0 Views

        เมื่อเห็นว่าเขารู้ตัว ไป๋หมิ่นอวี้ก็ไม่หลบซ่อนอีกต่อไป เขาค่อยๆ เดินอ้อมกำแพงออกมา ใบหน้าที่ยังคงมีรอยแผลสว่างชัด สองมือขาวดั่งหยกปล่อยลงข้างลำตัว สีหน้ายังคงไร้อารมณ์ เพียงแต่ถ้าดูให้ดีจะเห็นว่าในตาเหมือนจะมีไอน้ำเกาะกุมอยู่ ดูไม่ออกว่ามีความอะไรซ่อนอยู่ภายใน

         “เจ้าออกมาจากที่พัก ข้าก็แค่ตามมาดู ว่ามีอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่า” น้ำเสียงที่เยือกเย็นมีความเป็นห่วงแฝงอยู่ สายตาจับจ้องไปยังอีกฝ่าย รวมถึงรอยแผลบนหน้าที่ดูท่าทางตื่นเต้น “…แล้วก็…”

         เจียงลั่วอวี้มองหน้าเขาอย่างสงบนิ่งแล้วมองผ่านไปยังมือที่ซ่อนไว้ในแขนเสื้อซึ่งกำลังสั่น ปากบางขยับแต่ไม่ได้พูดอะไรออกไป

         ไป๋หมิ่นอวี้หลับตา ความมืดค่อยๆ ปกคลุมดวงตาสีอำพัน บอกไม่ได้ว่าเขารู้สึกอะไร แต่แล้วก็พูดอย่างชัดเจนอีกครั้ง

         “คำพูดวันนั้น ข้าไม่เคยเสียใจ”

         เจียงลั่วอวี้ไม่ได้ตอบอะไร ได้แต่มองนิ่งๆ ผ่านไปครู่หนึ่ง เขาก็หันด้านข้างให้อีกฝ่าย หันหน้ารับสายลมที่โบกเอาผมและเสื้อเขาพัดปลิวไสว รวมถึงสายตาของเขาด้วย

         “เจ้าไปซะ” พูดพลางก็กุมมือที่บาดเจ็บและพันด้วยผ้าพันแผลเอาไว้ น้ำเสียงที่ราบเรียบอยู่ๆ ก็สูงขึ้น ฟังดูเหมือนจะอ่อนล้าไปถึงกระดูกในกาย “ข้าไม่อยากเห็นหน้าเจ้าอีก”

         สิ้นเสียงลง ทั้งคู่ก็เข้าสู่ความเงียบงัน

         ไม่รู้ว่าผ่านไปนานแค่ไหน จนกระทั่งเจียงลั่วอวี้ได้ยินเสียงคนขยับตัว หันไปอีกที ชายเสื้อสีขาวที่พลิ้วอยู่กลางลมก็หายไปเสียแล้ว

         เจียงลั่วอวี้ยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม ตามองไปทางคนที่หายไป จนเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้ามาทางด้านหลัง จึงหันไปออกคำสั่ง “จุยอวิ๋น เจ้ากับซุ่ยเยวี่ยไปหาลั่วฉิน บอกว่าข้ามีเรื่องจะคุยกับพวกเขา แล้วพานางไปที่สวนมรกต”

         ซุ่ยเยวี่ยได้ยินก็มีสีหน้ากังวล ถามขึ้นว่า “ซื่อจื่อเจ้าค่ะ ถ้าคุณหนูพาหน่วนอวี้มาด้วยจะทำอย่างไรดีเจ้าคะ…”

         “ไม่ต้องกังวลไปหรอก” เจียงลั่วอวี้ครุ่นคิดแผนการในใจ เขาหรี่ตาลง คิดว่าได้เวลาที่จะต้องเปิดศึกกับเจินซื่ออีกครั้งแล้ว เขายิ้มแล้วพูดขึ้นว่า “ข้าไม่กลัวว่านางจะพาสาวใช้มาด้วย เพราะละครฉากต่อไปที่กำลังจะเกิดขึ้น เตรียมไว้ให้เด็กโง่อย่างน้องสาวข้าโดยเฉพาะ”

         ซุ่ยเยวี่ยดูเข้าใจครึ่งไม่เข้าใจครึ่ง ยังคงงุนงงกับคำสั่ง แต่ก็รีบขานรับ “น้อมรับคำสั่งซื่อจื่อ”

         เมื่อซุ่ยเยวี่ยจากไป จุยอวิ๋นก็เดินเข้ามาใกล้ขึ้น เจียงลั่วอวี้ยิ้มเล็กน้อยก่อนจะพูดอะไรกับเขาสองสามประโยค และมองเขาประสานมือยกขึ้นน้อมรับ จากนั้นก็ออกไปจากสวน

         ผ่านไปครึ่งชั่วยาม เจียงลั่วอวี้ยืนอยู่หน้าห้องของตนในสวนมรกต หว่านเสียะและบ่าวไพร่นำเบาะ น้ำชาและขนมนมเนยที่เพิ่งทำเสร็จจากเตามาจัดวางบนโต๊ะ จากนั้นพวกนางก็ถอยออกไป

         เจียงลั่วอวี้มองดูข้าวของที่จัดเตรียมเรียบร้อยดีแล้วก็ยิ้มพอใจ เขานั่งลงหยิบถ้วยชา แต่ยังไม่ทันจะเปิดฝาถ้วยก็ได้ยินเสียงฝีเท้าและเสียงบ่าวไพร่ทักทายผู้ที่มาถึงดังเข้ามาในห้อง

         เจียงลั่วอวี้ยกชาขึ้นดื่มด้วยอาการปกติ จากนั้นวางถ้วยชาลง เงยหน้ามาก็พบกับเจียงลั่วฉินในชุดสีบานเย็นกระโปรงจีบรอบตัว นางเดินเข้ามาหาเขาด้วยสีหน้าไม่เป็นมิตร

         “ซื่อจื่อเรียกข้ามาพบ ไม่ทราบว่ามีธุระอะไร? “

         เจียงลั่วอวี้ยิ้มอ่อน เขายังคงนั่งนิ่งบนเบาะนิ่ม กวาดตามองไปที่นางและพูดเสียงเบา “ไม่มีธุระอะไร จะเรียกพวกเจ้าอบรมบ้างไม่ได้เลยหรือ?

         “อบรม? ” เจียงลั่วฉินที่หน้าตาย่ำแย่ยิ่งดูแย่ยิ่งกว่าเดิม นางถลึงตามอง “อบรมเรื่องอะไร? “

         “อบรมเรื่องสัมมาคารวะที่ควรมีต่อพี่ชายน่ะสิ” เจียงลั่วอวี้มองดูนางที่อยู่ในท่าทางหยิ่งทะนง เขาพูดต่อด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจว่า “นับแต่โบราณมา ลูกเมียเอกเมียรองฐานะต่างกัน หลายครั้งแล้วที่เจ้าไม่ได้แสดงความเคารพข้า ไม่สมกับเป็นลูกผู้ดีมีสกุล วันนี้เจ้าต้องอยู่ที่นี่ จนกว่าเจ้าจะสำนึกผิดค่อยว่ากัน”

         เจียงลั่วฉินคิดว่าไม่ใช่นางคนเดียวที่จะถูกอบรม พี่ชายร่วมมารดาก็ไม่สามารถมาปกป้องนางได้ เป็นเพราะนางมาเร็วเกินไป นางจึงถูกอบรมสั่งสอนว่าไม่รู้จักมารยาท จึงต้องถูกกักตัวอยู่ที่นี่

         อย่างไรเสียนางก็เป็นแค่ลูกเมียน้อย รู้ตัวว่าเทียบไม่ได้กับอีกฝ่าย แต่ไหนแต่ไรมาพี่ชายนางคนนี้ก็ไม่เคยมีคนขัดใจ ซ้ำตอนนี้พี่ชายแท้ๆ ของนางก็ไม่อยู่ช่วยนาง นางเกลียดอีกฝ่ายจนพูดไม่ออก นางหันไปเห็นจุยอวิ๋นที่กำลังจะพุ่งตัวเข้ามาหา สีหน้านางก็เกรี้ยวกราดและหวาดกลัว

         “เจ้า…เจียงลั่วอวี้ ข้าก็เป็นลูกสาวท่านพ่อเหมือนกัน เจ้าทำเช่นนี้ได้อย่างไร? “

         “บังอาจเอ่ยชื่อข้าเชียวหรือ ดูท่าจะขาดการอบรมจริงๆ ” เจียงลั่วอวี้รู้แต่แรกว่านางจะต้องมีอาการเช่นนี้ เขายังคงหน้านิ่ง พูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า “เดิมคิดว่าลงโทษให้ยืนวันเดียวน่าจะพอ ดูท่าคงต้องเป็นสองวันเสียแล้ว”

         ไม่คิดว่าปฏิกิริยาของตนจะยิ่งทำให้สถานการณ์แย่ ตอนนี้นางหน้าซีด เสียงแหลมปรี๊ดแทบจะทะลุหลังคา “เจ้าถือเป็นพี่ชายตรงไหน เจ้าเป็นคนสองเพศ สุดท้ายก็ต้องออกเรือนไปเหมือนกับข้านั่นแหละ สมบัติรวมถึงป้ายคำสั่งทหารก็ต้องตกเป็นของพี่ลั่วไป๋ เจ้ามีอะไรให้น่าอวดเบ่ง?!”

         “อ้อ เจ้าคิดเช่นนี้จริงหรือ? ” เมื่อได้ยินคำว่าออกเรือนไป เจียงลั่วอวี้ก็เงยหน้าขึ้นมองน้องสาวต่างมารดาเป็นครั้งแรก สายตาเย็นยะเยือกจนน่าหวาดกลัว ทำเอานางผู้กำลังโกรธถึงกับเสียงอ่อนลง

         “แน่…แน่นอนว่าต้องเป็นเช่นนั้น”

         “สมัยอยู่ที่จวนเรา ข้าไม่คิดว่าเจ้าจะมีความคิดเช่นนี้” เจียงลั่วอวี้เห็นนางเริ่มหวาดกลัวจนอยากจะถอยหลัง เขาเคาะนิ้วลงบนถ้วยชา สีหน้าเย็นชาแต่ดูน่ากลัว “เจ้าโตขึ้นมา เสียดายที่ปีกยังอ่อนนัก ซ้ำยังบินไม่พ้นมือข้า เพราะฉะนั้นจงสำนึกผิดอยู่ที่นี่ต่อไป”

         เจียงลั่วอวี้พูดจบพร้อมกับตบโต๊ะ ทำเอาเจียงลั่วฉินหน้าซีด ชี้นิ้วสั่นเทาไปที่อีกฝ่ายและพูดออกมาได้แค่คำเดียว “เจ้า…”

         เจียงลั่วอวี้อมยิ้มมองไปที่นาง แต่ทำเหมือนนางไม่มีตัวตน เขาหยิบชาขึ้นมาจิบอีกครั้ง

         ในขณะที่เจียงลั่วอวี้ดื่มชา เจียงลั่วฉินก็รู้สึกโกรธหากแต่ไร้หนทางต่อต้าน  ทันใดนั้นก็มีเสียงดังมาจากข้างนอก สาวใช้ที่มาพร้อมกับเสียงวิ่งเข้ามาในห้องและส่งเสียงดัง “ซื่อจื่อเจ้าคะ…แย่แล้วเจ้าค่ะ!”

         อวิ๋นไฉ่ที่คุกเข่าอยู่ไม่ไกล หลังจากไปรายงานเรื่องลั่วไป๋ถูกพิษให้เจินซื่อรู้แล้วก็กลับมารายงานผลให้นายน้อยฟัง เจียงลั่วอวี้ตาเป็นประกาย ยังคงรักษาสีหน้าเป็นปกติ วางถ้วยชาและเอ่ยปากถาม “มีอะไร โหวกเหวกโวยวาย ไร้มารยาทจริง”

         อวิ๋นไฉ่ที่อยู่ในอาการหอบเพราะวิ่งมาไกล ยังคงไม่พูดอะไร จนกระทั่งซุ่ยเยวี่ยที่อยู่ด้านหลังเห็นอาการ ก็รีบเข้าไปหานางและแสร้งทำท่าทางซุบซิบข้างหู ซุ่ยเยวี่ยทำเป็นตื่นเต้นและรีบพุ่งตัวเข้าไปหานายน้อยเพื่อรายงานเรื่องที่เกิดขึ้น

         เจียงลั่วอวี้รู้สึกพอในกับการแสดงของสาวใช้ทั้งสองและชื่นชมในใจ เขาทำเป็นตกตะลึงกับเรื่องที่เกิดขึ้นและหรี่ตามองไปที่เจียงลั่วฉิน

         “เจียงลั่วฉิน ดูเหมือนว่าไม่ใช่แค่เจ้าไม่ให้ความเคารพข้า ยังคิดจะวางยาพี่ชายเจ้าอีก ช่างบังอาจนักนะ! “

         วางยาพี่ชาย?

         เจียงลั่วฉินได้ยินดังนั้นก็ชะงักค้างกับที่ แต่หน่วนอวี้ที่อยู่ถัดออกไป พยายามทำตัวเป็นมนุษย์ล่องหนแต่แรกเข้ามาที่สวนมรกต ตอนนี้นางสีหน้าเปลี่ยนไป นางพยายามก้มหน้าเพื่อปกปิดสายตาอันมีพิรุธของนาง

         เจียงลั่วอวี้ปากก็ต่อว่าเจียงลั่วฉิน แต่สายตากลับต้องเขม็งไปที่หน่วนอวี้ที่อยู่ด้านหลังนาง เห็นนางพยายามก้มหน้าหลบตา เชาก็ยิ้มมุมปากและพูดขึ้นว่า “ในเมื่อไม่มีพี่ชายอยู่ในสายตา ซ้ำยังจะวางยาพี่ชายแท้ๆ เด็กๆ จับตัวนางไว้แล้วเอาไปขังในห้องเก็บฟืน”

 


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “เกิดใหม่ในร่างเก่า-เจียงลั่วอวี้” : http://bit.ly/2ByRjpi

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/650

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 80-90 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม