0 Views

สาวใช้ที่มารายงานข่าวไม่คิดว่าผลจะออกมาเป็นเช่นนี้ นางสังเกตเห็นได้ว่าสาวใช้คนสนิทของเจินซื่อจ้องนางราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ นางกลัวจนตัวสั่นรีบคุกเข่าลงและรายงานต่อ

 

เรียนพระชายา คนในสวนมรกตเล่าว่า ชิงหงถูกสั่งโบยสามสิบไม้เพราะถูกจับได้ว่าขโมยสมุดบัญชีในสวนมรกตไป นางถูกลากออกไปโบยไม่ถึงยี่สิบไม้ก็เลือดนองเต็มพื้นและถูกลากต่อไปไว้ที่ห้องเก็บฟืน ผ่านไปไม่กี่ชั่วยามนางก็สิ้นใจเพคะ…”

 

ขโมยบัญชีจากสวนมรกต? ” เจินซื่องุนงงและหันไปมองสาวใช้คนสนิทที่คุกเข่าอยู่ข้างๆ “เกิดอะไรขึ้น ก็ให้ชิงหงเอาไปคืนแล้วไม่ใช่รึทำไมถึงว่าขโมยบัญชีจากสวนมรกต?”

 

สาวใช้คนสนิทก็เดาไม่ถูก จึงไม่ได้เอ่ยปากเรื่องจะแก้แค้นให้หลานสาว แต่แล้วนางก็คิดอะไรได้ขึ้นมา นางเช็ดน้ำตาพูดว่า “พระชายาเพคะ…ท่านว่า…เป็นไปได้ไหมที่นางจะเจอบัญชีของจริงเข้า และคิดจะนำมาท่าน…ก็เลย…

 

ที่เจ้าว่ามาก็มีเหตุผลอยู่” เจินซื่อครุ่นคิด สีหน้าผ่อนคลายลงหันไปมองสาวใช้คนสนิท ชิงหงเป็นลูกสาวของน้องชายนางและเห็นมาแต่เล็กจนโต เลี้ยงมาราวกับลูกสาวตนเอง สาวใช้คนสนิทคนนี้ก็รับใช้มาหลายปี จึงหันไปปลอบนาง

เอาล่ะ ชิงหงทำเพื่อข้า และก็เป็นหลานของเจ้า หาที่ดีๆ ฝังศพให้นาง เอาเงินไปให้ทางบ้านนางด้วย เจ้าเองก็รับไว้เช่นกัน แล้วก็ช่วยพูดกับพ่อแม่นางด้วย”

 

สาวใช้คนสนิทได้ยินนายหญิงปลอบเช่นนี้ก็ยังรู้สึกไม่ได้รับความยุติธรรม น้ำตารินไหลลงมาตามริ้วรอยเหี่ยวย่น ขอบตาแดงก่ำ สะอึกสะอื้นขานรับ “…เพคะ…”

 

ในเมื่อบอกว่าชิงหงขโมยสมุดบัญชีจากสวนมรกต ก็แสดงว่าของจริงจะต้องอยู่ที่เจียงลั่วอวี้ และของปลอมก็ต้องอยู่ที่นั่นด้วย” เขินซื่อไม่มีเวลาสนใจสาวใช้คนสนิทที่กำลังเศร้าโศก นางคร้านจะคิดหาสาเหตุการตายของชิงหงและสงสัยว่าบัญชีของจริงถูกเก็บไว้ที่ไหน

 

ถ้าเป็นเช่นนี้ พวกเราก็มีโอกาสที่จะลงมือต่อ”

 

สาวใช้คนสนิทได้ยินข่าวการตายของหลานสาวก็อยากจะแก้แค้นใจจะขาด นางอยากให้นายหญิงฮุบสมบัติและให้เจียงลั่วอวี้ชดใช้ด้วยชีวิต “พระชายาเพคะ พรุ่งนี้ไปกันเลยไหมเพคะ…

 

ไม่ได้” เจินซื่อขมวดคิ้ว นางรู้ว่าสาวใช้ต้องการรีบแก้แค้น จึงห้ามปราม สักพักนางก็คิดแผนออกและออกคำสั่ง “เจียงลั่วอวี้เพิ่งจะสั่งโบยชิงหงจนตาย ก็กระจายข่าวนี้ออกไปว่าเขาไม่มีความเมตตาแก่บ่าวไพร่ เจ้าก็ไปพูดโน้มน้าวหว่านเสียะ ข้าคิดว่าตอนนี้คงซื้อใจนางได้ง่ายกว่าอวิ๋นไฉ่ จำไว้นะว่า อย่าแหวกหญ้าให้งูตื่น มิเช่นนั้นคงยากที่จะแก้แค้นให้หลานเจ้า เข้าใจไหม? ”

 

สาวใช้เดิมทีกำลังเคียดแค้นพอได้ยินเจินซื่ออธิบาย นางก็ใจเย็นลง คิดๆ ดูแล้วเจินซื่อก็พูดถูก นางจึงระงับสติอารมณ์ลง “เพคะ ข้าน้อยจะจำคำพระชายา”

 

เจินซื่อหัวเราะเสียงเย็น ตาปราดมองไปยังกรรไกรและกิ่งโบตั๋นที่เพิ่งตัดไป นางหรี่ตาลง “โดยเฉพาะถ้าเรื่องที่ลงโทษสาวใช้จนตายเพียงเพราะบัญชีเล่มเดียวนี่กระจายออกไป เจียงลั่วไป๋ที่รับบัญชีไปก็คงอยู่ไม่เป็นสุขเช่นกัน พวกเรารอดูท่าทีไปก่อน รอจนพ้นงานชมดอกไม้ในอีกครึ่งเดือน ถึงเวลานั้นค่อยแก้แค้นให้หลานเจ้าก็ยังไม่สาย!”

 

สาวใช้คนสนิทขานรับด้วยแววตาโกรธเกลียดเคียดแค้น “ข้าน้อยจะจำไว้เพคะ”

 

ชั่วพริบตาก็ผ่านไปครึ่งเดือน ฤดูใบไม้ผลิผ่านไป ก้าวย่างเข้าสู่ฤดูร้อนท่ามกลางอาทิตย์อันเจิดจ้าร้อนแรง

 

หลังจากที่ไปคารวะองค์หญิงลี่หยาง เจียงลั่วอวี้ที่ในมือถือพัดเดินไปตามระเบียงทางเดินก็เห็นเจียงฮุ่ยที่ดูสงบเสงี่ยมลงหลังจากถูกยกโทษจากการกักบริเวณยืนอยู่ไม่ไกล เขาหันไปยิ้มน้อยๆ ให้กับไป๋หมิ่นอวี้

 

ใกล้จะถึงวันงานชมดอกไม้แล้ว ในจวนจะต้องตัดเย็บเสื้อผ้าขึ้นใหม่เป็นแน่”

 

ไป๋หมิ่นอวี้ไม่ตอบอะไร ได้แต่มองหน้านิ่งและปราดตามองผ่านมือที่ทั้งสองคนจับกันอยู่ผ่านไปยังดอกซิ่งฮวาที่บานงดงามอยู่ไม่ไกล

 

หมิ่นอวี้ เจ้าไม่ได้ตัดชุดใหม่นานแล้วนะ” เจียงลั่วอวี้เคยชินกับนิสัยของอีกฝ่าย จึงไม่ได้สนใจที่ไม่ได้รับคำตอบ เขามองไปที่มือที่จับกันอยู่และยิ้มร่า “ข้ารู้ว่าเจินซื่อขี้เหนียว นางคงริบผ้าส่วนของเจ้าไปแน่ๆ เดี๋ยวเจ้าเอาผ้าของข้าไปแทน ดีไหม? ”

 

พูดจบก็หันหน้าไปมอง แต่คนข้างๆ กลับส่ายหัว

 

เจียงลั่วอวี้เลิกคิ้วขึ้นด้วยความสงสัย “ทำไมไม่เอาล่ะ? ”

 

ไป๋หมิ่นอวี้มองหน้าเขาแล้วหลบตา ราวกับไม่กล้าสบตาและหันไปมองดอกซิ่งฮวาที่นอกระเบียง “…เจ้าใส่เองดูดีกว่า”

อะไรนะ? ” เจียงลั่วอวี้ชะงักและหันไปมองหน้าขาวซีดที่มีรอยแผล เขายิ้มให้อย่างอ่อนโยนและพูดเสียงเบา “ก็เป็นคนเหมือนๆ กัน ดูดีไม่ดีอะไรกันล่ะ”

 

ไป๋หมิ่นอวี้ส่ายหัว กะพริบตาสีอำพัน เจียงลั่วอวี้มองเขาและครุ่นคิด ก่อนจะก้าวเท้าเดินต่อ “ได้ยินว่าพระชายาเอาพวกผ้าสีสันสดใสสวยงามให้เจียงฮุ่ยเลือกไปหมดแล้ว”

 

นานๆ ทีจะได้ยินเจ้าพูดประโยคยาว ๆ ” เจียงลั่วอวี้ได้ยินชื่อเจียงฮุ่ยก็ตาลุกวาว เขายิ้มมากขึ้น “แล้วไงล่ะ? ”

 

ไป๋หมิ่นอวี้นิ่งไปสักพัก ก่อนจะตอบว่า “ไม่มีอะไร”

 

เจียงลั่วอวี้เดาไม่ออกว่าอีกฝ่ายกำลังคิดอะไร เขาหันไปมองที่ประตูที่พักองค์หญิงลี่หยางที่ตนเพิ่งออกมา เห็นเจินซื่อกำลังชี้มือชี้ไม้ให้สาวใช้ยกหีบผ้าที่องค์หญิงเลือกเสร็จแล้วออกมา เขาก็บังเกิดความคิดขึ้น

 

เอาผ้าสีสันสดใสที่ดีๆ ให้เจียงฮุ่ยจนหมด?

 

ถ้าเช่นนั้นผ้าเนื้อดีที่ปักดิ้นเงินสีส้มซึ่งประเมินค่ามิได้ที่ส่งไปไปยังร้านผ้าอันดับหนึ่งในเมืองหลวงก็คงจะถึงมือเจียงฮุ่ยแล้ว

 

คิดได้เช่นนี้ เขาก็หรี่ตาและกำมืออีกฝ่ายไว้แน่นขึ้น

 

ถ้าเจียงฮุ่ยใส่ชุดใหม่ ต้องงามมากแน่ๆ

 

ผ่านไปครึ่งชั่วยาม เจินซื่อที่ถูกประคองโดยสาวใช้คนสนิทก็นำบรรดาหีบผ้าเข้ามาถึงที่พัก นางยิ้มและขานเรียก “ฮุ่ยเอ๋อร์ ออกมาเร็วลูก”

 

เจียงฮุ่ยที่กำลังเดินออกมาจากห้องได้ยินก็รีบลงบันไดโดยมีเจินจูคอยดูแลใกล้ชิด นางเดินมาจนถึงหน้าเจินซื่อและยิ้มให้ “ท่านแม่”

 

ฮุ่ยเอ๋อร์คนดี” เจินซื่อมองดูลูกสาวแต่หัวจรดเท้าและพยักหน้ายิ้มด้วยความพอใจ นางหันไปทางสาวใช้ที่ยกหีบผ้าเข้ามา “วันนี้จวนเรามีผ้าใหม่เข้ามามากมาย แม่รีบชิงตัดหน้ามู่ซื่อ คัดเอาผ้าที่ดีที่สุดไว้ให้ลูก ท่านย่าเลือกเรียบร้อยแล้ว เจ้ามาดูสิ”

 

เจียงฮุ่ยได้ยินว่าผ้าใหม่มาถึงจวน มีแค่ท่านย่าคนเดียวที่เลือกไปก่อน นางก็กระหยิ่มยิ้มย่อง พยักหน้าพอใจ พาสาวใช้เดินเข้าไปดูผ้าในหีบ เจินซื่อมองดูลูกสาวจากด้านหลังที่ดูอรชรอ้อนแอ้นก็รู้สึกภาคภูมิใจ

 

ชั่วเวลาจิบชาครึ่งถ้วย เจียงฮุ่ยก็เลือกดูผ้าในหรบจนครบ สีหน้าดูดีใจน้อย หน้าตาดูบูดบึ้งและเดินไปหาเจินซื่อ “ท่านแม่ มีแค่นี้เองหรือก็เหมือนๆกันกับทุกปี ไม่เห็นต่างกันตรงไหน”

 

รู้อยู่แล้วว่าเจ้าต้องพูดแบบนี้” เจินซื่ออมองลูกสาวที่กำลังงอนก็ลูบหลังนางเบาๆ จากนั้นหันไปบอกสาวใช้คนสนิท “เอาผ้าพับนั้นออกมา”

 

สาวใช้คนสนิทขานรับและหันไปส่งสายตาให้ลูกน้อง “เจ้าค่ะ พระชายา”

 

เจียงฮุ่ยได้ยินว่ามีผ้าใหม่ก็ตาวาว มองดูสาวใช้ที่กำลังเดินไปเอามาก็ยิ้มได้ เจินซื่อเห็นลูกยิ้มได้อีกครั้งนางก็พลอยยิ้มตามไปด้วย

 

ผ่านไปครู่หนึ่ง สาวใช้คนเดิมก็กลับมาพร้อมกับผ้าในมือที่ยื่นขึ้นไปตรงหน้าเจินซื่อและเจียงฮุ่ย

 

เจียงฮุ่ยมองปราดไปที่ผ้า ก็เห็นว่าเป็นผ้าสีส้มธรรมดาๆ นางขมวดคิ้วและหันไปบ่นกับมารดา “ท่านแม่ ผ้าพับนี้ก็แค่ผ้าสีอ่อนธรรมดาๆ ไม่มีอะไรพิเศษ  ทำไมท่านแม่ต้องทำให้ดูลึกลับด้วยท่านคงไม่คิดจะให้ข้าใส่มันใช่ไหม”

 

ฮุ่ยเอ๋อร์ ลูกยังไม่รู้อะไร” เจินซื่อเห็นอาการลูกสาวก็รู้ว่านางยังไม่เห็นความพิเศษของผ้าพับนี้ จึงยิ้มและชี้ไปที่ผ้า “นี่ไม่ใช่ผ้าทั่วไป เป็นผ้าที่แม่ใช้เงินไปไม่น้อยซื้อมาจากร้านผ้าจิ่นซิ่วเก๋อ ทั้งเมืองหลวงมีแค่พับเดียว ดูเผินๆอาจไม่รู้ ถ้าลองคลี่ออกมาดูก็จะรู้ว่าไม่ธรรมดา”

 


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “เกิดใหม่ในร่างเก่า-เจียงลั่วอวี้” : http://bit.ly/2ByRjpi

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/650

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 80-90 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม