0 Views

        ถึงแม้ว่าซื่อจื่อจะทำเป็นไม่สนใจ แต่ตั้งแต่ลงรถจนเข้าจวนหน้าไม่ยิ้มอย่างที่เคยเป็น ดูท่าจะห่วงไป๋ซื่อจื่อที่ถูกทิ้งกลางทางเป็นแน่ นางจึงต้องให้คนไปสืบข่าว จะปล่อยเขาทิ้งไว้แบบนั้นคงไม่ดีแน่

         หว่านเสียะได้ยินว่าให้ไปถามถึงไป๋ซวงจื่อ ก็รู้ว่าเขากับนายตนคงมีปัญหากัน รีบขานรับคำ “ได้ค่ะพี่”

         หลังจากที่ทั้งสองสนทนากันเสร็จ ซุ่ยเยวี่ยมองดูหว่านเสียะเดินออกไป นางก็ชะโงกดูจนแน่ใจว่าไม่ทีใครมาแอบฟัง นางจัดเสื้อผ้าให้เข้าที่และกลับไปทำงานตามหน้าที่ของตน

         เมื่อซุ่ยเยวี่ยเดินเดินจากไป นางไม่ได้สังเกตว่า หน้าต่างที่ห้องหนังสือที่แง้มอยู่ มีมือที่เปื้อนเลือดค่อยๆ เอื้อมมาดึงบานหน้าต่างกลับเข้ามาปิด บดบังใบหน้าคนที่นั่งอยู่หลังหน้าต่างจนไม่รู้ว่ากำลังมีสีหน้าเช่นไร

         ผ่านไปชั่วยามเศษ ก็ถึงเวลาอาหารเที่ยง

         ซุ่ยเยวี่ยเดินหลีกให้บ่าวผู้ชายยกถาดอาหารมาส่ง และพาซวงจื่อที่พากลับมาด้วยซึ่งในตอนนี้อาบน้ำแต่งตัวสะอาดสะอ้าน รวบผมยาวไว้ด้านหลัง สั่งให้นางเข้าไปหาเจียงลั่วอวี้เพื่อแสดงความเคารพ

         “เหมียนซิงคารวะซื่อจื่อเจ้าค่ะ”

         เจียงลั่วอวี้มองด้วยสายตาราบเรียบ หยุดตะเกียบในมือและตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ลุกขึ้นเถอะ”

         พูดจบเขาก็เงยหน้ามองซุ่ยเยวี่ย และพูดต่อ “ซุ่ยเยวี่ย เจ้าออกไปก่อนได้ ให้เหมียนซิงอยู่รับใช้คนเดียวก็พอ”

         ซุ่ยเยวี่ยคิดในใจ นายน้อยของตนคงจะสั่งสอนกธรรมเนียมให้กับซวงจื่อที่เพิ่งมาถึงแน่ นางรีบขานรับ “เจ้าค่ะ ซื่อจื่อ”

         เมื่อทุกคนออกไปหมดแล้ว เจียงลั่วอวี้ก็วางตะเกียบงาช้างลง ยันตัวขึ้นจากเก้าอี้ เดินผ่านหนุ่มน้อยไป เขามองไปที่ต้นไม้มากมายในสวนและก็คิดอะไรขึ้นได้ ขานเรียก “เหมียนซิง”

         หนุ่มน้อยรีบหันกลับมาขานรับ “ข้าน้อยอยู่นี่ขอรับ”

         เจียงลั่วอวี้หลับตา นึกถึงเมื่อตอนที่เจอกันและเห็นรอยสักรูปดอกบัวของเขา รอยยิ้มแฝงเลศนัย

         รอยสักรูปดอกบัวสีคราม เป็นสัญลักษณ์เฉพาะของคนที่โรงเตี๊ยมหานเจียงเก๋อ

         ดังนั้นคนที่อยู่กับเขาตอนนี้ ก็คือคนที่เมิ่งจิ่งเฉียนรับปากว่าจะส่งมาอยู่ด้วย คนผู้นี้เชี่ยวชาญการแพทย์และการพิษ มีคนผู้นี้อยู่ด้วย การติดต่อกับทางหานเจียงเก๋อก็ง่ายขึ้น คนผู้นี้จะเป็นผู้ช่วยที่ดีในการทำแผนการของเขาให้สำเร็จได้ง่ายขึ้น

         “เรื่องในวัง จัดการไปถึงไหนแล้ว? “

         เหมียนซิงฟังคำถามจากนายน้อย เขาตอบด้วยน้ำเสียงเย็นเรียบ “เรียนซื่อจื่อ เมิ่งจิ่วเฉียนส่งข่าวมาว่า เจียงฮุ่ยได้เจอกับฮ่องเต้แล้ว”

         “งั้นก็ดีแล้ว” เจียงลั่วอวี้ได้ยินว่าแผนการเป็นไปด้วยความราบรื่น ก็ยิ้มขึ้นได้ เพียงแต่แววตากลับเป็นอีกอย่าง “เรื่องที่ให้ไปหาคนในบ้านของเจินจู เป็นอย่างไรบ้าง?”

         เหมียนซิงในท่าทางนอบน้อมตอบ “เรียนซื่อจื่อ พอจะทราบบ้างขอรับ พ่อแม่ของสาวใช้ที่ชื่อเจินจูเสียชีวิตหมดแล้ว ทั้งคู่มีนิสัยกียจคร้านรักความสบาย นางยังมีน้องสาวกับน้องชาย ทั้งบ้านอาศัยเงินจากเจินจูที่ได้จากจวนจวิ้นหวัง จะซื้อตัวพวกเขาง่ายเสียยิ่งกว่าง่าย”

         เจียงลั่วอวี้พยักหน้า ดวงตาฉายแวว มุมปากยกสูงขึ้น “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เจ้าก็หาวิธีซื้อใจนาง เพราะเราต้องอาศัยนางผู้เป็นสาวใช้คนสนิทของเจียงฮุ่ยนี่แหละ แผนถึงจะไปต่อได้”

         เหมียนซิงรู้ว่าว่าแผนที่พูดถึงหมายถึงอะไร เขารีบขานรับ “น้อมรับคำสั่งซื่อจื่อ”

         เจียงลั่วอวี้มลงต่ำและค่อยๆเงยหน้าขึ้นมองแสงแดดที่สาดส่องลงมากระทบเขาที่ดูเย็นชา “ยังมีอีกเรื่อง”

         เหมียนซิงไม่กล้าเงยหน้านาย ได้แต่รอรับคำสั่งด้วยท่าทีที่เคารพ “เชิญซื่อจื่อออกคำสั่ง”

         เจียงลั่วอวี้ยิ้มน้อยๆ เสียงเรียบๆ แต่กลับฟังดูน่าสงสัย “วันนี้ที่เจ้าเข้ามาหาข้า เป็นวิธีการของเจ้าเอง หรือว่าเมิ่งจิ่วเฉียนเป็นคนคิด?”

         การที่แกล้งปลอมเป็นขอทานมาขายตัวเป็นทาสเพื่อแลกเงินฝังศพพี่ชาย สุดท้ายมีคนสงสารช่วยเหลือ ก็เพื่อให้ตัวเองดูน่าสงสาร เดิมทีเขาคิดว่าเป็นเรื่องบังเอิญ ไม่คิดว่าจะเป็นคนของหานเจียงเก๋อ ตอนนี้มาคิดดูให้ดี การที่ทำเช่นนี้ก็เพื่อจะลองใจเขาว่าเป็นคนมีเมตตาหรือไม่

         เขาเป็นเจ้าของหานเจียงเก๋อ ไม่ต้องฟังคำสั่งใคร และไม่ชอบที่ใครจะมาลองใจเขา!

         เจียงลั่วอวี้หรี่ตามองซวงจื่อ ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะหวาดกลัว รีบคุกเข่าลงขออภัย “ขอนายท่านโปรดอภัย ข้าน้อยแค่อยากลองใจท่าน เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับท่านเมิ่งแม้แต่น้อย โปรดอภัยให้ข้าน้อยด้วย”

         “หากยังมีครั้งต่อไป เจ้าคงรู้นะว่าจะเป็นเช่นไร” เจียงลั่วอวี้จ้องตาอีกฝ่ายจนเหงื่อตก แล้วจึงหันหน้าออกไปมองที่สวนที่หว่านเสียะกับซุ่ยเยวี่ยกำลังยืนคุยกันอยู่ “เจ้าออกไปได้แล้ว”

         เหมียนซิงรีบร้อนขานรับจนลืมเช็ดเหงื่อ “ขอรับ”

         มื้อเที่ยงผ่านพ้นไป เจียงลั่วอวี้ที่กำลังเตรียมจะไปดูหนังสือที่ห้องหนังสือ ตาปราดไปเห็นซุ่ยเยวี่ยเดินเข้ามาหาตนพร้อมรายงาน “ซื่อจื่อเจ้าคะ สวนเจินเวยส่งขนมเม็ดบัวมาสามกล่อง บอกว่าให้ซื่อจื่อเจ้าค่ะ”

         “ขนมเม็ดบัว?” ได้ยินว่าเป็นของกิน เจียงลั่วอวี้ก็ส่งสายตาให้เหมียนซิง เขาเข้าใจทันทีว่าต้องไปทดสอบดูว่ามียาพิษแฝงมาหรือไม่ เหมียนซิงเดินออกไปทางระเบียง ใช้เข็มเงินทดสอบขนมทั้งสามกล่องที่บ่าวไพร่ยกมาส่ง จากนั้นย่อตัวแสดงความเคารพเจียงลั่วก่อนเดินหลบออกไป

         เพิ่งจะเข้าฤดูร้อน เจินซื่อยังสามารถหาเม็ดบัวมาทำขนมได้ นอกจากข้าแล้ว ยังมีใครได้รับขนมพวกนี้อีก?”

         ซุ่ยเยวี่ยตอบ “เรียนซื่อจื่อ บรรดาคุณหนูคุณชายที่เกิดจากเอกภรรยาได้รับกันทุกคนเจ้าค่ะ”

         เขาพยักหน้ารับและถามต่อ “น้องชายกับน้องสาวข้าล่ะ ได้รับไหม?”

         ซุ่ยเยวี่ยส่ายหัวตอบ “เรียนซื่อจื่อ ไม่ได้รับเจ้าค่ะ พระชายาให้ท่านมาแค่สามกล่อง”

         “ดูนางจะรีบร้อนสร้างความร้าวฉานให้พวกเราพี่น้องเสียจริง นางไม่เคยที่จะพลาดโอกาสเลย” เจียงลั่วอวี้ได้ยินดังนั้นก็หัวเราะด้วยความเย็นชา “ให้หว่านเสียะเอาขนมเม็ดบัวสองกล่องไปให้ลั่วไป๋กับลั่วฉินชิมด้วยนะ”

         ซุ่ยเยวี่ยขานรับ “เจ้าค่ะ ซื่อจื่อ”

         ในขณะที่นางจะยืดตัวขึ้นหลังจากรับคำสั่งเจ้านาย นางก็อ้าปากค้างและส่งเสียงเรียก “ซื่อจื่อเจ้าคะ แล้ว…”

         เจียงลั่วอวี้ที่กำลังจะก้าวเดินได้ยินเสียงสาวใช้เรียก ก็รู้ว่านางจะพูดอะไรต่อ เขาใช้สายตาที่มองจนอีกฝ่ายรู้ว่าเขาคิดอะไร “มีอะไร?”

         ซุ่ยเยวี่ยเห็นแววตาเจ้านายที่น่ากลัว เลยเลิกที่จะถามว่าต้องแบ่งไปให้ไป๋ซวงจื่อด้วยไหม นางได้แต่พูดตะกุกตะกัก “ไม่…ไม่มีอะไรเจ้าคะ ซุ่ยเยวี่ยขอตัวนะเจ้าคะ”

         “เหมียนซิง” เมื่อซุ่ยเยวี่ยออกไป เจียงลั่วอวี้ยกมือขึ้นบีบหัวคิ้วก็บังเอิญไปโดนผ้าพันแผล ทำให้นึกอะไรขึ้นได้ เขาออกคำสั่ง “ขนมนี้หวานเกินไป ข้ากินไม่ลง เจ้าเอาไปแบ่งให้ทุกคนกินกันเถอะ”

         เหมียนซิงที่ยืนอยู่ด้านหลังไม่เห็นแผลที่มือเขา รู้แต่ว่าบรรยากาศผิดปกติ เขารับกล่องขนมมาจากบ่าวไพร่ “ขอบพระคุณซื่อจื่อ”

         เขามองเหมียนซิงเดินออกไป จากนั้นซักมือตนสอดเข้าแขนเสื้อ เดินไปตามระเบียงทางเดินอย่างช้าๆ ด้วยท่าทางสง่างาม

         ชั่วเวลาไม่ถึงธูปครึ่งดอก เหมียนซิงถือกล่องขนมเปล่าเดินกลับมาที่ห้องหนังสือ เขาพูดด้วยท่าทีนอบน้อมเสียงเบา

         “ซื่อจื่อ เมื่อครู่…เหมียนซิงเห็นเงาคนที่ด้านนอกสวน ยืนนิ่งไม่ไปไหนอยู่ที่ประตู ไม่รู้ว่า…”

         เจียงลั่วอวี้ได้ฟังก็วางหนังสือลง รอยยิ้มหายไป ลมพัดชายชุดสีครามเข้ามาทางหน้าต่าง ตาเขาทอดออกไปยังสวน ไม่มีอารมณ์อันใดปรากฏให้เห็นบนใบหน้าเขา

         ชั่วเวลาจิบชาครึ่งถ้วย เจียงลั่วอวี้ก็มาหยุดยืนอยู่ที่ระเบียงอันคดเคี้ยว เขามองออกไปที่ด้านนอกสวน เห็นชายเสื้อสีขาวปลิวตามแรงลม ดูท่าทางไม่มีแรงแม้แต่จะกำมือ ความงามถูกเงาระเบียงทาบผ่าน ดวงตาดำขลับดูนิ่งสงบ

         เหมียนซิงที่อยู่ด้านหลังไม่กล้ามองหน้าเจ้านาย ได้แต่มองไปยังชายชุดขาวที่เห็นไม่ชัดยืนอยู่นอกสวน เขาถามขึ้นว่า “ซื่อจื่อ จะให้ข้าน้อยไปไล่เขาไหมเจ้าคะ? “

 


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “เกิดใหม่ในร่างเก่า-เจียงลั่วอวี้” : http://bit.ly/2ByRjpi

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/650

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 80-90 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม