0 Views

        ทันทีที่พูดจบ เจียงลั่วอวี้กำลังจะเอ่ยปากโต้ตอบ ทางด้านหลังเขาก็พลันมีเสียงที่คุ้นเคยดังขึ้น “…ท่าน ท่านคือ…”

                 เจียงลั่วอวี้หันหลังกลับไปมองก็พบว่า ชายคนนั่นคือคนในวันงานที่ยืนมองตนวาดภาพและมีทีท่าอยากจะคุยกับตน เขายิ้มและถามไป “ท่านดูคุ้นตานัก เราเคยเจอกันเมื่อวันงานที่จวนจวิ้นอ๋องใช่หรือไม่?”

                 “ข้าชื่ออวิ๋นเสวียน คารวะซื่อจื่อ” เขาเริ่มและนำตัวกับเจียงลั่วอวี้ ความตื่นเต้นทำให้เขาทำตัวไม่ถูก ทันใดนั้นก็หันไปเห็นสายตาชายในชุดเขียวที่ระเบียงทางเดิน เขาจึงรีบถอยตัวและแนะนำให้รู้จัก

                 “พี่หลู ท่านผู้นี้คือเจียงซื่อจื่อ ทายาทเซียวเหยาหวังที่เพิ่งมาถึงเมืองหลวงเมื่อตอนใบไม้ผลิปีนี้”

         แซ่หลู?

         เจียงลั่วอวี้ได้ยินแซ่นี้ ก็มองไปที่ชายชุดเขียว ดูเหมือนจะคลับคล้ายคลับคลา และรอยยิ้มก็ปรากขึ้นบนใบหน้า

         แซ่นี้ เขารู้จักดีทีเดียว

         เมื่อครั้งที่องค์หญิงลี่หยางอภิเษกกับเจียงหลุนผู้เป็นท่านปู่ของเขาท่านพวกท่านมีลูกชายสองคน และลูกสองเพศหนึ่งคน เจียงอิงลูกชายคนโตสืบทอดตำแหน่งเซียวเหยาหวัง เจียงสยงลูกคนรองรับตำแหน่งจวิ้นหวัง ลูกสองเพศออกเรือนแต่งงานไปกับหลูจ้าวผู้มีตำแหน่งเป็นเสิ่นกว๋อกงและมีลูกชายที่รักดั่งหัวแก้วหัวแหวนเพียงคนเดียว

         แซ่หลูคนนี้ รู้สึกคุ้นตาอย่างประหลาด ชาติที่แล้วเขาเคยแต่ได้ยินชื่อแต่ไม่เคยเจอตัว ชื่อเสียงโด่งดังว่าเป็นคุณชายเจ้าสำราญ ชอบสุรานารีการพนันเป็นชีวิตจิตใจ นับการตามศักดิ์แล้ว หลูหมินเป็นลูกพี่ลูกน้องหรือลูกผู้พี่ของเขา

         เจียงลั่วอวี้กำลังก้มหน้าครุ่นคิด ไม่ทันสังเกตว่าชายชุดเขียวโน้มตัวลงมามองหน้าและยักคิ้วให้ เขาถูกความงามของเจียงลั่วอวี้ที่สืบทอดจากมารดาสะกดจนแทบหยุดหายใจ

         “อ๋อ ที่แท้ก็เป็นน้องชายที่มาจากทางเหนือนี่เอง เจ้างามจริงๆ พี่ชื่อหลูหมิน ยินดีที่ได้พบกัน”

         “ท่านพี่ชมเกินไปแล้ว” จริงดังที่เขาคิด อีกฝ่ายพูดจาแทะโลมไม่หยุด เขาได้แต่แสดงความเคารพกลับและหันไปมองอีกคนข้างๆ ที่ดูกำลังอึดอัด “พี่อวิ๋น ท่านมาแต่เช้า ทราบไหมว่าองค์ชายสามอยู่ที่ไหน? “

         หลูหมินเห็นว่าเจียงลั่วอวี้ไม่แสดงอาการอะไรออกมาเลย ทั้งที่ตนเกี้ยวพาราสี ก็นึกว่าถ้าไม่เขินอายก็คงจะโกรธเคืองบ้าง แต่กลับกลายเป็นว่าตนเป็นผู้ถูกทิ้งไม่มีใครสนใจ เขาจึงรีบชิงอวิ๋นเสวียนพูดขึ้น “น้องชายจะไปหาองค์ชายสามด้วยธุระอันใด?”

         เจียงลั่วอวี้ยังคงหน้านิ่งเรียบ เพียงแต่เมื่อถูกอีกฝ่ายพูดถามมาเช่นนั้น ก็ต้องตอบกลับไป “ครึ่งเดือนก่อนในงานเลี้ยงที่จวน ลั่วอวี้กับองค์ชายมีนัดกัน ก็เลยว่าจะไปพูดคุยสนทนาตามประสาคนรู้จัก หวังว่าท่านพี่จะชี้แนะ”

         เมื่อได้ยินชื่อองค์ชายสาม เดินทีหลูหมินคิดว่าเป็นแค่ข้ออ้างที่เจียงลั่งอวี้จะใช้เพื่อหนีไปจากเขาที่กำลังหยอกเอิน แต่เมื่อฟังแล้วก็รู้ว่าเป็นเรื่องจริง ก็ตกใจและตอบไปว่า “อ้อ เป็นเช่นนี้เองรึ?”

         เจียงลั่วอวี้ได้ยินก็เงยหน้าขึ้นยิ้มก่อนถามไปว่า “ท่านพี่ดูตกใจอะไรงั้นรึ?

         หลูหมินไม่คิดว่าเขาจะนิ่งสงบเช่นนี้ ดูเหมือนว่าเขาจะเตรียมตัวมาพร้อม ตนเองเสียอีกที่ต้องตกตะลึงและรู้สึกอับอาย  ได้แต่กรอกตาไปมาครุ่นคิดหาข้ออ้าง “คือว่า…”

         อวิ๋นเสวียนเห็นสถานการณ์ไม่ค่อยดี ก็รีบพูดแทรก “พี่หลู เมื่อครึ่งเดือนก่อนในงานเลี้ยงนั้น ระหว่างงานซื่อจื่อมีธุระต้องออกไปก่อน ก็เลยนัดกับองค์ชายสามจะมาคุยกันต่อในงานนี้”

         “เป็นเช่นนี้เอง” หลูหมินไม่สนใจคำพูดอวิ๋นเสวียนและไม่ได้เห็นเขาอยู่ในสายตา ในมือแกว่งพัดงาช้างไปมา ยืนกึ่งพิงเสาตรงระเบียงส่งสายตายั่วเย้าเจียงลั่วอวี้

         “เมื่อครู่เห็นองค์ชายสามเดินไปทางศาลาจุ้ยเซียนด้านนู้น…น้องชายจะไปก็ให้นางกำนัลพาไปได้ งานวันนี้ฮองเฮาเป็นองค์ประธาน แต่ท่านทรงติดราชกิจเสด็จมาไม่ได้ ดังนั้นเมื่อเสร็จจากองค์ชายสาม ก็อย่าลืมกลับมาหาพี่ด้วยนะ”

         ทันทีที่พูดจบ ก็สังเกตเห็นอาการเจียงลั่วอวี้ได้ว่าดูสงสัยและรังเกียจตน แต่นั่นกลับทำให้เขาดีใจยิ่งนัก เขาโน้มตัวไปที่ข้างหูเจียงลั่วอวี้และพูดเบาๆ “พี่ไม่เจอน้องมาหลายปี พี่มีเรื่องจะคุยกับน้องเยอะแยะเลยนะ”

         เจียงลั่วอวี้ไม่ตอบอะไรไป เพียงแค่ยิ้มรับและย่อตัวแสดงความเคารพ จากนั้นก็เดินตามนางกำนัลที่มานำไปให้ยังศาลา

         “หลูหมินที่ยืนพิงเสามองเจียงลั่วอวี้ในชุดสีครามค่อยๆจากไป รอยยิ้มชัดเจนยิ่งขึ้นและหันไปมองอวิ๋นเสวียนที่มองเจียงลั่วอวี้ตาค้าง “ช่างงามจริงๆ เห็นแล้วหัวใจมันกระชุ่มกระชวย”

         อวิ๋นเสวียนได้ยินดังนั้นก็หันมามอง หน้าเขาแดงก่ำ ก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเขินหรือโกรธ “พี่หลู ท่านนั้นเป็นถึงซื่อจื่อแห่งเซียวเหยาหวัง ทำไมพี่ถึงกล่าวเช่นนี้…”

         “ก็แค่พูดเฉยๆ จะเป็นอะไรไป?” หลูหมินยิ้มและมองเขาด้วยสายตามีเลศนัย น้ำเสียงและท่าทางดูไม่ใส่ใจ ผิดกับอวิ๋นเสวียนที่ดูจะเป็นเดือดเป็นร้อนแทนคนพูดมากไปเสียด้วยซ้ำ

         “ดูอาการเจ้าตอนนี้สิ ก็คิดเหมือนกันไม่ใช่หรือ? ไม่ต้องมาแก้ตัว เจ้าปิดบังข้าไม่ได้หรอก น้องข้างามขนาดนั้น นิสัยใจคอก็ดูสุภาพเรียบร้อย อีกทั้งฐานะสูงสุด ถ้าไม่ติดว่าเป็นซื่อจื่อ ข้าแต่งเป็นเมียพาเข้าบ้านนี่คุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้ม”

         อวิ๋นเสวียนดูท่าทางอีกฝ่ายเป็นเช่นนี้ก็รู้สึกไม่ดี ยิ่งได้ยินคำพูดเหล่านั้นก็ยิ่งหน้าแดง “พี่หลู…”

         หลูหมินเห็นหน้าเขาแดง สายตายังคงไม่ละจากเจียงล้่วอวี้ในชุดสีครามที่เดินจากไปได้ ก็พูดพลางหัวเราะว่า “ขอแค่คืนเดียวก็พอ แค่นี้ก็ถือเป็นสุขที่สุดแล้ว ฮ่าๆๆ…”

         เสียงหัวเราะที่ดังมาจากด้านหลังทำให้เจียงลั่วอวี้หยุดฝีเท้าลง เขากรอกตาไปมาและยิ้มอยากเยือกเย็น “หลูหมิน”

         พูดจบเขาก็เงยหน้าขึ้น หรี่ตาหันออกไปทางนอกระเบียงทางเดิน สายตาไปหยุดที่ต้นสาลี่ที่ดอกบานขาวสะพรั่ง

         “เจียงฮุ่ย”

         ห่างกันเพียงกำแพงกั้น ที่ศาลากลางน้ำ เจียงฮุ่ยในชุดสีส้มปักดิ้นเงินถือพัดกลมบังหน้า มองไปทำพื้นน้ำรอบศาลาก็เห็นปลาคาร์ปสีทองว่ายไปมา นางดูชอบใจยิ่งนัก

         เมื่อตอนที่นางเพิ่งมาถึง ก็ได้พบกับหนิงฮวนที่คราวก่อนกลั่นแกล้งนางไม่สำเร็จ หนิงฮวนมาในชุดคลุมสีแดงลายดอกโบตั๋นเบ่งบานเป็นชั้นๆ ดูงดงาม แต่เทียบไม่ได้กับชุดสีส้มปักดิ้นเงินของนาง บรรดาหญิงสูงศักดิ์ที่กำลังพูดคุยกับหนิงฮวน หันมามองนางเป็นตาเดียวกัน

         เห็นได้ชัดว่า ชุดที่นางใส่ชนะหนิงฮวนอยู่เห็นๆ

         นึกถึงหน้าหนิงฮวนที่จากไปพร้อมความอับอาย นางก็อดขำไม่ได้ ยกมือขึ้นลูบชายชุดสีส้มของต้น ตาจับจ้องไปที่ปลาคาร์ปสีทองตัวใหญ่ในสระน้ำ นางรับอาหารปลาจากในมือสาวใช้ก่อนจะค่อยๆ โปรยลงไปบนผิวน้ำ

         ผ่านไปสักครู่ ในขณะที่นางกำลังจะก้าวออกจากศาลา ด้านหลังก็มีเสียงเรียกที่ฟังดูดีใจดังขึ้น “ไม่ทราบว่า ท่านคือคุณหนูเจียงใช่หรือไม่? “

         เจียงฮุ่ยขมวดคิ้วหันกลับไปมองพร้อมใบหน้าไร้รอยยิ้ม ถามกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า “ถูกต้อง เจ้าคือใคร? “

         ได้ยินเจียงฮุ่ยตอบรับ นางกำนัลก็ย่อควักเอากระดาษชิ้นเล็กๆ ออกมาจากแขนเสื้อ ตากวาดไปรอบตัวเพราะเกรงจะมีคนมาเห็นเข้า นางส่งกระดาษนั้นให้เจียงฮุ่ยและพูดเสียงเบา “คุณหนูเจียง องค์รัชทายาทรับสั่งให้ข้าน้อยนำมาให้ท่าน โปรดรับไว้และอย่าบอกใครนะเจ้าคะ”

         องค์รัชทายาทฝากมาให้?

         ทันทีที่ได้ยินชื่อนี้ นางก็ใจเต้นและดูเขินอายขึ้นมาทันที

         ในจวนจวิ้นหวัง รวมถึงนางเจินซื่อ แทบจะไม่มีใครเคยรู้เลยว่า เมื่อครั้งที่นางอายุสิบสองปีและตามมารดาเข้าไปถวายพระพรฮองเฮา นางได้พบกับองค์รัชทายาทที่ขณะนั้นมีพระชันษาสิบห้าปี กำลังเป็นหนุ่มรูปงามสง่าผ่าเผย นางก็คิดไว้ในใจว่าอยากจะเป็นพระชายาในองค์รัชทายาท และอีกหน่อยนางจะได้เป็นแม่ของแผ่นดินในวันหนึ่ง

 


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “เกิดใหม่ในร่างเก่า-เจียงลั่วอวี้” : http://bit.ly/2ByRjpi

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/650

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 80-90 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม