0 Views

        คนที่ถูกจับคางยกมุมปากขึ้น แต่กลับไม่เหมือนรอยยิ้ม และไม่ได้ดูงดงาม แต่กลับดูน่ากลัว “จริงรึ?”

         หมินหลูพยักหน้า กำลังจะเปิดปากพูดก็รู้สึกว่าคนในอ้อมกอดออกแรงเพียงนิดเดียวก็หลุดออกไปได้ เขาจึงรีบคว้าแขนไว้ ไม่ยอมให้อีกฝ่ายจากไป “จริงแท้แน่นอน เสียดายที่ซื่อจื่อเลือกเป็นชาย หากเป็นหญิง รับรองว่าชายทั้งเมืองหลวงต้องบ้าคลั่งเพราะความงามของซื่อจื่อแน่”

         เจียงลั่วอวี้ยืดตัวขึ้น รอยยิ้มงามดั่งดอกฝิ่น เขาไม่รอให้คว้ามือได้ ก็พุ่งตัวเขาไปชิด จนจมูกแทบชนกัน ปากแทบประกบติด

         ไม่มีใครรู้ว่ารอยยิ้มเขายิ่งงดงามก็ยิ่งแฝงความน่ากลัว แสงวูบวาบที่ปลายนิ้วปรากฏขึ้น

         “ถ้าเช่นนั้น…ท่านพี่ล่ะ? จะเป็นบ้าเพราะข้าด้วยหรือเปล่า?”

         หลูหมินถูกอีกฝ่ายยั่วยวนจนใจระส่ำ อยากจะคว้าแขนเสื้อไว้ แต่ก็ไม่ทัน รอยยิ้มตรงหน้าค่อยๆ หายไปท่ามกลางความมืดล่องลอยไปกับสายลม

         ถ้าไม่ติดว่าอยู่ในวัง คงจะต้องจัดให้สักแผลให้เป็นบทเรียน

         ในที่สุดก็หลุดมาจากหลูหมินได้ เจียงลั่วอวี้เจอนางกำนัลจึงเข้าไปถามว่า นี่ก็เย็นแล้วงานเลิกหรือยัง ได้ความว่าฮองเฮารับสั่งให้ฝ่ายหน้ากลับไปได้แล้ว เจียงลั่วอวี้จึงให้นางพาไปส่งที่ประตูวัง

         ยังไม่ทันออกจากวังถึงรถม้า ตาก็ปราดมองไปเห็นสาวใช้ประจำตัวในชุดสาวน้อยเดินยิ้มมาด้วยท่าทางดีอกดีใจ

         “ซื่อจื่อ ท่านกลับมาแล้ว” ซุ่ยเยวี่ยมองเจียงลั่วอวี้ที่เดินยิ้มมา แต่ในตากลับดูน่าสะพรึงกลัว นางจึงถอยหลังไปหนึ่งก้าว ก่อนที่จะมองให้ชัดอีกครั้งว่าไม่มีอะไรผิดปกติ เมื่อมั่นใจแล้วจึงสลัดความคิดนั้นไปจากหัว มองดูว่าไม่มีใครตามนายน้อยของตนมาด้วย จึงพูดเสียงเบาว่า

         “ซื่อจื่อเจ้าคะ แล้วคุณหนูใหญ่ล่ะเจ้าคะ? “

         เจียงลั่วอวี้ได้ยินก็ยิ้มรับ ค่อยๆ หรี่ตามองต่ำ ผมปรกใบหน้าครึ่งหนึ่งจนดูไม่ออกว่าเขากำลังคิดอะไร บอกแต่เพียงว่า “ไม่ต้องรอนาง พวกเราไปกันก่อน”

         ซุ่ยเยวี่ยพูดจบ เจียงลั่วอวี้ก็ยกเท้าขึ้นเหยียบหินที่เตรียมไว้สำหรับขึ้นรถม้า ซุ่ยเยวี่ยถึงได้สติขึ้นมาขานรับ “หา…เจ้าค่ะ!”

         ขานรับแล้วนางก็นึกขึ้นได้ รีบซอยเท้าเข้าไปประคองนายน้อยขึ้น เตรียมจะแหวกม่าน นางก็พูดเบาๆ พร้อมรอยยิ้มว่า “ไป๋ซวงจื่อรออยู่บนรถนานมากแล้ว ซื่อจื่อรีบขึ้นไปเถอะเจ้าค่ะ”

         ได้ยินดังนั้น ดูเหมือนว่าอาการต่างๆ ของเขาจะผ่อนคลายลง มือที่กำแน่น ริมฝีปากที่ยกขึ้น ตอนนี้กลับเป็นปกติ เขาไม่ตอบซุ่ยเยวี่ยแต่รีบมุดตัวเข้าไปในรถ ทันใดนั้นก็สบตาเข้ากับดวงสีอำพันที่ดูนิ่งสงบและอ่อนโยน

         ภายในรถม้า ไป๋หมิ่นอวี้นั่งอยู่ข้างกระถางกำยาน เขานั่งนิ่งมาตลอดตั้งแต่อีกฝ่ายลงจากรถไป ไม่ขยับไปไหนเช่นเดียวกับรอยแผลบนใบหน้า สีหน้ายังคงไร้อารมณ์ แสงแดดเล็ดลอดเข้ามาในรถม้า หางตาดูเหมือนยิ้มรับแสงนั้น

         เจียงลั่งอวี้เห็นอีกฝ่าย ก็หลับตาลง เขาเลือกที่จะนั่งอีกมุมไม่ไปนั่งติดกัน เมื่อนั่งลงแล้วก็เอาแต่ก้มหน้า ปล่อยให้รถม้าขับเคลื่อนไปตามจังหวะ นิ้วมือเรียวขาวยังคงมีเลือดสีแดงสดหยดลงมาที่ข้างตัว

         นับแต่เข้าขึ้นมาบนรถ ไป๋หมิ่นอวี้ก็สังเกตท่าทางของเขามาตลอด จนตามองไปเห็นหยดเลือดสีแดงเข้มที่กำลังไหลออกจากนิ้วมือ เขาหน้าเปลี่ยนและรีบลุกไปหาเจียงลั่วอวี้

         ไป๋หมิ่นอวี้ค่อยๆประคองมือนั้นขึ้นมา ฝ่ามือเป็นรอยเล็บจิกลึกจนเป็นรูมีเลือดไหลซึม เล็บที่ฉีกขาดบอกได้ว่าแรงบีบอัดมีมากแค่ไหน ดวงตาสีอำพันดูเจ็บปวดและเอ่ยถาม “…มือเจ้า…มือเจ้าเป็นอะไร?”

         เจียงลั่วอวี้รู้สึกถึงความเย็นที่ข้อมือตนและได้ยินเสียงเขา เงยหน้าขึ้นมองก็เห็นว่าอีกฝ่ายกำลังนั่งยองๆ อยู่ข้างๆ และมองไปที่มือตนเอง เขารู้สึกว่าตัวเย็นเฉียบจนต้องทำอะไรสักอย่างก่อนที่จะถูกแช่แข็ง

         ดังนั้นเขาจึงถอนหายใจและมองคนที่ห่างไปแค่ศอกเดียวแล้วพูดขึ้นว่า

         “ไม่ต้องทำแผลหรอก ข้าไม่เป็นไร”

         ไป๋หมิ่นอวี้ได้ยินเสียงเขาพูดด้วยน้ำเสียงเลื่อนลอย ก็กุมมือไว้และขมวดคิ้ว พูดด้วยน้ำเสียงกึ่งไม่พอใจ “ดูสภาพเจ้าสิ จะไม่เป็นไรได้อย่างไร?”

         ผ่านไปชั่วครู่ เขาเห็นว่าเจียงลั่วอวี้มิได้ขัดขืนและดูท่าจะยินยอม  เขาจึงไปหยิบกล่องยาจากด้านใน ก่อนจะเปิดเอาขวดยาขนาดเล็กออกมาและฉีกชายผ้าของชุดตนมาแทนผ้าพันแผล บรรจงใส่ยาและพันไปที่มือ

         “…พันแผลไว้หน่อย จะได้หายเร็วขึ้น”

         เสียงของเขาดังสะท้อนอยู่ในรถและก้องอยู่ในหู แต่เจียงลั่วอวี้ยังคงนั่งก้มหน้าไม่พูดอะไร ปล่อยให้อีกฝ่ายทำแผลจนเสร็จ ไป๋หมิ่นอวี้เงยหน้าขึ้นมองก็ไม่เห็นหน้าของเจียงลั่วอวี้ที่ยังคงก้มหน้าอยู่ในมุมมืด

         เขานั่งมองและกุมมือไว้แน่น ดวงตาละจากแผลที่มือ พยายามมองหน้าเจียงลั่วอวี้ที่ไม่คิดว่าเขาจะมีอาการนิ่งเฉยเย็นชาได้ขนาดนี้ เขาอดไม่ได้ที่จะถามขึ้นมา

         “เจ็บไหม? “

         เจ็บไหม?

         คำถามนี้ทำให้เจียงลั่วอวี้ต้องลืมตาขึ้นมอง เขารู้สึกเหมือนมีอะไรในตัวที่พุ่งพล่านจนแทบจะทะลักออกมาเบื้องหน้า น้ำเสียงที่แหบพร่าและน่ากลัวแฝงอยู่ในความสงบนิ่ง

         “ไม่เจ็บ”

         พูดจบก็ยืดหลังตรง ยกมืออีกข้างที่ไม่ถูกกุมไว้ขึ้นจับใบหน้าของไป๋หมิ่นอวี้ ค่อยๆ เคลื่อนไปตามรอยแผลและพูดขึ้นว่า “ข้าไม่เจ็บเลยสักนิด เจ้าล่ะ?”

         เมื่อรู้สึกว่าเจียงลั่วอวี้กำลังลูบแผลบนหน้า ไป๋หมิ่นอวี้ก็ตัวสั่น ดวงตาสีอำพันหรี่ลงราวกับกลัวอะไรบางอย่างแต่ก็ไม่อาจหันหน้าหนีได้ ได้แต่มองหน้าคนที่อยู่ข้างหน้าตน ริมฝีปากค่อยๆ ซีดลง

         เปลวไฟที่ไม่มีวันมอดดับ ปิ่นเงินที่กรีดลงบนเนื้อ เสียงฝีเท้าที่วุ่นวาย แพรขาวที่พัดกระจาย ความหวาดกลัววันแล้ววันเล่า มันจุกอยู่ในคอ ทำได้แค่หงายหน้ากรีดร้องด้วยความเวทนา…

         เจ้าล่ะ?

         เจ้าเจ็บไหม?

         เมื่อรู้สึกว่ามืออันเย็นเฉียบถูกชักกลับไป สีหน้าที่แปลกประหลาดของเจียงลั่วอวี้ก็กลับมายิ้มอย่างปกติ เขาค่อยๆ ลดมือลงจากใบหน้า ปลายนิ้วลากผ่านแก้มลงมา เหลือไว้เพียงรอยเลือดจางๆ เป็นเส้นบนหน้าอันขาวซีด

         ไป๋หมิ่นอวี้รู้สึกเจ็บเล็กน้อยจนหลับตาลง เป็นครั้งแรกที่เขายิ้มขึ้นด้วยความเจ็บปวดและสมเพช

         จะไม่เจ็บได้อย่างไรเล่า?

         ทันทีที่เจียงลั่วอวี้เห็ยรอยยิ้มและบาดแผล เขาก็ปราดตาไปที่อีกฝ่ายและรีบยื่นมือออกไปดึงเขาเข้ามาไว้ในอ้อมกอด แนบหน้าชิดอยู่กับผมดำขลับอันเย็นสนิท

         รถม้ายังคงวิ่งไปข้างหน้า กลิ่นกำยานในรถคละคลุ้งไปทั่วตัวรถ ไป๋หมิ่นอวี้ลืมตาขึ้น รู้สึกได้ว่าคนที่กอดเขาอยู่กำลังสั่น เขาเม้มปากอันไร้สีเลือดและยื่นมือไปจับชายเสื้อ ก่อนจะเอาหน้าแนบลงที่กลางอกที่หัวใจกำลังเต้นแรง

         เจียงลั่วอวี้ก้มหน้ามองเขาและปล่อยให้ผมปรกลงมาปิดบังใบหน้าอันบิดเบี้ยวด้วยอารมณ์สับสน แล้วความเย็นที่กลางอกก็ทำให้ความเจ็บปวดที่ซ่อนอยู่บรรเทาเบาบาง

         เขาอดไม่ได้ที่จะก้มมองและใช้มือข้างที่ไม่มีแผลประคองหน้าอีกฝ่ายขึ้น นิ้วมือเคล้าคลึงไปบนริมฝีปากอันซีดขาว และอยากจะก้มหน้าลงไปสัมผัสริมฝีปากนั้น ความรู้สึกเจ็บปวดและเคียดแค้นทำให้ตัวเขาสั่นไปทั้งตัว

         เขาต้องเจ็บมากแน่

         เจ็บจนแทบขาดใจ

 


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “เกิดใหม่ในร่างเก่า-เจียงลั่วอวี้” : http://bit.ly/2ByRjpi

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/650

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 80-90 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม