0 Views

สิ้นเสียงพูด เจินซื่อก็เชิดคางสั่งสาวใช้ “คลี่ออกมาให้คุณหนูดูสิ”

 

สาวใช้รับคำสั่ง หยิบเอาผ้าสีส้มพับนั้นขึ้นมาคลี่ออกต่อหน้าเจียงฮุ่ยที่ตอนนี้มีแสงแดดส่องกระทบมาบนผ้าพอดี

 

ท่านแม่ ดอกซิ่งฮวา…ดอกซิ่งฮวาขยับได้ผ้าที่ถูกคลี่กระทบแสงแดดทำให้ดิ้นเงินบนผ้าส้มทอประกายเจิดจรัสจนเจียงฮุ่ยรู้สึกละลานตา หันไปยิ้มกับเจินซื่อผู้เป็นมารดา

 

สวยมากจริงๆ ข้าจะใส่ชุดนี้ไปงานชมดอกไม้ ท่านแม่ดีกับลูกจริงๆ”

 

เด็กโง่ แม่มีลูกสาวคนเดียว ไม่รักลูกจะให้ไปรักใคร” เจินซื่อเห็นลูกสาวดีใจยิ้มแฉ่ง นางก็หันไปสั่งสาวใช้ “เอาผ้าพับนี้ไปตัดชุดให้คุณหนู แล้วก็เอาผ้าต่วนตรงนั้นมาทำเป็นชุดด้านในให้คุณหนูด้วย”

 

เจ้าค่ะ พระชายา”

 

หลังจากเลือกผ้าเสร็จ เจียงฮุ่ยกับเจินซื่อก็เดินเข้าห้องไป สาวใช้คนสนิทกวาดตาไปมองที่หีบผ้าด้วยแววตาดูน่ากลัวและเดินตามเข้าห้องไป

 

เช้าวันรุ่งขึ้น ดวงอาทิตย์จากขอบฟ้าเริ่มฉายแสง ในจวนจวิ้นหวังก็เริ่มคึกคักขึ้นมาเช่นกัน

เจียงลั่วอวี้ในชุดซื่อจื่อสีคราม เดินไปตามระเบียงทางเดิมด้วยรอยยิ้มบนหน้า แต่สักพักหางตาก็สังเกตเห็นว่าชายชุดขาวที่มาจากที่พักด้วยกันห่างไกลออกไปทุกที จนกระทั่งหยุดฝีเท้าลง

 

ทำไมไม่เดินต่อ? ”

 

ไป๋หมิ่นอวี้หยุดยืนฟังอยู่กับที่ ตามองไปที่ศิราภรณ์บนศีรษะเขาและหลบตามองต่ำ

 

เจียงลั่วอวี้มองหน้าสีขาวที่ดูมืดดำภายใต้เงาจากระเบียงทางเดิน อดไม่ได้ที่ถามขึ้นมาว่า “ไม่อยากไปกับข้างั้นรึ? ”

 

ไป๋หมิ่นอวี้เงยหน้าและยิ้มมุมปาก “เจ้าก็รู้อยู่แล้วนี่”

 

พอไปถึงประตูวัง เจ้าก็รอในรถม้าจนกว่าข้าจะกลับออกมาก็พอ” เจียงลั่วอวี้มองดูเขาที่สีหน้าไร้อารมณ์ ก็ยื่นมือออกไปปลอบประโลม “ข้าจะรีบไปรีบกลับ ไม่นานหรอก ไปกับข้านะ”

 

ไป๋หมิ่นอวี้มองดูมือที่ยื่นมาหาเขา ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไร เขาถอนหายใจและยื่นมือของตนเองออกไปเช่นกัน ต่างกันแค่มือของเขาดูซูบเซียวมากกว่า

 

หลังจากขึ้นรถม้า เจียงลั่วอวี้ยิ้มและคอยส่งชาให้กับคนข้างๆ พลางเลิกม่านขึ้นดูทิวทัศน์ภายนอกรถ สักครู่ก็เห็นสายตาประหลาดของไป๋หมิ่นอวี้ จึงสั่งให้หยุดรถ

 

ซุ่ยเยวี่ย หยุดรถก่อน”

ซุ่ยเยวี่ยตกใจและสั่งให้คนบังคับม้าหยุดรถ ส่วนตนเองก็กระโดดลงไปยืนที่ข้างหน้าต่าง “ซื่อจื่อ เกิดอะไรขึ้นเจ้าคะ?””

 

เจ้าดูทางฝั่งนู้นสิ มีคนขายตัวเป็นทาสเพื่อหาเงินมาฝังศพพี่ชาย” เจียงลั่วอวี้มองไปที่อีกฝากของถนนซึ่งคลาคล่ำไปด้วยความวุ่นวาย ปรากฏชายในเสื้อผ้ามอซอ ตาดำขลับ มองเห็นหน้าไม่ชัด ก้มหน้าคุกเข่าอยู่บนพื้น

 

เจียงลั่วอวี้ควักถุงเงินส่งให้ซุ่ยเยวี่ย “เอาเงินนี่ไปให้เขาและส่งคนไปช่วยฝังศพพี่ชายเขาด้วย จากนั้นบอกให้เขากลับบ้านไปเสีย”

 

ซุ่ยเยวี่ยรับถุงเงินและขานรับ “เจ้าค่ะ ซื่อจื่อ”

 

เจียงลั่วอวี้มองซุ่ยเยวี่ยที่กำลังนำเงินไปให้ชายคนนั้น แม้ว่าจะออกมาเร่ขายตัวเป็นทาส แต่นิ้วมือที่เรียวยาวกลับทำให้เขารู้สึกแปลกใจ และม่านรถก็ถูกปิดลง ไป๋หมิ่นอวี้ยังคงนั่งเงียบ วาวถ้วยชาลงและกุมมือเขา

 

ความอบอุ่นจากหลังมือสัมผัสออกมาได้ เจียงลั่วอวี้มองต่ำและยิ้มให้

 

ข้าไม่เป็นไร”

 

ไป๋หมิ่นอวี้ส่ายหัว ไม่รู้ว่าเพราะไม่เชื่อคำพูดของอีกฝ่าย หรือว่าแค่อยากจะกุมมือต่อ เขายังคงไม่ปล่อยมือ และใบหน้าก็ยังคงดูกังวล

 

ผ่านไปครู่เดียว เจียงลั่วอวี้หันไปมองตามเสียงฝีเท้าและใบหน้าที่แดงก่ำของซุ่ยเยวี่ยที่วิ่งเข้ามาหา “ซื่อจื่อเจ้าคะ ซื่อจื่อ…”

 

เกิดอะไรขึ้นถึงวิ่งหน้าตื่นมา” เจียงลั่วอวี้มองดูหน้านางที่แดงก่ำและมองไปที่ถนน คนสองเพศที่สวมชุดมอซอกำลังยืนขึ้นและเดินมาที่รถม้า เขาขมวดคิ้วถามว่า “เขาจะไปกับเรารึ? ”

 

ซุ่ยเยวี่ยมองหน้าและตอบด้วยความมึนงงว่า “…เจ้าค่ะ”

 

เจียงลั่วอวี้นิ่งเงียบไป ชายคนนั้นกำลังเดินมาใกล้รถม้า กำลังจะพูดอะไรกับชายเบื้องหน้า เขาก็เงยหน้าขึ้นมายกมือเลิกเสื้อที่ซ่อมซอจนไหล่เปิดเห็นรอยสักรูปดอกบัวสีคราม

 

เจียงลั่วอวี้เห็นรอยสักก็ตาวาวและยิ้มอ่อน เขากระดิกนิ้วมองต่ำและพูดกับซุ่ยเยวี่ยที่กำลังมีสีหน้าลำบากใจว่า “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ คนคนเดียวก็ไม่ใช่ว่าเราจะเลี้ยงไม่ไหว ให้เขาขึ้นรถม้าด้านหลังไปเถอะ”

 

ซุ่ยเยวี่ยเดิมคิดว่านายน้อยจะปฏิเสธและเตรียมออกรถ กลับไม่คิดว่าจะได้รับคำตอบนี้แทน นางหันไปมองชายคนนั้นที่กำลังแสดงความเคารพมาทางรถม้า ก็ย่อตัวน้อมรับ “เจ้าค่ะซื่อจื่อ”

เจียงลั่วอวี้พยักหน้าและปิดม่านรถม้าลง นั่งพิงพนักหลับตาพักผ่อน ไป๋หมิ่นอวี้ที่นั่งอยู่ข้างๆ มองทะลุม่านออกไปที่ชายคนดังกล่าวที่อยู่กับซุ่ยเยวี่ยด้วยสายตาประหลาด

 

ผ่านไปครึ่งชั่วยาม รถม้าของจวนจวิ้นหวังก็มาถึงพระราชวังต้าหลง เจียงลั่วอวี้ลืมตาขึ้นจัดแจงเสื้อผ้าให้เข้าที่เข้าทาง หันไปยิ้มและพูดกับคนข้างๆ “ข้าไปก่อน เจ้ารออยู่บนรถนะ”

ไป๋หมิ่นอวี้พยักหน้าและมองเขาจนลงจากรถไป

 

ในขณะที่ม่านรถกำลังจะปิดลงและภาพชายชุดสีครามกำลังจะลับตา ชายชุดขาวก็เลิกม่านขึ้นและส่งเสียงเรียก “…ซื่อจื่อ”

 

มีอะไรงั้นรึ? ” เจียงลั่วอวี้ได้ยินไม่ชัด หันกลับไปมองและบังเอิญประสานตาเข้าตาสีอำพันพอดี เขายิ้มให้และเดินเข้าไปที่รถม้า “เจ้าว่าอะไรนะข้าได้ยินไม่ชัด”

 

ไป๋หมิ่นอวี้จ้องหน้าเขาและตอบเบาๆว่า “…ข้ารอเจ้ากลับมานะ”

 

เจียงลั่วอวี้ยิ้มขึ้นและยกมือขึ้นจับแก้มคนบนรถ “อืม”

 

หลังจากที่ล่ำลากัน เจียงลั่วอวั้ก็หันหน้ากลับเดินไปสู่ประตูวัง ตาปราดมองไปเห็นเจียงฮุ่ยในชุดสีส้มปักดิ้นเงินลายดอกซิ่งฮวากำลังลงจากรถโดยมีสาวใช้ประคองอยู่ไม่ไกล

 

เจียงลั่วอวี้มองเจียงฮุ่ยที่ประดับผมด้วยปิ่นระย้ารูปดอกไม้ที่ทำจากหยกขาวห้อยตุ้งติ้ง เจียงลั่วอวี้ที่ยิ้มแฝงความร้ายเข้าไปทักทาย “วันนี้ชุดที่น้องหญิงใส่ดูเรียบหรูดูงามยิ่งนัก”

เจียงฮุ่ยมองดูชุดตัวเองด้วยความพอใจและยิ้มรับคำชม “ท่านพี่ชมเกินไปแล้ว”

เข้ามาถึงเขตพระราชฐาน เจียงลั่วอวี้กับเจียงฮุ่ยจะต้องถูกแยกไปที่ฝ่ายหน้าและฝ่ายใน เขามองเจียงฮุ่ยที่แยกไปฝ่ายในจนลับตา แล้วตนเองจึงเดินตามนางกำนัลที่มาคอยนำทางเดินไปตามระเบียงที่คดเคี้ยวผ่านตำหนักนับไม่ถ้วน

 

เดินไปได้ไม่กี่ก้าว อยู่ๆ นางกำนัลก็ย่อตัวแสดงความเคารพใครสักคนในมุมมืดของระเบียง คนผู้นั้นสวมชุดลำลองสีเขียว ในมือถือพัด

ชายผู้นั้นโบกพัดใส่นางด้วยความรำคาญ กำลังจะพูดให้นางหลบไปก็เหลือบไปเห็นเจียงลั่วอวี้ที่อยู่ด้านหลัง ชายผู้นั้นตาลุกวาว จากที่ยืนพิงกับกำแพงก็ยืดหลังขึ้นยืนตัวตรง สำรวจเจียงลั่วอวี้แต่หัวจรดเท้า และยิ้มอย่างมีเลศนัย

 

โอ้ หนุ่มรูปงามผู้นี้มาจากที่ใดกัน ดูไม่คุ้นตาเลยนะ”

 


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “เกิดใหม่ในร่างเก่า-เจียงลั่วอวี้” : http://bit.ly/2ByRjpi

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/650

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 80-90 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม