0 Views

        เมื่อรู้สึกว่าฮ่องเต้ผู้เปี่ยมด้วยบารมีเดินผ่านไป ความกลัวก็บรรเทาเบาบางลง เจียงฮุ่ยไม่มีเวลาสนใจแล้วว่านางกำนัลคนนั้นจะยังรออยู่ที่เดิมหรือไม่ นางรีบขานรับ “เป็นพระกรุณาเพคะ”

         ในขณะที่ละครฉากนี้กำลังดำเนินไป ห่างออกไปจากที่นี่อีกสี่ชั้นประตู เจียงลั่วอวี้ที่มีนางกำนัลนำทางก็เดินมาถึงศาลาจุ้ยเซียนแล้ว ห่างไปไม่ไกลมีองค์ชายสามยืนหันหลังให้อยู่ เขาจึงแสดงความเคารพ

         “ถวายพระพรองค์ชายสาม”

         “เจียงซื่อจื่อมาถึงแล้ว” เย่รุ่ยที่กำลังสนทานากับคุณชายท่านหนึ่งอยู่ เมื่อได้ยินการมาถึงของเจียงลั่วอวี้ก็หันหลังกลับมามองด้วยรอยยิ้ม “ไม่เจอกันครึ่งเดือน เจียงซื่อจื่อดูสดใสขึ้นเป็นกอง”

         เจียงลั่วอวี่ยิ้มรับ “ฝ่าบาทชมเกินไปแล้วพะย่ะค่ะ”

         ผ่านไปครึ่งเดือนแล้ว ดูเหมือนว่าเย่รุ่ยจะลืมเรื่องการประชันวาดภาพในงานวันนั้น ปฏิกิริยาในวันนี้ดูเหมือนที่ปฏิบัติกับคนอื่นๆ ที่มาในงาน ไม่ตื่นเต้นแต่ก็ไม่เพิกเฉย พูดยิ้มพลางชี้นิ้วไปที่ตำหนักซึ่งอยู่ไม่ไกลออกไป

         “รัชทายาทกำลังเล่นหมากล้อมอยู่ที่นั่น ท่านยังไม่เคยพบกับเสด็จพี่นี่ จะไปพร้อมกับเราไหม? “

         “เป็นพระกรุณา” เจียงลั่วอวี้ได้ยินคำว่ารัชทายาทก็ใจหาย เขาสังเกตดูอาการองค์ชายสามก็รู้ว่าเมื่อครึ่งเดือนก่อน ตนเองยังทำให้เขาให้ความสนใจได้ไม่มากพอก็รู้สึกท้อใจ เขาคิดไว้ว่าชาตินี้เขาไม่อยากจะมีปฏิสัมพันธ์ใดใดกับรัชทายาทเลย จึงตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

         “ลั่วอวี้ไม่ถนัดเรื่องหมากล้อม อีกอย่างที่นั่นผู้คนมากมาย ขอไม่ตามเสด็จไปพะย่ะค่ะ”

         เย่รุ่ยไม่คิดว่าคำเชิญชวนจะถูกปฏิเสธเช่นนี้ เขาหรี่ตามองใบหน้าอันงดงามยามถูกอาทิตย์ส่องลงมาและถามขึ้นด้วยความสงสัย “ท่านไม่เชี่ยวชาญหมากล้อม?”

         “ทูลฝ่าบาท เป็นเช่นนั้นพะย่ะค่ะ” เจียงลั่วอวี้ยังคงมีสีหน้าเช่นเดิม นิ้วมือเรียวยาวขาวผุดยกขึ้นประสานตรงหน้า “ลั่วอวี้มิบังอาจพูดปด”

         “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ไม่เป็นไร” เจียงรุ่ยไม่คิดว่าคนตรงหน้าจะไม่ให้เกียรติตนทั้งที่ตนเป็นฝ่ายออกปากชวนขนาดนี้ เขายิ้มบางๆ อย่างเสียมิได้ ยกมือขึ้นลูบหลังเจียงลั่วอวี้และเดินออกไปจากที่นั่นพร้อมคำพูดทิ้งท้าย “เชิญเจียงซื่อจื่อตามสบาย”

         เจียงลั่วอวี้ขานรับและยืนขึ้นมองดูเย่ลุ่ยที่ค่อยๆ เดินจากไป รอยยิ้มเขาก็หายไปด้วยเช่นกัน

         องค์ชายสามคนนี้ ชาติก่อนถูกสงสัยอยู่หลายครั้ง และก็เป็นผู้ที่เหมาะสมจะทำการใหญ่ ชาติก่อนหลังจากที่องค์ชายแปดขึ้นครองราชย์ เขาผู้นี้ที่อยู่ข้างรัชทายาทก็ถูกกักบริเวณอยู่แต่ในวัง เพราะหากปล่อยเขาไปที่อื่น ชาตินี้ทั้งชาติก็คงไม่กลับเข้าเมืองหลวงเป็นแน่

         แล้วควรจะเป็นเช่นไร?

         เจียงลั่วอวี้คิดได้ดังนี้ก็เตรียมจะเดินออกจากศาลาไป คิดว่าคราวหน้าจะหาโอกาสพูดคุยกับเย่รุ่ยอีกครั้ง พยายามให้เขาสนใจและเชื่อใจตน ถ้ามีโอกาสอาจจะให้เขาเป็นคนดูแลป้ายคำสั่งทหารไว้ชั่วคราว คิดไปสักพักหูก็พลันได้ยินเสียงประหลาดที่ฟังดูร่าเริงดังขึ้นมา

         “เจียงซื่อจื่อทำให้องค์ชายสามหันมาสนใจได้แล้ว เหตุใดจึงทิ้งโอกาสนั้นไปเล่า? “

         เจียงลั่วอวี้ได้ยินเสียงแต่ไม่เห็นคน เขาชะงักไปสักครู่ จากนั้นก็เงยหน้าขึ้นไปมองบนกิ่งไม้ใหญ่ ปรากฏว่าเย่ซวี่นั่งแกว่งเท้าอยู่ที่บนนั้น เขาจะแสดงความเคารพ “ถวายพระพรเหลียงหวัง”

         “ข้าถามเจ้าอยู่นะ ตอบมาตามจริง”

         เจียงลั่วอวี่ขยับปากและมองต่ำ ตอบไปแบบเสียมิได้ “ทูลฝ่าบาท ที่ไม่ตามเสด็จองค์ชายสามไป เพราะลั่วอวี้ไม่อยากให้องค์ชายสามให้ความสำคัญมากเกินไป เพราะจะดึงดูดความสนใจรัชทายาทมาด้วยเช่นกันพะย่ะค่ะ”

         เจียงซวี่ได้ยินคำตอบก็หูผึ่ง มองลงมาจากด้านบนและถามด้วยความสงสัยต่อ “หมายความว่ากระไร?”

         เจียงลั่วอวี้เงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยอาการสงบ แต่นัยน์ตามีเลศนัย ยิ้มและถามกลับไปว่า “หรือว่าฝ่าบาทก็สนใจในตัวลั่วอวี้เช่นกัน?”

         เย่ซวี่สะดุ้งใจให้กับคำถาม เขามองหน้าที่แย้มยิ้มของอีกฝ่าย แล้วหลบตาเอามือลูกกำไลที่ข้อแขน “ไม่ใช่แน่นอน”

         เจียงลั่วอวี้รู้ว่าอีกฝ่ายจะต้องตอบเช่นนี้ เขาจึงรีบพูดต่อพร้อมรอยยิ้ม “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็โปรดประทานอภัยที่ลั่วอวี้ไม่สามารถตอบได้เช่นกัน”

         เย่ซวี่ทำตัวไม่ถูกเมื่อเจอกับคำพูดเช่นนี้ ได้แต่หายใจถี่มองเจียงลั่วอวี้ที่กำลังยิ้มมุมปาก ในใจอยากจะกระโดดลงไปกัดปากเสียให้ได้ เขาเห็นว่าเจียงลั่วอวี้ดำลังจะเดินหนีไป ก็อดทนต่อไปไม่ไหวกระโดดลงจากกิ่งไม้ใหญ่

         “ช้าก่อน! “

         เขาเห็นเจียงลั่วอวี้หยุดฝีเท้าเพราะเสียงเรียกตน ก็เกร็งคอเชิดพูดกัดฟันถามออกมาว่า “แล้วถ้าสนใจล่ะ จะเป็นอย่างไร? “

         เจียงลั่วอวี้ยิ้มชัดขึ้นกว่าเดิม หันตัวเดินไปหาเย่ซวี่ ตามองไปยังกำไลข้อมือ “ฝ่าบาทไม่เสียดายความเป็นชาย หลายปีมานี้เลือกที่จะแต่งเป็นผู้หญิง ไม่รู้สึกอะไรบ้างหรือพะย่ะค่ะ?”

         “เจ้า! ” ไม่คิดว่าเจียงลั่วอวี้จะพูดเช่นนี้ เย่ซวี่หน้าเปลี่ยนสี มือกำหมัดแน่น สายตาดูน่ากลัว เขายังคงยืนอยู่กับที่ “เจ้ารู้อะไรมา?! “

         “ขอฝ่าบาทอย่าทรงกริ้ว” เจียงลั่วอวี้เห็นอาการอีกฝ่ายก็ยิ่งยิ้มออก มองสำรวจองค์ชายแปดที่อยู่ตรงหน้า “ลั่วอวี้แค่เดา เหตุใดฝ่าบาทต้องเอามาเป็นอารมณ์? หรือว่าลั่วอวี้…เดาถูกหรือพะย่ะค่ะ?”

         คำว่าเดาที่วาทำให้เย่ซวี่ตัวเย็นวาบ เห็นหน้าของเจียงลั่วอวี้ยิ่งไม่สบอารมณ์ ความลับที่เก็บงำมาหลายปี ดันจะมาถูกคนสองเพศเอาออกมาแฉเสียได้

         “เจียงลั่วอวี้…เจ้า! “

         “หากเป็นการล่วงเกิน ขอฝ่าบาทประทานอภัย คิดเสียว่าเมื่อครู่ลั่วอวี้ไม่ได้ยินอะไร ขอฝ่าบาทวางพระทัยได้พะย่ะค่ะ” เจียงลั่วอวี้เห็นอีกฝ่ายเริ่มโมโห ก็รู้ว่าตนไม่ควรพูดอะไรอีก เขายิ้มก่อนจะพูดว่า “ลั่วอวี้ทูลลา”

         เย่ซวี่ยืนมองอีกฝ่ายเดินจากไป เดิมอยากจะตามไปคุยด้วย แต่เมื่อคิดถึงบทสนทนาเมื่อครู่ก็หยุดฝีเท้าลง ได้แต่มองเจียงลั่วอวี้ในชุดสีครามเดินลับตาไป

         ออกมาจากศาลาจุ้ยเซียน เจียงลั่วอวี้ก็เดินอยู่คนเดียวตามระเบียง ลมพัดชุดสีครามพลิ้วไหว เงาทางเดินระเบียงพาดผ่านบังหน้า เห็นเพียงรอยยิ้มที่มุมปาก

         ผ่ายไปครึ่งชั่วยาม งานชมดอกไม้ก็ใกล้เสร็จสิ้น

         เจียงลั่วอวี้ยืนอยู่ใต้ร่มเงาของระเบียง ตามองไปที่ดอกสาลี่ที่บานสะพรั่ง หูของเขาได้ยินเสียงแว่วเข้ามา

         ดูเหมือนจะมีคนกำลังพูดคุยกัน เขารีบหลบตัวอยู่ในเงามืด เงี่ยหูฟังด้วยความเงียบ ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจเสียงดัง

         เสียงนั้นค่อยๆ ใกล้เข้าจนฟังได้ชัดเจนยิ่งขึ้น เสียงมาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ จนมาหยุดอยู่ที่อีกมุมหนึ่งของระเบียงทางเดิน

         “หนานหวงจื่อ รัชทายาทกำลังเล่นหมากล้อมอยู่ที่ศาลา ท่านไม่ไปดูหรือ?”

         หนานจิ้งหลง

         ได้ยินชื่อหนานหวงจื่อ เจียงลั่วอวี้แววตาเปลี่ยนสีทันที กำลังจะเดินไปฟังให้ถนัด ก็พลันได้ยินเสียงที่คุ้นเคยมาแต่ชาติปางก่อน เสียงอันน่ารังเกียจที่ตอนนี้ตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “จิ้งหลงก็เพิ่งทราบและกำลังจะเดินไป ไม่คิดว่าจะมาเจอท่านสองคน”

         สองคน?

         เสียงคนแรกที่ได้ยินฟังดูคุ้นหู คิดว่าต้องเป็นเสียงของหลูหมินเป็นแน่ แต่อีกคนล่ะ หรือว่า…

         เจียงลั่วอวี้กำลังใช้ความคิด เสียงอีกคนก็ดังขึ้นมา ฟังแล้วก็รู้ว่าเป็นเสียงของอวิ๋นเสวียน “พี่หลู ในเมื่อหนานหวงจื่อจะรีบไปดูรัชทายาท พวกเราก็รีบไปจากที่นี่กันเถอะ”

         เมื่อทั้งสามมาอยู่พร้อมหน้ากัน เจียงลั่วอวี้ก็ตัดสินใจไม่ปรากฏตัวออกไปให้พวกเขาเห็น เขาอาศัยทุมมืดหลบออกมาและแอบผลักหน้าต่างที่อยู่ใกล้ตัวให้แง้มออกและกระโดดเข้าไปหลบอยู่ด้านใน เขาปิดหน้าต่างเหลือช่องไว้เล็กน้อยเพื่อแอบฟังต่อ

         “ทำไมล่ะ เจ้าจะรีบไปหาเจียงซื่อจื่อคนงามหรือไง?” หลูหมินพูดขัดอวิ๋นเสวียนด้วยน้ำเสียงประชดประชัน โดยไม่รู้ว่าผู้ที่ถูกพูดถึงกำลังแอบฟังพวกเขาอยู่อย่างใจจดใจจ่อ

 


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “เกิดใหม่ในร่างเก่า-เจียงลั่วอวี้” : http://bit.ly/2ByRjpi

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/650

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 80-90 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม