0 Views

        รอจนเจียงฮุ่ยเดินจากไปลับตา เจียงลั่วอวี้ก็ถอนหายใจ สายตามองไปที่ระเบียง ไม่ไกลกันนัก ตรงเบื้องหน้าดอกหยิงชุนมีชายในชุดขาวยืนรออยู่และหันมามองเขาเมื่อได้ยินเสียงเรียก

        เมื่อเห็นไป๋หมิ่นอวี้เดินมาหา เจียงลั่วอวี้ก็ยืนมือออกไป

        “ไปกันเถอะ”

        ชั่วเวลาธูปครึ่งดอกทั้งคู่ก็เดินไปตามระเบียงใต้ร่มไม้จนเกือบจะพ้นจากที่พักขององค์หญิง ไป๋หมิ่นอวี้หยุดเดินและหันไปมองคนข้างๆ พลางเอ่ยถามขึ้นว่า

        “จะไม่ถามอะไรหรือ? “

        “ถามอะไร? ” เจียงลั่งอวี้หันมามองหน้าที่ไร้อารมณ์ เขายิ้มให้และมองตา “ถามว่าเจ้าไปทำอะไรมาน่ะหรือ?”

        เขาพยักหน้ารับ จากนั้นเจียงลั่วอวี้ก็พูดขึ้นมาราวกับกำลังพูดกับตัวเอง “ถ้าเจ้าอยากบอกข้าก็จะฟัง แต่ในเมื่อเจ้าไม่บอก ข้าถามไปก็แค่นั้นมิใช่หรือ? และในสถานการณ์เช่นนี้ข้าเชื่อว่าเจ้าไม่มีทางทำร้ายข้าหรอก”

        ไป๋หมิ่นอวี้เงยหน้ามองชายชุดสีอ่อนที่สะท้อนกับแสงแดดจนดิ้นทองส่องแสงระยิบระยับราวกับว่าเห็นแสงประหลาด แต่ก็พลันหายไปทันตา

        เจียงลั่วอวี้เห็นว่าเขาไม่พูดอะไรอีกก็จะพากันเดินไปต่อ แต่ยังไม่ทันก้าวเท้าหางตาก็เหลือบไปเห็นขวดกระเบื้องสีขาวส่งมาให้เขา ไป๋หมิ่นอวี้ที่หน้าตาไร้อารมณ์ส่งขวดนั้นมาตรงหน้า

        “มันคืออะไร? “

        ไป๋หมิ่นอวี้มองหน้าเขาและตอบไปว่า “สลอด”

        เจียงลั่วอวี้ไม่อยากเชื่อหูตัวเอง เขามองตาสีอำพันและแสดงอาการตกใจเป็นครั้งแรก “…อะไรนะ? “

        ไป๋หมิ่นอวี้เห็นปฏิกิริยาที่เขาตกใจก็เข้าใจว่าเขาได้ยินไม่ถนัดจึงย้ำช้าๆ ชัดๆ ไปอีกครั้งว่า “สะ-หลอด”

        “เจ้า…เจ้าไปที่ห้องเครื่องมา? ” เจียงลั่งอวี้กำขวดไว้แน่น เขามองไป๋หมิ่นอวี้ตั้งแต่หัวจรดเท้า สีหน้าราบเรียบแต่รอยยิ้มชัดขึ้น “ที่เจ้าว่ามีธุระคือไปใส่เจ้านี่…ในอาหารเช้า? “

        “ข้าไม่ได้ทำอะไรผิด” ไป๋หมิ่นอวี้ถูกอีกฝ่ายมองเขาก็ขมวดคิ้วตอบว่า “เจ้านี่เตรียมไว้สำหรับเจินซื่อกับเจียงฮุ่ย…มีอะไรไหม? “

        ยังไม่ทันพูดจบเจียงลั่วอวี้ก็กลั้นขำไว้ไม่ได้อีกต่อไป เขาปล่อยมืออีกฝ่ายและก้มลงไปมองขวดในมือพร้อมกับหัวเราะจนตัวสั่น “เจ้า…”

        ไป๋หมิ่นอวี้มองดูเขาที่กำลังตัวงอ ดวงตาสีอำพันเกิดความสงสัย “…? “

        “ไม่มีอะไร” เจียงลั่วอวี้หัวเราะอยู่พักใหญ่ก็กลับมาเป็นปกติ เขาหันมามองหน้าไป๋หมิ่นอวี้ ในที่สุดก็เข้าใจคำตอบที่สงสัยมานานตั้งแต่เข้ามาอยู่ที่นี่ เขายิ้มและคว้ามืออันเย็นเฉียบพร้อมพูดว่า “ไปกันเถอะ”

        คนแบบนี้…ถ้าเจินซื่อกับเจียงฮุ่ยไม่ระวังตัวก็ถือว่าเป็นศัตรูตัวฉกาจเลยทีเดียว!

        ทั้งสองกลับมาถึงสวนมรกตไม่ถึงครึ่งชั่วยาม ดูเหมือนว่าด้านนอกจะมีเสียงเอะอะดังขึ้นมา

        เสียงเอะอะที่ดังขึ้นมาทำให้ซุ่ยเยวี่ยที่ยืนดูนายทั้งสองเล่นหมากล้อมอยู่อดรนทนไม่ได้ แง้มประตูกวักมือเรียกให้หว่านเสียะออกไปดูว่าเกิดอะไรขึ้น ชั่วเวลาจิบชาครึ่งถ้วยนางก็รีบวิ่งกลับมากระซิบกระซาบกับซุ่ยเยวี่ยและก็ถูกเจียงลั่วอวี้ถามขึ้นมาตอนที่กำลังจะถอยออกไป

        “คุยอะไรกัน เล่าให้ข้าฟังบ้างสิ”

        หว่านเสียะได้ยินนายถามขึ้นมาจึงก้าวเข้ามาในห้อง ย่อตัวเคารพด้วยความระแวดระวัง “คารวะซื่อจื่อ”

        เจียงลั่งอวี้หยิบหมากสีดำขึ้นมา เงาดำสะท้อนความเงางามออกมาชัดเจน เขาวางหมากลงและยิ้มให้กับคนที่นั่งอยู่ตรงข่าม “เข้ามาพูดข้างใน เกิดอะไรขึ้น?”

        หว่านเสียะได้ยินเจ้านายถามโดยไม่ได้มีอาการโกรธ แต่น้ำเสียงดูจะพอใจด้วยซ้ำ นางสังเกตแววเจ้านายทั้งสองก็สบายใจ จึงพูดต่อว่า

        “เรียนซื่อจื่อ เมื่อครู่พี่ซุ่ยเยวี่ยเห็นด้านนอกเอะอะกันก็เลยให้ข้าน้อยออกไปดู ข้าน้อยออกไปถึงประตูชั้นกลางไปที่อาคารตะวันออกก็บังเอิญเจอกับสาวใช้คนสนิทของพระชายา นางบอกว่าวันนี้พระชายากับคุณหนูใหญ่ท้องเสีย กำลังจะรีบไปเชิญท่านหมอมาตรวจอาการเจ้าค่ะ”

        เจียงลั่วอวี้ฟังแล้วก็ยิ้ม เขาโบกมือให้ซุ่ยเยวี่ยกับหว่านเสียะถอยออกไป “เข้าใจล่ะ พวกเจ้าออกไปเถอะ”

        ไป๋หมิ่นอวี้ที่กำลังจะวางหมากสีขาวเพื่อกินหมากของเจียงลั่วอวี้บนกระดาน พลันได้ยินฝ่ายตรงข้ามเรียกด้วยน้ำเสียงแกมชอบใจ “หมิ่นอวี้”

        ทันทีที่ได้ยินเสียงเรียกเขาก็ชะงักไปชั่วครู่ รอยแผลบนใบหน้ายังคงไร้ซึ่งอารมณ์ เขาค่อยๆ เงยหน้าจนเห็นดวงตาสีอำพันที่ดูเหมือนจะยิ้มแต่ก็เห็นได้ไม่ชัดเจน

        เจียงลั่งอวี้ดูเหมือนจะชินเสียแล้วกับท่าทางเช่นนี้ นิ้วขาวยาวเรียวเคาะลงบนกระดานหมากล้อมและพูดย้ำคำหว่านเสียะ “ท้องเสีย? “

        แววตาของไป๋หมิ่นอวี้ที่แม้ว่าจะมืดแต่ก็เห็นได้ว่ามีประกายของหมากสีขาว มือนั้นชะงักไปชั่วครู่และวางลงกินหมากสีดำของเขาที่มุมกระดาน

        ทั้งคู่เล่นหมากล้อมกันจนเที่ยง เสียงเอะอะด้านนอกเงียบไปแล้ว เจียงลั่วอวี้มองหมากกระดานที่สามที่ถูกอีกฝ่ายล้อมจนไม่เหลือที่ก็อดไม่ได้ที่จะมองไปยังใบหน้าของไป๋หมิ่นอวี้ที่ยังคงสงบนิ่ง เขาหันไปสั่งคนด้านนอกประตู “สายแล้วนะซุ่ยเยวี่ยไม่ต้องสนใจ ใช้ห้องเครื่องของเราเองจัดการให้เรียบร้อยก็พอ”

        ซุ่ยเยวี่ยที่อยู่นอกห้องขานรับ “เจ้าค่ะซื่อจื่อ”

        เจียงลั่วอวี้ถอนหายใจยาว มองดูไป๋หมิ่นอวี้ที่จัดการกับหมากบนกระดานด้วยสีหน้าราบเรียบ เขาก็เหลือบไปมองขวดกระเบื้องบนโต๊ะและยิ้มออกคำสั่ง “บอกให้ครัวของเราเตรียมอาหารเยอะหน่อย วันนี้ข้า…อยากจะฉลองกับไป๋ซวงจื่อให้เต็มที่”

        ซุ่ยเยวี่ยได้ยินก็ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ก็ขานรับคำสั่งรีบออกไปสั่งให้ห้องครัวจัดเตรียมอาหารมาให้ผู้เป็นนาย

        ผ่านไปครึ่งชั่วยาม มื้อเที่ยงก็สิ้นสุดลง

        เจียงลั่วอวี้ยืนขึ้นมาข้างโต๊ะและจับให้อีกคนเอนลงบนตั่ง “เจ้ายังบาดเจ็บอยู่ เมื่อเช้าก็ออกแรงเดินมากไปนอนพักตรงนี้ก่อน ข้ามีธุระที่ห้องหนังสือ ถ้าเจ้าตื่นแล้วไปหาข้าที่นั่นนะ”

        ไป๋หมิ่นอวี้ฟังแล้วก็พยักหน้ารับโดยดี ดวงตาสีอำพันมองส่งเจียวลั่วอวี้ที่เดินไปจนสุดสายตาท่ามกลางแสงทองจากด้านนอกที่ส่องผ่านหน้าต่าง ทำให้ดูอบอุ่นยิ่งนัก

        เจียงลั่งอวี้เดินเข้าไปในห้องหนังสือ ไม่คิดว่าจุยอวิ๋นจะมารออยู่ที่ด้านในแล้ว เขาส่งยิ้มให้

        “ตอนที่ส่งหมิ่นอวี้กลับมา เจ้าได้ข่าวแล้วหรือ? “

        จุยอวิ๋นตอบด้วยสีหน้าจริงจัง”ขอรับ”

        เจียงลั่วอวี้ชะงักและกลับเป็นปกติอย่างรวดเร็ว ถามด้วยเสียงทุ้มต่ำ “ลุงชาวหลิวกลับไปเอาบัญชีที่จวน เมื่อไรจะมาถึงเมืองหลวง?”

        จุยอวิ๋นได้ยินคำถามก็เงยหน้ามองเจ้านายที่ผมยาวดำขลับปิดหน้าอยู่ แต่ก็สังเกตได้ว่านายกำลังเกิดความสงสัยไม่เข้าใจ ว่าเดิมที่นายของตนคนนี้ไม่เคยสนใจอะไรเลย เหตุใดจึงใส่ใจกับเรื่องนี้ เขาจึงตอบไปว่า “เรียนซื่อจื่อ พรุ่งนี้เช้าขอรับ”

        “พรุ่งนี้? ” เจียงลั่วอวี้มองไปยังแสงแดดที่สาดส่อง มือขาวผ่องเคาะโต๊ะและหยุดลง “นับเป็นวันที่ดี”

        แล้วก็เงียบสงัดลง

        เจียงลั่วอวี้หัวเราะเบาๆ แววตาดูร้ายขึ้นชั่วขณะ เขาหันไปมองจุยอวิ๋นที่ยืนอยู่ข้างๆ

        หลังจากที่ครุ่นคิดสักพักเจียงลั่วอวี้ก็มองต่ำและเรียก “จุยอวิ๋น”

        “ขอรับ”

        เจียงลั่วอวี้หรี่ตาลงรอยยิ้มลึกขึ้นพูดเสียงเรียบ “ไปตามลั่วไป๋มา ข้ามีเรื่องจะสั่งเขา”

        “ขอรับซื่อจื่อ”

        จุยอวิ๋นค่อยๆ เดินจากไป เจียวลั่วอวี้นั่งลงบนเก้าอี้เอามือลูบขวดหยกและขวดกระเบื้องที่วางไว้ข้างกัน หน้าตาเขาในตอนนี้ดูคลุมเครือมองไม่ออกว่ากำลังคิดอะไร

        เจินซื่อ พรุ่งนี้จะเป็นวันที่หัวหน้าพ่อบ้านจากจวนของข้ามาทำรายงานบัญชี ไม่รู้ว่าเจ้ารู้เรื่องนี้หรือยัง เตรียมที่จะหาเรื่องข้ากับน้องๆ อยู่หรือไม่?

 


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “เกิดใหม่ในร่างเก่า-เจียงลั่วอวี้” : http://bit.ly/2ByRjpi

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/650

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 80-90 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม