0 Views

         หลูหมินยืนอยู่ที่มุมหนึ่งของระเบียง ตามองไปที่อวิ๋นเสวียนที่หน้าซีดเพราะถูกคำพูดตนแทงใจดำ เขาสะบัดพัดคลี่ออกเสียงดัง ยกขึ้นบังปากที่ยิ้มเยาะพร้อมพูดว่า “คางคกคิดจะลิ้มรสเนื้อห่านฟ้า น้องข้าฐานะสูงส่ง เจ้าก็แค่ลูกชายรองเจ้ากรมจะคู่ควรได้หรือ? ถ้าจะหาคนคู่ควรกับน้องข้า หนานหวงจื่อน่าจะคู่ควรเสียมากกว่า”

         หนานจิ้งหลงในชุดสีดำได้ยินชื่อเจียงลั่วอวี้ ตาลุกวาวขึ้นชั่วขณะและกลับเป็นเช่นเดิม เขามองไปที่หลูหมินที่ดูเหมือนหัวเราะแกมลองใจ เขาตอบไปว่า “คุณชายหลูพูดเกินไปแล้ว”

         หลูหมินเห็นอีกฝ่ายปฏิเสธก็มีท่าทางดีใจ แม้ว่าในใจจะแสร้งทำเป็นอยากได้ยินหนานจิ้งหลงตอบรับ พูดด้วยน้ำเสียงเป็นมิตรอ่อนโยน เขาเดินไปที่ข้างๆหนานจิ้งหลงและแกล้งเอาไหล่ชนเบาๆ

         “ไม่เกินไปหรอก ลองคิดดูสิ ท่านเป็นตัวประกันที่ต้าจินส่งไปต้าหลง ไม่มีคนดูแล น้องข้าก็กำพร้าพ่อแม่มีสมบัติมากมาย ต่อให้ชาตินี้เจ้าไม่ได้กลับต้าจิน ก็กินใช้ไม่หมดไปทั้งชาติ”

         ได้ยินคำว่าต้าจิน หนานจิ้งหลงก็กำมือแน่นอยู่ในแขนเสื้อ หน้าเปลี่ยนสี หันไปจ้องหลูหมินที่กำลังยิ้มร่าจนไม่กล้ายิ้มต่อเพราะสายตาที่ดูน่ากลัว

         หนานจิ้งหลงเห็นสีหน้าอีกฝ่ายเปลี่ยนไป เขาเองก็ปรับน้ำเสียงให้เป็นปกติ “เจียงซื่อจื่อเป็นทายาทเซียวเหยาหวัง ต่อไปต้องสืบทอดตำแหน่ง ถ้าได้ยินท่านพูดเช่นนี้ เกรงว่าจะเป็นการดูหมิ่นเกียรติซื่อจื่อ”

         บรรยากาศในตอนนี้ตึงเครียด อวิ๋นเสวียนเห็นว่าหลูหมินสีหน้าย่ำแย่ ในขณะที่หนานจิ้งหลงดูนิ่งสงบ เขาจึงพูดแก้เก้อเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ “หนานหวงจื่อจะไปหารัชทายาทไม่ใช่หรือ ถ้าเช่นนั้นข้ากับพี่หลูไม่รบกวนท่านแล้ว เชิญท่านตามสบาย”

         อวิ๋นเสวียนพูดจบ หลูหมินถอนลมหายใจด้วยความไม่พอใจและเตรียมจะพูดอะไร แต่ถูกหนานจิ้งหลงพูดขึ้นมาก่อน “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ จิ้งหลงมีธุระ ต้องขอตัวก่อน”

         สิ้นเสียงพูด เจียงลั่วอวี้ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าเข้ามาใกล้ เขารีบหลบตัวอยู่ในห้องที่มุมมืด แอบมองเงาดำที่ผ่านไป เขาได้แต่สะกดกลั้นความแค้นความเกลียดชังในใจไว้จนดูเหมือนว่าเขากำลังกลืนเข้าไปกับความมืดเลยทีเดียว

         หนานจิ้งหลงเดินจากไปแล้ว แต่หลูหมินกับอวิ๋นเสวียนยังคงอยู่ที่เดิม ไม่มีท่าทีจะเดินออกไป

         เพียงครู่เดียว เจียงลั่วอวี้ด็ได้ยินเสียงหลูหมินพูดด้วยความไม่พอใจ “ข้ายังพูดไม่ทันจบ เจ้ารีบร้อนอะไรนักหนา! พูดแทรกขึ้นมาทำไม?!”

         อวิ๋นเสวียนมองตาของหลูหมินที่มองหนานจิ้งหลงด้วยความเกลียดชัง เขาก็พูดขึ้นว่า “พี่หลู อย่างไรเสียเขาก็เป็นถึงองค์ชาย ทั้งยังเป็นตัวประกันระหว่างสองประเทศ ส่วนพวกเรา…”

         หลูหมินปราดตามองด้วยหางตา “เจ้าจะบอกว่า เขาเป็นตัวประกัน เราอย่าไปทำอะไรเขา? ฮึ ก็แค่อาศัยบารมีรัชทายาท มีอะไรให้น่าอวดเบ่ง?”

         อวิ๋นเสวียนเห็นอีกฝ่ายยิ่งพูดยิ่งเลอะเทอะ เขารู้ว่าคนคนนี้เป็นบุตรชายคนเดียวของเสิ่นกว๋อกงที่ถูกตามใจมาแต่เด็ก ทำให้มั่นใจในตัวเองมาก ใครที่ขัดใจเป็นต้องโดนฟาดงวงฟาดงาใส่ นอกจากบรรดาองค์ชายในต้าหลงแล้ว ไม่มีใครอยู่ในสายตาเขา รวมถึงหนานจิ้งหลงที่เพิ่งเดินจากไปด้วย จึงอดไม่ได้ที่จะตักเตือน

         “พี่หลู หยุดพูดเถอะ…ถ้าหนานหวงจื่อมาได้ยินเข้า…”

         “เจ้ากลัวอะไร ก็แค่พูดเฉยๆ ไม่มีอะไรเสียหายเสียหน่อย” หลูหมินมองอวิ๋นเสวียนที่ดูหวาดกลัว เขารู้ว่าอีกฝ่ายเป็นแค่ลูกชายของรองเจ้ากรม ต่างกับเขาที่ไม่กล้าผิดใจกับเชื้อพระวงศ์ ก็มองด้วยสายตาดูถูกและพูดแขวะ

         “ดูท่าทางเจ้าที่รีบพูดขัดขึ้นมาเมื่อครู่ กลัวว่าเขาจะแย่งคนในดวงใจเจ้าไปจริงหรือไง? วางใจเถอะ ข้าได้ยินมาว่า หนานหวงจื่อชอบผู้หญิง ไม่ชอบคนสองเพศ เมื่อครู่ก็ได้ยินแล้วนี่ว่าเขาไม่ได้มีใจให้กับน้องคนงามของข้า”

         อวิ๋นเสวียนหน้าแดงขึ้นมาทันทีเมื่อพูดถึงเจียงลั่วอวี้ กำลังจะพูดขัด กลูหมินก็หัวเราะเยาะเย้ยและมองไปที่หนานจิ้งหลงก่อนจะพูดว่า

         “พูดไปพูดมา ข้าก็นึกถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ ได้ยินว่าเพื่อจะเอาใจรัชทายาท หนานจิ้งหลงยอมรับคนสองเพศมาเป็นเมีย และเพื่อป้องกันไม่ให้พวกเขามีลูก ก็ให้กินยาตัวหนึ่งที่ทำให้พวกเขามีลูกไม่ได้ตลอดชีวิต”

         ได้ยินยาที่มีพิษร้ายแรงก็ทำให้ลืมไปเลยว่าตนจะพูดอะไรขัดขึ้น ตอนนี้มีแต่เพียงความสงสัย อวิ๋นเสวียนตาโตถามออกไป “หา? พี่หลูหมายความว่ากระไร? ข้าไม่เคยได้ยินว่ามียาเช่นนี้อยู่บนโลก…”

         “ยานั้นชื่อว่าปะการังเลือด มีเฉพาะที่ต้าจิน ได้ยินว่าคล้ายผลหลีของต้าหลงที่มีสีแดงสดรสเปรี้ยวหวาน เพียงแค่คั้นน้ำมาผสมในอาหารให้คนสองเพศดื่ม พวกนั้นก็จะเป็นหมันไปตลอดชาติ” หลูหมินคลี่พัดออกอีกครั้งยิ้มและพูดเบาๆ กับอีกฝ่าย

         “แต่ถ้าน้องข้าออกเรือนไปกับเขาขจริงๆ ก็ไม่รู้ว่าเขาจะใจร้ายทำกับคนงามขนาดนั้นได้ลงคอหรือไม่”

         เจียงลั่วอวี้ที่ยืนอยู่อีกด้านของผนังได้ยินเข้าก็ตัวแข็งดุจก้อนน้ำแข็ง แทบจะหยุดหายใจกลายเป็นรูปสลักหิน เขายืนนิ่งอยู่ในมุมมืด รู้เพียงแต่ว่าเลือดทั่วกายไหลมารวมกันที่ตาตรงเบื้องหน้าเขา

         ดำทมิฬเหมือนไม่มีที่สิ้นสุด

         สีแดงสด รสเปรี้ยวหวาน ราวผลหลี

         ราวผลหลี

         เขานึกถึงวันที่แต่งงานเป็นวันที่สองกับหนานจิ้งหลง หมอหลวงเข้ามาจับชีพจร ไม่ถึงชั่วยามหนานจิ้งหลงก็เข้ามาหาเขาพร้อมรอยยิ้ม มือโอบมาที่เอวและพูดเบาๆ ข้างหู

         “อวี้เอ๋อร์ หมอหลวงบอกว่าเจ้าสุขภาพไม่แข็งแรง อาจมีลูกยาก ก็เลยจัดยาให้เจ้า ข้าสั่งให้คนไปต้มมาแล้ว ข้ารู้ว่าเจ้ากลัวขม ก็เลยสั่งให้คั้นน้ำผลหลีที่เจ้าชอบผสมลงไปกับยาด้วย เจ้าเป็นเมียเอกของข้า ต้องมีลูกให้ข้าเยอะนะๆ เพราะฉะนั้นอย่าขี้เกียจดื่มยา เข้าใจใช่ไหม? “

         เสียงนั้นยังคงก้องกังวานในหัว

         แต่เขากลับไม่ได้ยินมันแล้ว

         เขาจำได้แค่เพียงว่าปีนั้นที่เขาดื่มยาถ้วยนั้นลงไป รสชาติเปรี้ยวๆ หวานๆ คล้ายผลหลีที่เขาชอบ

         ชาติก่อนทุกคืนในตำหนักเย็น เขาเฝ้าครุ่นคิดโกรธแค้นคนรักที่ไม่แยกแยะผิดชอบชั่วดี ไม่เห็นแก่ความรักที่เขามีให้ และเอาแต่โทษตนเองที่ไม่มีลูกเป็นของตัวเอง

         มีอะไรให้น่าเคียดแค้น

         เจียงลั่วอวี้ เจ้าเชื่อใจคนผิด สมน้ำหน้าที่ไม่ลูกไปทั้งชาติ

         สมน้ำหน้าเจ้าแล้ว

         เขาหลบอยู่ในมุมมืด ตัวเย็นเฉียบ แต่กลับยิ้มอยู่ตรงนั้น เขาเงยหน้าขึ้นมองแสงแดดที่สาดส่องเข้ามาทางระเบียง นิ้วมือเรียวยาวกำแน่น แน่นจนเล็บจิกลงกลางฝ่ามือ เลือดสีแดงหยดลงมาเลอะชายชุด ย้อมจนดูคล้ายดอกไม้สีแดงเข้ม

         ไม่รู้ว่าผ่านไปแค่ไหน เจียงลั่วอวี้ยืนขึ้นมองออกไปนอกหน้าต่างที่แสงแดดดูจะอ่อนลงแล้ว เขาผลักประตูเดินออกจากห้องกลับไปตามทางที่เดินมา

         เลี้ยวไปตามทางระเบียง เขาก็อดไม่ได้ที่จะเงยหน้ามองแสงอาทิตย์อีกครั้ง ในขณะที่กำลังจะเดินต่อ ก็รู้สึกว่าแขนตนเองเอียงเพราะถูกแขนข้างหนึ่งยื่นมาขวางทางไว้ มือนั้นยกขึ้นมาเชยคางเขาไว้ รอยยิ้มในเงามืดค่อยๆ ชัดขึ้น

         “ซื่อจื่อ เมื่อครู่ได้ยินหมดแล้วใช่ไหม? “

         เจียงลั่วอวี้ที่ดูเหมือนหมดแรง ถูกแขนอีกฝ่ายบีบตัวเขาไว้จนแทบแนบกลางอก เขาไม่ได้โต้ตอบราวกับยอมให้อีกฝ่ายยังคงจับคางเอาไว้ “ตอนที่หนานหวงจื่อมาถึง ข้าก็รู้แล้วว่ามีคนแอบฟังอยู่ใกล้ๆ แต่ไม่นึกว่าจะเป็นซื่อจื่อ”

         พูดจบ อีกฝ่ายที่ถูกรัดไว้ก็ค่อยๆ เงยหน้าขี้น ทำเอาอีกฝ่ายชะงักไป

         ภายใต้เงาหลังคาระเบียง ใบหน้างดงามราวหยก ปากสีชาด ตาเรียวยาวที่ปลายหางมีสีแดงแต้ม ดูเหมือนดอกท้อในภาพวาด ดวงตาที่สุกใสกลมดำ แฝงด้วยเสน่ห์อันเย้ายวน ริมฝีปากเงางาม ความงามที่ยากจะระบุได้ว่าเป็นเพศไหน ถึงกับทำให้อีกฝ่ายต้องกลืนน้ำลายลงคอ

         หลูหมินเม้มปาก คิดไปถึงสถานะของเจียงลั่วอวี้ ก็อดไม่ได้ที่จะมองสำรวจทั่วร่างอีกครั้ง เขายิ้มมองด้วยแววตาที่เปี่ยมด้วยไอราคะ “ได้ดูชัดๆ แบบนี้…ซื่อจื่อนี่งามจนหาใครเทียบได้ยากจริงๆ “

 


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “เกิดใหม่ในร่างเก่า-เจียงลั่วอวี้” : http://bit.ly/2ByRjpi

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/650

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 80-90 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม