0 Views

        แม้ว่าหน่วนอวี้จะปวดท้องไม่หยุดหลังกินโจ๊กเข้าไป แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าโจ๊กชามนั้นมียาพิษ…หากว่าวางยานาง แผนของเขาก็จะล้มเหลว โจ๊กครึ่งชามนั้นมีแค่สลอดที่ใส่เพิ่มลงไป หน่วนอวี้คงจะต้องไปขอยาแก้ที่สวนเจินเวยแน่ ถึงเวลานั้นเจินซื่อก็จะเปิดเผยตัวตนที่แท้จริง หน่วนอวี้เองก็จะได้รู้ว่าคนที่ตนรับใช้แท้จริงเป็นคนเช่นไร

         “ข้าจะต้องให้บทเรียนกับเจินซื่อ” เจียงลั่วอวี้มองต่ำและดันตัวขึ้นจากเบาะ เขายืนขึ้นพูดโดยไม่สนใจว่าใครกำลังหวาดกลัว สงสัย หรือใครจะได้ยิน “ไปบอกนางว่า ข้าไม่ใช่แป้งที่จะถูกคนปั้นได้ตามใจ”

         ไม่ถึงชั่วเวลาธูปหนึ่งดอกมอด ภายในสวนเจินเวย

         เจินซื่อซึ่งอยู่ที่หน้าโต๊ะเครื่องแป้งกำลังให้สาวใช้ถอดเครื่องประดับจากผมเพื่อเตรียมจะงีบสักพัก พลันได้ยินเสียงเอะอะจากด้านนอก นางขมวดคิ้วแต่ไม่หันกลับไปมอง ออกปากสั่งสาวใช้ที่ชื่อไฉ่เจวียน

         “เกิดอะไรขึ้น? เอะอะโวยวายอะไรกัน? “

         “พระชายา แย่แล้วเพคะ” สาวใช้คนสนิทแหวกม่านเดินเข้ามาที่โต๊ะเครื่องแป้งเพื่อรายงานนายหญิงของตน “หน่วนอวี้บุกเข้ามาเพคะ”

         “หน่วนอวี้? ” เจินซื่อได้ยินชื่อก็หายจากอาการง่วงเป็นปลิดทิ้งกลายเป็นความโกรธแทน หันไปพูดกับสาวใช้คนสนิทว่า “ให้นางไปทำตามแผน เสร็จงานแล้วคืนนี้ค่อยมารายงานผลมิใช่รึ? เกิดอะไรขึ้นกันแน่?!”

         สาวใช้คนสนิทรู้ว่าเป็นการรบกวนเวลาพักผ่อนของนายหญิง และเห็นนางกำลังโกรธ หากพูดไปต้องเป็นเรื่องแต่ แต่หน่วนอวี้ที่อยู่ด้านนอกก็กำลังทรมาน นางจึงกัดฟันรายงานต่อ

         “พระชายาเพคะ ข้าน้อยก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่สาวใช้ที่หน้าประตูบอกว่าหน่วนอวี้เอามือกุมท้องวิ่งทะลวงเข้ามาทางประตู ตอนนี้ถูกขวางไว้ที่ห้องโถง ปากก็ร้องว่าถูกยาพิษ ร้องขอให้พระชายาช่วยชีวิตอยู่นะเพคะ! “

         เจินซื่อในตอนนี้โกรธยิ่งกว่าเดิม ดวงตาเบิกโพลง นางรู้สึกปวดขมับ จึงกัดฟันถาม “อะไรนะ? “

         สาวใช้คนสนิทเห็นนายหญิงโกรธจนหน้าเขียว ด้านนอกก็กำลังวุ่นวาย นางรู้ว่าไม่ควรปิดบังเรื่องที่เกิดขึ้น จึงตัดสินใจกัดฟันรายงานต่อ “ได้ยินว่า หน่วนอวี้หนีมาจากสวนมรกตเพคะ…”

         “อะไรนะ?! ” เจินซื่อโกรธสุดขีด ไม่เหลือความอ่อนโยนบนใบหน้าอีกต่อไป นางถลึงตาและตะโกนใส่สาวใช้คนสนิท “หนีมาจากสวนมรกต? นางทำแผนแตกจนเจียงลั่วอวี้จับได้ใช่ไหม ถึงได้วิ่งหนีมาหาข้าถึงที่นี่? “

         สาวใช้คนสนิทเห็นนายหญิงโกรธจนหน้าเปลี่ยนเป็นสีดำ “เพคะ…”

         “เป็นไปได้อย่างไร เป็นแบบนี้ได้อย่างไรกัน!” เจินซื่อระเบิดอารมณ์ กวาดเครื่องสำอางและเครื่องประดับบนโต๊ะตกลงบนพื้นจนสิ้น นางโกรธจนตัวสั่นและหายใจฟึดฟัด ชี้นิ้วด่าออกไปทางหน้าต่าง

         “เจ้าออกไป ลากนางนั่นออกไปให้ไกล ให้มันตายไป ไม่ต้องช่วยมัน! “

         สาวใช้คนสนิทเห็นนายหญิงโกรธจนขาดสติ จะพูดเตือนก็ไม่กล้า นางกลัวจนหน้าถอดสี “แต่พระชายาเพคะ นางวิ่งร้องโอดโอยมาตลอดทาง บางทีเจ้านายท่านอื่นก็คงรู้เรื่องแล้ว จะทำอย่างไรดีเพคะ…”

         เจินซื่อเบิกตาโพลง นางรู้สึกเหมือนมีอะไรฟาดใส่จนหน้ามืดไปชั่วขณะ “อะไรนะ…”

         ไฉ่เจวียนที่อยู่ไม่ไกลตะโกนขึ้นมา “พระชายา! เป็นอะไรไปเพคะ?”

         เจินซื่อหน้าซีดและหลับตาลง ราวกับมีอะไรมาเข้าสิง สาวใช้คนสนิทและไฉ่เจวียนรีบประคองนางให้นั่งลง นางถอนหายใจยาว หน้าแดงก่ำราวกับจะกระอักเลือดออกมา สักพักนางก็คว้ามือสาวใช้คนสนิทไว้

         “…ตอนนี้…เรายังจัดการกับหน่วนอวี้ไม่ได้ เจ้า…นำนางกลับไปส่งคืนสวนมรกต บอกกับเจียงลั่วอวี้ว่า ไม่ต้องเห็นแก่หน้าข้า ลงโทษนางให้สาสม! “

         สาวใช้คนสนิทเห็นท่าทางนายหญิงก็ขยาดกลัว “เพคะ พระชายา”

         “…นังสวะ” ไฉ่เจวียนประคองนายหญิงมาพักบนตั่ง นั่งพิงหมอนถอนหายใจติดต่อกัน มือที่สั่นเทาทุบไปที่หัวเตียงและสบถด่า “ไอ้พวกเศษสวะ! “

         ครู่หนึ่งจุยอวิ๋นก็กลับมารายงานเรื่องที่เกิดขึ้นในสวนเจินเวยทั้งหมดให้นายน้อยของตนที่ยังคงนั่งอยู่ที่เดิมฟัง

         เจียงลั่วอวี้เลิกคิ้วขึ้นมองดูเจียงลั่วฉินที่กำลังหวาดกลัวและพยายามยื่นคอยาวเพื่อจะฟังดูว่าพวกเขากำลังคุยอะไรกัน เขาก้มลงเป่าใบชาในถ้วยและยิ้มด้วยสีหน้าเย็นชา

         ผ่านไปอีกพักหนึ่ง หว่านเสียะที่เฝ้าประตู กำลังจะเข้ามารายงานนายน้อยที่นั่งอยู่ แต่เขาวางถ้วยชาลงและบอกกับนางว่า “ข้าเห็นแล้ว เจ้าหลบไปข้างๆ ก่อน”

         หว่านเสียะจึงถอยตัวเองออกมายืนอยู่ข้างซุ่ยเยวี่ย

         เจียงลั่วอวี้จัดเสื้อผ้าให้เข้าที่เข้าทาง ยิ้มรับผู้ที่กำลังเดินเข้ามาด้วยสีหน้าย่ำแย่ สาวใช้คนสนิทของเจินซื่อพาสาวใช้อีกสองคนนำตัวหน่วนอวี้ที่กำลังลนลานเข้ามาพบเขา

         “ข้าน้อยคารวะซื่อจื่อ”

         เจียงลั่วอวี้เห็นนางแสดงความเคารพก็เงยหน้าขึ้น และมองนางด้วยท่าทีข่มขวัญ แววตาสีดำและรอยยิ้มเผยขึ้น “โหมวโม่วมาแล้วหรือ เชิญนั่งลงก่อน”

         “ข้าน้อยมิกล้า” นางตอบและมองดูเจียงลั่วอวี้ที่กำลังนั่งยิ้มอยู่อีกครั้ง จากนั้นหันกลับไปมองหน่วนอวี้ที่กำลังตัวสั่นกลัวทางด้านหลัง นางกัดฟันพูดออกมา

         “ข้าน้อยพาหน่วนอวี้ที่ไม่รู้ที่ต่ำที่สูงกลับมาส่งให้ซื่อจื่อเจ้าค่ะ พระชายากำชับว่า ให้ซื่อจื่อลงโทษนางได้ตามสบาย พระชายาจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วยเจ้าค่ะ”

         เจียงลั่วอวี้ยิ้มรับด้วยความอ่อนโยน “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าก็ฝากเจ้าไปขอบคุณอาสะใภ้ด้วยนะ”

         “หามิได้เจ้าค่ะ” นางเห็นว่าเจียงลั่วอวี้ไม่มีท่าทีรู้ร้อนรู้หนาว เอาแต่ยิ้มรับ ก็อดไม่ได้ที่จะต้องพูด นางก้าวไปข้างหน้าและแสดงท่าทางเคารพ “ข้าน้อยมีเรื่องอยากพูด แต่ไม่รู้ว่าสมควรจะพูดหรือไม่”

         เจียงลั่วอวี้มองดูนางที่กำลังก้มหัวให้ เขากระดิกนิ้วและยิ้มมากขึ้นอีก “โหมวโม่วไม่ต้องเกรงใจ”

         “ขอบคุณซื่อจื่อ” นางได้ยินอีกฝ่ายอนุญาต ก็ตาลุกวาวและพูดช้าๆ ว่า “ข้าน้อยคิดว่า บางครั้งซื่อจิ่อก็ทำเกินไป โบราณว่าตีหมาอย่าตีให้จนตรอก ซื่อจื่อใช้วิธีการโหดร้าย วันหนึ่งท่านอาจจะต้องได้รับผลตอบแทน”

         เจียงลั่วอวี้ฟังแล้วก็ยังคงยิ้ม เขายืดตัวขึ้นมองหน้าด้วยแววตาน่าหมั่นไส้ จากนั้นหรี่ตาลงส่งสายตาให้ซุ่ยเยวี่ยไปรับตัวหน่วนอวี้มา เขาโบกมือขึ้นแสดงอาการส่งแขก “โหมวโม่วพูดจบแล้วใช่ไหม เช่นนั้นก็เชิญกลับไปได้แล้ว”

         เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ได้ใส่ใจในคำพูดตนเลย ซ้ำยังทำสีหน้าเรียบเฉยใส่ นางก็อดไม่ได้ที่จะถลึงตามอง ก่อนที่จะส่งเสียงแสดงความไม่พอใจและสะบัดแขนเสื้อพาสาวใช้ทั้งสองเดินออกไปจากที่แห่งนั้น

         นางหันกลับมามองร่างในชุดสีครามที่เดินไกลออกไปทุกทีและกำหมัดแน่น กัดฟันส่งเสียงอยู่ในลำคอ “หึ เจียงลั่วอวี้…เจ้าฆ่าชิงหงตายไป ข้าไม่สนว่าเจ้าจะเป็นซื่อจื่อหรือเป็นใคร สักวันหนึ่ง…เจ้าจะต้องชดใช้! “

         หน่วนอวี้ถูกซุ่ยเยวี่ยนำตัวกลับเข้ามาคุกเข่าอยู่ต่อหน้าเจียงลั่วอวี้ที่กลับไปนั่งบนตั่งอีกครั้ง เขายังคงยิ้มมุมปาก แสดงท่าทีสงสาร ซุ่ยเยวี่ยที่ยืนอยู่ข้างๆ เจียงลั่วอวี้กำลังทุบไหล่ให้เขาก็เอ่ยปากเสียงเบาเป็นการลองใจ

         “ซื่อจื่อเจ้าคะ หน่วนอวี้ถูกส่งกลับมา แล้วคุณหนู…”

         เจียงลั่วอวี้ยังคงไม่เงยหน้าขึ้นมา เขายิ้มอ่อนและเอานิ้วเคาะถ้วยชา น้ำเสียงราบเรียบพูดขึ้นมาว่า “ปล่อยนางไป ข้าแค่อยากสั่งสอนนางก็เท่านั้น เดี๋ยวคนจะนินทาข้าได้ว่าข้ารังแกน้องต่างแม่”

         พูดจบเขาก็หันไปพูดกับหว่านเสียะที่ยื่นมือมารับถ้วยชาไปจากมือเขาต่อ “หว่านเสียะ เจ้าไปดูอาการลั่วไป๋ บอกให้เหมียนซิงอยู่ที่นั่นดูแลเขาไปก่อน รอจนเขาหายดีค่อยกลับมา ตอนนี้ที่นี่ยังไม่มีอะไรต้องเรียกใช้ แล้วเจ้าก็พาลั่วฉินกลับไปด้วย อย่าปล่อยให้ขวางหูขวางตา”

         หว่านเสียะรีบน้อมรับคำสั่ง “เจ้าค่ะ ซื่อจื่อ”

         หว่านเสียะพาเจียงลั่วฉินมาคารวะเจียงลั่วอวี้ นางหันไปถลึงตาใส่หน่วนอวี้ที่คุกเข่าอยู่และเชิดหน้าใส่ก่อนเดินจากไป ซุ่ยเยวี่ยเอ่ยปากถามถึงหน่วนอวี้ที่กำลังกลัวหนัก “ซื่อจื่อจะจัดการกับนางอย่างไรดีเจ้าคะ? “

         เจียงลั่วอวี้ยกมือบอกให้ซุ่ยเยวี่ยหยุดทุบไหล่ เขาจ้องไปมองหน่วนอวี้ที่คุกเข่าอยู่ตรงหน้า สีหน้าดูเย้ยหยัน “นางไม่มีพิษสงอะไร ไม่เหมือนชิงหงที่พร้อมจะแว้งกัด ตอนนี้นางกลายเป็นหมาหัวเน่า ทั้งเจินซื่อและลั่วฉินต่างก็ไม่เอานางแล้ว ส่งไปให้ลั่วไป๋เป็นคนจัดการ”

         หน่วนอวี้ได้ยินว่าตนจะไม่ถูกจัดการเช่นเดียวกับชิงหง ซ้ำยังจะถูกส่งไปให้เจียงลั่วไป๋ อย่างมากก็คงถูกโบย นางจะสบายใจขึ้น หายสั่นและรีบคำนับขอบคุณ

         เจียงลั่วอวี้โบกมือให้ซุ่ยเยวี่ยพานางออกไป เขายืนขึ้นและเดินกลับเข้าห้องไปพักผ่อน

         ผ่านไปสองสามวัน เจียงลั่วไป๋หายดีแล้วก็ไปพบเจียงลั่วอวี้เพื่อจะปรึกษาเรื่องการลงโทษหน่วนอวี้ หลังจากที่ฟังพี่ชายอธิบายเรื่องราวทั้งหมดแล้ว เขาก็กลับมาสั่งโบยนาง และยังคงให้นางรับใช้อยู่ที่นั่นต่อไป

         วันนี้อากาศดี ซุ่ยเยวี่ยเรียกให้บ่าวไพร่มายกสำรับอาหารเที่ยงที่นายน้อยกินเสร็จแล้วออกไป เหลือเพียงเหมียนซิงที่ยังคงอยู่รับใช้

         ผ่านไปสักพัก เจียงลั่วอวี้ในท่ากึ่งนั่งกึ่งนอนพักกลางวันบนตั่งก็ได้ยินเสียงฝีเท้าดังลั่นจนเขาตื่นขึ้น เขาพูดด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด “เสียงอะไร ทำไมเอะอะกันนัก”

         เหมียนซิงที่กำลังถือพัดโบกลมให้ความเย็นชักมือกลับ มองไปรอบๆ และรายงานว่า “เรียนซื่อจื่อ ไม่รู้ว่าทำไม บุตรชายของเสิ่นกว๋อกงมาคารวะท่าน”

         บุตรชายเสิ่นกว๋อกง

         หลูหมินมาถึงแล้ว?

         เจียงลั่วอวี้ได้ยินชื่อก็ตาสว่าง เขาลุกขึ้นจัดแจงเสื้อผ้าและตอบว่า “อ้อ?”

 


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “เกิดใหม่ในร่างเก่า-เจียงลั่วอวี้” : http://bit.ly/2ByRjpi

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/650

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 80-90 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม