0 Views

        ไป๋หมิ่นอวี้…ไป๋หมิ่นอวี้…

         ชื่อของคนผู้นี้วิ่งวนในใจ ราวกับว่าคนผู้นี้จะสามารถระงับความเจ็บปวดของเขาได้

         ไป๋หมิ่นอวี้รู้สึกได้ว่าเจียงลั่วอวี้ที่ตัวเย็นและสั่นเทาก้มหน้าลงมา ความเจ็บปวดที่ริมฝีปาก เลือดที่ไหลอาบไปตามร่องฟัน ไป๋หมิ่นอวี้ยังคงเงยหน้าเข้าหา ปล่อยให้อีกฝ่ายบดขยี้กัดริมฝีปากตน ราวกับจะพยายามกลืนกินเลือดเนื้อของเขาเข้าไป

         นี่ไม่ใช่ความอบอุ่นที่เกิดจากความรัก แต่เป็นการระบายความอาภัพที่เกิดจากความคับแค้น

         ความเจ็บปวดจากการจูบที่กำซาบไปทั่วร่างผ่านพ้นไป ริมฝีปากไป๋หมิ่นอวี้เต็มไปด้วยรอยฟัน ส่วนริมฝีปากของเจียงลั่วอวี้ก็ถูกย้อมไปด้วยสีแดงเข้ม และแสงตะวันที่สาดส่องเข้ามาถึงภายในรถม้า ทำให้เขาดูงดงามราวรูปปฏิมาที่ตั้งนิ่งไม่ไหวติง แต่แววตากลับแฝงไว้ซึ่งความอ่อนโยน

         ไป๋หมิ่นอวี้มองแววตาอีกฝ่ายที่ค่อยๆ คืนสติกลับมา เห็นดังนั้นแล้วเขาจึงยิ้มออก แต่ไม่ทันที่จะพูดอะไร เจียงลั่วอวี้ก็โน้มตัวลงมาอีกครั้ง ริมฝีปากประกบเข้าหากัน ลิ้นลามเลียไปบนรอยแผลที่เพิ่งเกิดขึ้น แขนทั้งสองโอบรัดแน่นราวกับจะให้เขาทั้งสองกลายเป็นคนคนเดียว

         รอยแผลที่ถูกลิ้นสัมผัสแต่ละครั้งนำมาซึ่งความเจ็บปวดอันบางเบา และนั่นก็ทำให้อีกฝ่ายต้องหลบตาลง มือทั้งสองทาบไปบนอกเจียงลั่วอวี้ ดวงตาสีอำพันที่คลุมเครือแต่ก็แฝงความอบอุ่นเอาไว้

         จูบครั้งที่สองนี้ไม่รู้ว่าใช้เวลานานเท่าไร เจียงลั่วอวี้ถึงได้ยืดตัวขึ้นและคลายแขนที่กอดรัดไว้ออกจากตัวไป๋หมิ่นอวี้ เขายิ้มให้เตรียมจะเอ่ยปาก แต่ไป๋หมิ่นอวี้กลับโน้มตัวเข้าหาเอาหน้าแนบไปกลางทรวงอกและพูดขึ้นว่า

         “ถ้าไม่เจ็บที่แผล แล้วที่ใจล่ะ? ความเงียบงันเข้าปกคลุม เขายังคงแนบหน้านิ่งที่กลางอก เจียงลั่วอวี้มี่ได้ยินคำถามถึงกับหน้าถอดสี ได้แต่พูดย้ำคำถามที่อีกฝ่ายถามมา “ใจ…เจ็บหรือไม่?”

         ใจของเจ้า เจ็บไหม?

         เจียงลั่วอวี้ได้ยินคำถามนั้นก็ต้องก้มหน้าลงมองคนที่กลางอก ชายในชุดสีขาวทำให้เขานึกถึงจูบแรกและความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่ใต้ต้นสาลี่ในวันนั้น

         ความปรารถนาที่ในภพก่อนเขาไม่เคยได้สัมผัส และก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่เขาจะไม่เข้าใจความหมายของความรู้สึกนี้

         เพียงไม่กี่เดือนเท่านั้น เขาไม่รู้ว่าความรู้สึกที่ยากจะอธิบายเช่นนี้เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไร?

         หากว่าเมื่อครู่ไป๋หมิ่นอวี้ไม่เอ่ยปากถาม เขาก็คงจะยังหลอกตัวเองต่อไป จมอยู่กับความฝันอันหอมหวาน สุดท้ายก็ไม่ต่างอะไรกับชาติก่อนที่เป็นแมลงเม่าบินเข้ากองไฟแห่งสเน่หา

         ยังไม่พออีกหรือ?

         เจียงลั่วอวี้

         เจ้าเป็นเหยื่อความรัก ยังไม่พออีกใช่ไหม?

         ชาตินี้เจ้ายังจะยอมมอบใจ ให้อีกฝ่ายมีโอกาสทำร้ายเจ้าจนสุดท้ายเหลือเพียงความโดดเดี่ยวเดียวดายไร้ญาติขาดมิตรอีกหรือ?

         “…ไป…ออกไปซะ! ” เงาดำผุดขึ้นในตาเขาจนเต็ม ใบหน้าเริ่มบิดเบี้ยวด้วยอาการไม่ปกติ ตัวสั่นงันงก เช่นเดียวกับเมื่อครั้งที่เคยถูกกรอกยาพิษจนเจ็บปวดราวถูกมีดหมื่นเล่มทิ่มแทงในร่างกาย

         เขาออกแรงผลักอีกฝ่ายออกไปจากตัว ตากวาดมองไปรอบๆ อย่างไร้เป้าหมาย เลือดจากปากหยดลงบนพื้น เสียงที่แหบพร่าและเย็นชาดังขึ้น

         “ออกไป! ออกไปให้พ้น!”

         ซุ่ยเยวี่ยได้ยินเสียงโวยวายดังขึ้นจากในรถม้า นางกำลังจะไปดูว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ยังไม่ทันจะเลิกม่านขึ้น ก็เห็นไป๋หมิ่นอวี้นั่งกึ่งคุกเข่าหน้าซีดอยู่แล้ว

         นางเห็นท่าไม่ดีจึงรีบเรียกให้คนขับหยุดรถม้า ประคองไป๋หมิ่นอวี้ลงจากรถ และถามเขาเบาๆ ว่า

         “…ไป๋ซวงจื่อ ทำไม…ซื่อจื่อ เกิดอะไรขึ้นเจ้าคะ?”

         “เขาไม่อยากเห็นหน้าข้า” ไป๋หมิ่นอวี้เงยหน้าขึ้น ดวงตาสีอำพันมองไปยังรถม้าที่หยุดวิ่ง ฝืนยิ้มและพูดเสียงอ่อน “พวกเจ้าไปกันเถอะ เขาคงไม่ให้ข้าขึ้นรถด้วยแล้ว ข้าจะหาทางกลับไปเอง”

         “ไป๋ซวงจื่อ ท่านว่ากระไรนะเจ้าคะ?” ซุ่ยเยวี่ยตกใจเบิกตาโพลง มองไปที่รถม้าและกลับมามองไป๋หมิ่นอวี้ “ซื่อจื่อให้ท่านลงจากรถงั้นหรือเจ้าคะ?”

         “เจ้าเลิกถามเถอะ” ไป๋หมิ่นอวี้ส่ายหน้า ตามองไปที่รถม้าราวกับจะทะลุเข้าไปถึงคนข้างใน ดวงตานั้นดูโศกเศร้าและเจ็บปวด

         “เขาได้รับบาดเจ็บ ข้าไปทำให้เขาไม่พอใจ เขาไม่ยอมให้ข้าไปด้วยก็สมควรแล้ว”

         ซุ่ยเยวี่ยได้ยินดังนั้นก็ยิ่งไม่เข้าใจ แต่สังเกตได้ว่าไป๋หมิ่นอวี้ไม่อยากพูดอะไรต่ออีกแล้ว นางจึงยกชายกระโปรงก้าวขึ้นไปบนรถ และถามเอ่ยขึ้นเบาๆ “ซื่อจื่อ ไป๋ซวงจื่อเขา…”

         พูดจบก็มีเสียงอันเย็นชาดังออกมาจากในรถ “เราไปกันต่อ”

         ซุ่ยเยวี่ยตกใจและมองไปที่นายน้อย “ซื่อจื่อ…”

         ยังไม่ทันพูดต่อ คนบนรถก็บันดาลโทสะ เปล่งเสียงตวาดดังฟ้าร้องจนนางถึงกลับต้องถอยหนี

         “เจ้าหูหนวกหรือไง? ข้าบอกให้ไปต่อ!”

         “…เจ้าค่ะ” แต่ไหนแต่ไรมานางไม่เคยเห็นเจียงลั่วอวี้เกรี้ยวกราดและใช้คำพูดเช่นนี้ นางได้แต่ขานรับและหันไปมองไป๋หมิ่นอวี้ “ไป๋ซวงจื่อเจ้าคะ คือว่า…”

         ทันใดนั้นเสียงจากในรถม้าก็ดังขึ้นอีกครั้ง น้ำเสียงที่เกรี้ยวกราดและเย็นชาดังตามมา “ซุ่ยเยวี่ย! หรือว่าเจ้าอยากลงจากรถไปด้วย!”

         “ซุ่ยเยวี่ยมิกล้าเจ้าค่ะ! นางรีบหุบปากแต่ย่อตัวรับคำสั่ง พลางควักถุงเงินออกจากแขนเสื้อส่งให้ไป๋หมิ่นอวี้ “ไป๋ซวงจื่อเจ้าคะ เงินนี้ให้ท่าน นายน้อยเขา…”

         “ไม่ต้องพูดอะไรต่อแล้ว” ไป๋หมิ่นอวี้กำถุงเงินไว้แน่น มองดูม่านบนรถที่โบกสะบัดตามแรงลม “พวกเจ้าไปกันเถอะ”

         ซุ่ยเยวี่ยเห็นว่าไป๋หมิ่นอวี้จะต้องกลับเองตามที่นายน้อยสั่งไว้เป็นแน่ แต่เขากลับไม่ได้มีท่าทีโกรธเคือง ก็นึกไปถึงวันก่อนที่ทั้งสองคนงอนกัน เวลานี้คงทำอะไรไม่ได้เพราะนายน้อยกำลังโมโห ทำได้แค่นั่งเงียบๆ ปล่อยให้ไป๋หมิ่นอวี้ถูกทิ้งไว้กลางทาง

         รถม้าค่อยๆ เคลื่อนออกไป ไปไกลจนแม้แต่ทหารองครักษ์ที่ตามขบวนก็มองไม่เห็นหลังแล้ว ไป๋หมิ่นอวี้หลับตาลง ลมพัดผมดำขลับลงปรกหน้าซีกหนึ่ง เสียงพึมพำดังขึ้น “…ข้าขอโทษ”

         เมื่อกลับมาถึงจวนจวิ้นหวัง เจียงลั่วอวี้ก็กลับมามีสีหน้ายิ้มแย้มตามปกติ ผิดกับซุ่ยเยวี่ยที่ใบหน้ามีแต่ความกังวลประคองนายตนลงจากรถ เจียงลั่วอวี้รีบเข้าไปคารวะองค์หญิงลี่หยาง และตามด้วยเจินซื่อ จากนั้นเตรียมที่จะกลับที่พัก และในที่สุดซุ่ยเยวี่ยก็อดรนทนไม่ไหวต้องเอ่ยปากขึ้นมา

         “ซื่อจื่อเจ้าคะ…เรื่อง…”

         เจียงลั่วอวี้หันมามองด้วยหน้าเรียบเฉย มองดูซุ่ยเยวี่ยที่กำลังลุกลน เขาตอบเบาๆ ว่า “ถ้าเป็นเรื่องไปหมิ่นอวี้ เจ้าก็หุบปากลงได้เลย”

         “…ไม่ใช่นะเจ้าคะ…คำสั่งท่าน ซุ่ยเยวี่ยมิกล้าขัดหรอกเจ้าค่ะ” เดิมที่นางจะถามถึงเรื่องที่ทิ้งไป๋หมิ่นอวี้ไว้กลางทาง นึกไม่ถึงว่าจะเจอคำตอบก่อนที่จะถาม จึงทำได้แค่เปลี่ยนเรื่องพูด

         “ซื่อจื่อเจ้าคะ เรื่องของซวงจื่อคนสองเพศที่เรารับมาระหว่างทาง จะจัดการอย่างไรต่อดีเจ้าคะ? “

         ซุ่ยเยวี่ยพูดเรื่องนี้ขึ้นมา นัยน์ตาของเจียงลั่วอวี้ก็พลันมีเงาดำขึ้น ขยับริมฝีปากออกคำสั่ง “สวนมรกตขาดสาวใช้พอดี เจ้าไปถามว่าเขาเลือกหรือยังว่าจะเป็นชายหรือหญิง หากเป็นหญิงก็จับอาบน้ำแต่งตัว ไม่ว่าเขาจะเคยมีชื่ออะไรมาก่อนให้เขาลืมมันไปเสีย นับแต่วันนี้ต่อไปให้เขาชื่อว่าเหมียนซิง”

         ซุ่ยเยวี่ยย่อตัวรับคำสั่ง “เจ้าค่ะ ซื่อจื่อ”

         กลับมาถึงที่พัก ซุ่ยเยวี่ยก็ช่วยเจียงลั่วอวี้เปลี่ยนเสื้อผ้ามาอยู่ในชุดลำลอง ถอดศิราภรณ์บนศีรษะออก เขาไปเขียนหนังสือยังห้องหนังสือ ซุ่ยเยวี่ยถอยออกมาและปิดประตูห้อง นางเดินมาที่บันไดและกวักมือเรียกหว่านเสียะที่รอรับใช้อยู่

         “หว่านเสียะ มานี่หน่อย”

         หว่านเสียะเห็นซุ่ยเยวี่ยเรียกก็รีบซอยเท้าเดินมาหา “พี่ซุ่ยเยวี่ย มีเรื่องอะไรหรือเปล่า?”

         ซุ่ยเยวี่ยมองดูรอบๆว่าไม่มีคนอื่นอยู่ นางก็ย่อตัวลงพูดเสียงเบากับอีกฝ่าย “ตอนนี้ซื่อจื่ออยู่ด้านใน ไม่มีอะไรให้รับใช้ เจ้าแอบไปถามข่าวจากด้านนอกมาทีว่า ไป๋ซวงจื่อกลับมาถึงหรือยัง ได้ข่าวประการใดก็รีบกลับมาบอกข้า”

 


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “เกิดใหม่ในร่างเก่า-เจียงลั่วอวี้” : http://bit.ly/2ByRjpi

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/650

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 80-90 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม