างไรเสียเจียงลั่วอวี้คงไม่สนใจ ผิดกับตัวเขาถ้าได้ลูกผู้น้องมาเป็นภรรยาเอก ก็จะสมฐานะกันทั้งสองฝ่าย

         เขาก็แค่อยากจะมาลองดูว่าน้องชายจริงๆ แล้วคิดอย่างไรกับเรื่องการแต่งงาน ดูท่าทีจากในงานครั้งก่อน ก็เหมือนว่าจะมีใจอยู่เหมือนกัน

         ที่สำคัญเจียงลั่วอวี้ยังไม่ได้ผ่านพิธีเข้าสู่การเป็นผู้ใหญ่ ก็ยังไม่ถือว่าเป็นชายเต็มตัว หากว่ามีใจจริง เขาก็จะขอน้องกับบิดามารดา และให้องค์หญิงทูลขอฮ่องเต้พระราชทานสมรสให้  เหลือเวลาอีกหนึ่งเดือนก็จะถึงวันที่เขาต้องแต่งงาน เขาจึงอยากจะ…

         แม้ว่าจะเพิ่งพบกันสองครั้ง และก็เป็นเพราะหลงใหลในความงามของน้องชาย ส่วนของความรู้สึกอยู่ๆ ไปก็ค่อยๆ สร้างมันขึ้นมาได้ เพราะถ้าแต่งงานกันก็ต้องอยู่ด้วยกัน วันหนึ่งก็จะรักกันไปเอง ไม่มีอะไรยากเลย

         หลูหมินยิ่งคิดก็ยิ่งดีใจ ตาอันเรียวยาวหรี่มองด้วยท่าทีเจ้าชู้ ทำเอาเหมียนซิงที่อยู่ด้านหลังถึงกับขมวดคิ้ว ส่วนเจียงลั่วอวี้กลับหน้าตาเรียบเฉยวางถ้วยชาลงและจ้องตาหลูหมิน “มันจะไปยากอะไร”

         “อ้อ?” หลูหมินรู้ว่านี่คือคำตอบของคำถามก่อนหน้านี้ เมื่อครู่ที่คิดในใจว่าพอมีหวัง คำตอบนี้ยิ่งทำให้เขาตาลุกวาว เขยิบตัวเข้าใกล้และยิ้มถาม “น้องหมายความว่าอย่างไร? “

         เจียงลั่วอวี้ปรายตามองหลูหมินที่เข้ามาใกล้ รอยยิ้มมีเลศนัย ดวงตาเป็นประกาย ทำเอาหลูหมินมองตาค้าง “แต่ว่าคุณชายอวิ๋น จะรักคนสองเพศที่เป็นชายจริงหรือ? ข้ายังไม่ค่อยจะเชื่อนัก”

         “น้องพี่ไม่ต้องกังวลไป คุณชายอวิ๋นเป็นคนจริงใจน่าเชื่อถือ เรื่องแบบนี้เขาไม่เอามาล้อเล่นกับข้าหรอก” หลูหมินจ้องในความงามของอีกฝ่ายและยืนขึ้น “เขายังบอกข้าอีกว่า หากยอมสละความเป็นชายและแต่งงานกับเขา เขาจะรักและดูแลไปทั้งชาติ”

         ได้ยินว่าจะดูแลไปทั้งชาติ ทำเอาเจียงลั่วอวี้ถึงกับตัวแข็งหน้าตึง เขาเอามือปิดปากและหันหน้าหนี จากนั้นก็หัวเราะเสียงดัง ดังจนเลยข้ามหลูหมิน ทะลุกำแพงไปอีกฝั่งที่คนชุดขาวมายืนอยู่ในตอนไหนก็ไม่ทราบได้

         หลูหมินเห็นอาการเช่นนี้ของเจียงลั่วอวี้ที่ได้ยินคำพูดของอวิ๋นเสวียนก็หัวเราะเสียงดังลั่น ก็ทำให้เขารู้สึกไม่พอใจ ดวงตาที่สุกสว่างกลับมืดลงและถามไปด้วยน้ำเสียงเย็นชา “มีอะไรน่าขัน?”

         “ท่านพี่ไม่รู้รึ?” เจียงลั่วอวี้พยายามจะหยุดหัวเราะ เขารับผ้าเช็ดหน้าจากเหมียนซิงมาเช็ดน้ำตา และเงยหน้าขึ้นมองหลูหมิน น้ำเสียงเยาะเย้ยกว่าเดิม “น่าขันก็คือน่าขัน”

         หลูหมินรู้แล้วว่าอีกฝ่ายอ่านใจตนออก และยังหัวเราะเยาะตน เป็นการแสดงความไม่ยินยอมพร้อมใจ แค่เขายังคงไม่ลดละความพยายามที่จะถามต่อ “น่าขันตรงไหน?”

         เจียงลั่วอวี้เห็นเขาสีหน้าเปลี่ยนไป เขาก็หยุดหัวเราะ กลับมาเป็นปกติ มุมปากยิ้มและแววตาแฝงความรังเกียจ นิ้วอันเรียวยาวเคาะลงบนโต๊ะพร้อมพูดช้าๆ ชัดๆ

         “ท่านพี่ ข้ากับท่านต่างก็เป็นผู้ชาย แต่เขากลับพยายามจะให้ผู้ชายกลับกลายเป็นผู้หญิง ซ้ำยังจะสัญญาแบบชายหญิง แต่ไหนแต่ไรมาคำสัญญาเกิดขึ้นนับไม่ถ้วน แม้แต่ท่านพี่เองก็คงเคยสัญญากับสาวงามมากมายจนตนเองก็จำได้ไม่หมด แต่จะมีสักกี่คนที่ทำได้จริง? “

         หลูหมินได้ยินคำพูดเหล่านี้ก็หน้าเสีย ในหัวอยากจะโต้ตอบแต่ก็พูดอะไรไม่ออก ได้แต่มองหน้าอีกฝ่ายที่ส่งสายตาเย็นชามาให้ “เรื่องนี้…”

         เจียงลั่วอวี้ไม่ได้สนใจอาการอีกฝ่าย แต่เขากลับยิ้มและพูดต่อ “ถ้าท่านพี่อยากให้น้องเชื่อใจเขา ก็ไม่ยาก”

         เมื่อได้ยินเช่นนี้ หลูหมินก็คลายสีหน้าลง รวบพัดในมือ ดวงตาสังเกตอาการเจียงลั่วอวี้และถามไปว่า “น้องพี่โปรดชี้แนะ”

         เจียงลั่วอวี้มองต่ำและวางถ้วยชาลง ยิ้มและพูดขึ้นว่า “ท่านลองหาหญิงงามหรือคนสองเพศมากินข้าวด้วย จากนั้นก็จุดกำยานปลุกสวาทหรือวางยาในอาหาร หากผ่านไปหนึ่งวันหนึ่งคืนแล้วยังไม่เสียความบริสุทธิ์ ข้าก็จะเชื่อใจคุณชายอวิ๋น ว่าสิ่งที่พูดมาเป็นความจริง”

         ผ่านไปสักพัก เจียงลั่วอวี้ก็ดื่มชาจนหมดถ้วย เขายืนขึ้นและปราดตามองหลูหมินที่โกรธจนเดินหนีไป เขาออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงเย็นชา

         “เหมียนซิง”

         เหมียนซิงที่ยืนอยู่ไม่ไกลขานรับ “ขอรับ”

         เจียงลั่วอวี้หันไปมองแสงแดดที่บางลงตรงข้างศาลา ดูเหมือนว่าเขาจะอ่อนล้าเล็กน้อย ยกมือขึ้นนวดระหว่างคิ้ว “ไปที่ห้อง หยิบขลุ่ยมาให้ข้าที”

         เหมียนซิงน้อมรับคำสั่ง “ขอรับ”

         ชั่วเวลาจิบชาครึ่งถ้วย เหมียนซิงก็กลับมาที่ศาลาพร้อมกล้องไม้ในมือ เขาโน้มตัวส่งมันให้นายน้อยและบรรจงเปิดฝาที่ไม่ได้ลงกุญแจออก เจียงลั่วอวี้หยิบขลุ่ยหยกสีเขียวขึ้นมาจากผ้ากำมะหยี่ที่รองอยู่ก้นกล่องและลูบคลำอยู่สักพัก

         “กลับไปกันก่อน ก่อนมื้อเย็น ข้าจะกลับไปเอง”

         เหมียนซิงและจุยอวิ๋นถอยหลังออกจากที่นั่นและหันตัวกลับไปออกไปทางสวนมรกต เหลือเพียงเขียงลั่วอวี้ที่ถือขลุ่ยยืนพิงเสาด้วยอาการเหม่อลอย

         เมื่อเสียงขลุ่ยอันนุ่มนวลลอดผ่านกำแพงอีกฝั่ง ชายชุดขาวก็หลับตาลง เขาเดินผ่านไปทางประตูเชื่อม ชุดสีขาวที่แฝงลวดลายพลิ้วไหวไปตามสายลม ผมดำขลับสยายปกปิดรอยแผลบนใบหน้า แต่ปกปิดมือที่กำแน่นให้แขนเสื้อเขาไว้ไม่ได้

         เสียงขลุ่ยไม่ได้ให้ความรู้สึกอาวรณ์แต่ก็ไม่ใช่เสียงตัดพ้อขาดเป็นห้วง กลับฟังดูเลื่อนลอยแต่แฝงไว้ด้วยความเจ็บช้ำ เปรียบดังใบไม้สีเขียวในฤดูใบไม้ผลิที่ร่วงรา หรือดอกเหมยสีแดงท่ามกลางหิมะขาวที่ร่วงหล่น ทำเอาคนทั้งคนจมดิ่งและสลายไปพร้อมกับความเศร้าโศกและสิ้นหวัง

         ไม่รู้เหมือนกันว่าผ่านไปนานเพียงใด เสียงขลุ่ยที่กำลังทอดยาวก็หยุดลงราวกับถูกอะไรบางอย่างมาสะบั้นเสียงลง

         หางตาเขาเหลือขมองเห็นร่างสีขาว รอยยิ้มก็พลันจางลง เพลงที่บรรเลงขาดตอน มือกำขลุ่ยสีเขียวมรกตไว้แน่น เขาไม่ได้หันไปมองตรง แต่พูดเสียงแหบแห้งออกมา

         “เจ้ามาทำไมอีก? “

         ไป๋หมิ่นอวี้ยืนอยู่ห่างออกไปไม่มากนัก ชายชุดสีขาวพลิ้วตามลม ผมปรกหน้าจะไม่เห็นสีหน้าและดวงตาของเขา

         เสียงของเขาเบามาก ราวกับเก็บงำความรู้สึกที่บอกไม่ได้ไว้ภายใน เล็บเขาแทบจะจิกทะลุฝ่ามือ ในใจสั่นไหว น้ำเสียงเย็นยะเยือก

         “ทำไมต้องพูดแบบนั้น”

         เจียงลั่วอวี่ไม่ตอบ เขาหลับตาด้วยความอ่อนล้า นั่งลงที่ข้างเสา นิ้วมือลูบไปตามลำขลุ่ย เม้มปากบางๆ ขึ้น

         “ทำไม ถึงได้พูดไปแบบนั่น? ” ไป๋หมิ่นอวี้รอคำตอบอยู่นาน แต่ก็ไม่ได้รับกลับมา แล้วก็ทนไม่ได้จ้องไปที่เจียงลั่วอวี้ พูดช้าๆ ชัดๆ ขึ้น “คุณชายอวิ๋นหลงรักเจ้าใช่ไหม? “

         “ใช่หรือไม่ใช่ ก็ไม่เกี่ยวอะไรกับข้า? เจียงลั่วอวี้ไม่คิดว่าเขาจะถูกถามเช่นนี้ เขาชะงักไปครู่หนึ่ง และหันใบหน้าอันเยือกเย็นมาพูดต่อ “ข้ามีเรื่องต้องทำมากพอแล้ว ไม่มีเวลาสนใจเรื่องคนอื่น”

         พูดจบเขาก็มองหน้านิ่งไปยังไป๋หมิ่นอวี้ มือกำขลุ่ยไว้แน่นก่อนจะสะบัดแขนเสื้อเดินออกไปจากศาลา ไป๋หมิ่นอวี้เห็นอีกฝ่ายกำลังจากไป เขากัดฟันเดินตามไป ดวงตาสีอำพันแฝงไว้ด้วยความดื้อดึงและไม่ยอมแพ้

         เจียงลั่วอวี้สังเกตว่ามีฝีเท้าตามมา เขาหันกลับไปถลึงตาและตะคอกใส่

         “อย่าตามจ้ามาอีก! “

         ไป๋หมิ่นอวี้ได้ยินเสียงที่แฝงด้วยความเกลียดชัง เขาสะดุ้งจนต้องหยุดฝีเท้า เขายืนมองคนที่อยู่ห่างไปไม่ไกล ริมฝีปากซีดเผือดยังคงเผยอขึ้นเอื้อนเอ่ย

         “ถ้าหาก…”

 


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “เกิดใหม่ในร่างเก่า-เจียงลั่วอวี้” : http://bit.ly/2ByRjpi

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/650

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 80-90 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม