0 Views

        เจียงฮุ่ยได้ยินคำว่ารอยแผลก็รู้สึกเหมือนถูกน้ำเย็นรดหัว เพิ่งจะอารมณ์ดีขึ้นมาก็กลับมาหงุดหงิดอีกครั้ง นางส่องกระจกด้วยความขมขื่นใจ ในกระจกสะท้อนเงาของเจินจูออกว่า “ท่านแม่รู้เรื่องของข้าแล้วพรุ่งนี้จะจัดการให้ข้า เจ้าไม่ต้องแส่!”

        เจินจูรู้ว่านายหญิงโกรธเพราะพูดถึงรอยแผล นางจึงรีบถอยออกมา “เจ้าค่ะคุณหนูใหญ่”

        เจียงฮุ่ยมองเจินจูที่ถอยออกไปด้วยความกลัวและคิดถึงเรื่องเมื่อเช้าที่ประชันพิณอยู่ดีๆ ก็เกิดอาการคันขึ้นมา พลางนึกไปถึงหน้าของหนิงฮวนที่ดูจะสมน้ำหน้านาง “เรื่องคันนี่ไม่เท่าไร แต่แค้นใจท่าทางของหนิงฮวนที่มองข้าอย่างสะใจ! เกลียดมัน…ข้าเกลียดมัน!”

        พูดจบก็เหมือนจะนึกอะไรออก นางหันไปมองหลิวลี่ที่ยืนอยู่ไม่ไกลด้วยความหวาดกลัว นางหรี่ตามองด้วยความสงสัย “เมื่อวานซืนข้าวางแผนไว้ดีแล้วเห็นๆ อยู่วาสข้าสั่งให้เจ้าเอายาไปโรยไว้บนพิณที่ดีที่สุด ส่วนตัวที่ข้าดีดไม่ได้วางยาไว้ ทำไมข้าถึงคันขึ้นมาได้?!”

        หลิวลี่เห็นนายหญิงของตนนั่งเกาไม่หยุดต่อหน้าบรรดาลูกผู้รากมากดีนางก็กลัวจนเหงื่อตก รู้ว่าตนเองคงก่อเรื่องเข้าแล้ว แต่ก็คิดไม่ออกว่าทำไมถึงออกมาเป็นแบบนี้ ทันทีที่ได้ยินเจียงฮุ่ยพูดถึงตน นางก็ตกใจจนหน้าถอดสีและทรุดตัวคุกเข่าโขกศีรษะลงกับพื้นไม่ยอมหยุด

        “คุณหนูเจ้าคะ ข้าน้อยก็ไม่ทราบเหมือนกัน ข้าน้อยแน่ใจว่า…”

        “ข้ารู้แล้ว” เจียงฮุ่ยเห็นนางกลัวจนหน้าซีดแต่ก็ยังไม่เชื่อคำนาง กลับมีแต่ความสงสัย นางขมวดคิ้วมองที่หลังมือตนเองและพูดถามไปว่า “หลิวลี่ เจ้าเป็นสาวใช้ที่นี่มากี่ปีแล้ว? “

        หลิวลี่หมอบลงกับพื้นรีบตอบว่า “เรียนคุณหนู สี่ปีแล้วเจ้าค่ะ”

        “สี่ปีแล้ว นานเหมือนกันนะ…อ๋อ ข้าเข้าใจละ เจ้าเบื่อที่จะรับใช้ข้าก็เลยแกล้งเอายาไปใส่ที่พิณตัวโปรดของข้าสินะ” เจียงฮุ่ยแสยะยิ้มคำว่า “สี่ปี” ทำให้นางมั่นใจในข้อสงสัยมากขึ้น ตอนนี้ใบหน้าใต้แสงเทียนของนางน่ากลัวราวกับปีศาจ

        “บอกมา! ใช่หรือไม่! “

        หลิวลี่เดิมที่กลัวความผิดอยู่แล้วยิ่งตกใจหนักกว่าเดิม นางกลัวจนมือไม้อ่อนปวกเปียก ใบหน้าซีดเผือกอยากจะอธิบายความบริสุทธิ์ใจ นางโขกศีรษะกับพื้นเสียงสนั่นจนตอนนี้เริ่มเป็นรอยแดงขึ้นมา

        “คุณหนูเจ้าคะ ข้าน้อยซื่อสัตย์ต่อท่านมาตลอด ไม่เคยเอาใจออกห่างเลยนะเจ้าคะ!”

        เจียงฮุ่ยกระแอมหนึ่งที ใบหน้าที่งดงามราวนาวฟ้าดูเยือกเย็นดุจน้ำแข็ง แววตาเต็มไปด้วยความโกรธเกลียดและเคียดแค้น นางยกขาขึ้นถีบหลิวลี่แรงพอทำให้นางกลิ้งออกไป “นังสารเลว เช่นนั้นข้าเป็นคนวางยาตัวเองอย่างงั้นรึ?เห็นชัดๆ ว่าขี้ข้าอย่างเจ้าเป็นคนลงมือทำ!”

        พูดจบนางก็ไม่รอฟังคำอธิบายและสรุปว่าหลิวลี่เป็นคนทำ นางชี้หน้าสาวใช้ที่กำลังตกใจสุดขีดและออกคำสั่ง “เด็กๆ ! ลากตัวมันออกไป กรีดหน้ามันให้เสียโฉมแล้วเอาไปขายให้หอนางโลม!”

        “คุณหนูเจ้าคะ คุณหนู ข้าน้อยถูกกล่าวหา! ” เมื่อได้ยินว่าจะถูกกรีดหน้าและถูกขายไปหอนางโลม หลิวลี่ที่มีหน้าตาสะสวยตอนนี้กลับใบหน้าบูดเบี้ยวด้วยความกลัว นางถูกลากออกไปขณะที่ปากก็ตะโกนขอความเห็นใจ “ข้าน้อยไม่ได้ทำจริงๆ ข้าน้อยไม่รู้ว่าทำไมยาไปอยู่บนพิณของคุณหนู…คุณหนูโปรดไว้ชีวิตด้วย! ไว้ชีวิตข้าด้วย! “

        เจียงฮุ่ยไม่สนใจคำขอร้องของสาวใช้ นางเดินกลับไปนั่งที่หน้าโต๊ะเครื่องแป้งและมองหลังมือที่แดง “หึ! นังสารเลว…ไม่ใช่เจ้าทำงั้นเป็นข้าทำงั้นรึ?!”

        เจินจูเห็นหลิวลี่ถูกเอาไปขายเพราะทำพลาด ตัวนางเองก็ตัวสั่นเดิม ว่าจะร้องขอก็ไม่กล้าปริปากอีกต่อไป ได้แต่ยืนก้มหน้ารอรับคำสั่งจากนายหญิงอย่างสงบ

        เจียงฮุ่ยมองดูหลังมือที่แดงเถือกก็ยิ่งหงุดหงิด นางสะบัดไปมาและมองไปที่ขวดยาบำรุงผิว “แต่เจ้ายานี่แปลกจริง ทำไมถึงแก้ค้นได้…หรือเป็นเพราะท่านพี่? แต่ยาที่ให้มาพวกนี้เป็นแค่ยาบำรุงใช้อย่างอื่นไม่ได้นี่นา…”

        เจินจูเห็นแววตาเจ้านายกำลังเกิดความสงสัย เดิมที่ไม่ต้องการจะพูดอะไร แต่เพราะในห้องนี้ไม่มีคนอื่น ถึงตนไม่พูดเดี๋ยวเจ้านายก็คงต้องถาม นางคิดสักพักก็เอ่ยปากไป “คุณหนูเจ้าคะ ข้าน้อยคิดว่าในยานี้คงมีตัวยาหายากผสมอยู่และพอดีว่าช่วยสลายอาการคันได้พอดีด้วยนะเจ้าคะ”

        “พูดมีเหตุผล คนอย่างท่านพี่คงไม่ทำร้ายข้า” เจียงฮุ่ยในตอนนี้สีหน้าดีขึ้น คำพูดของเจินจูตรงกับที่นางคิด สักพักสีหน้าที่เพิ่งจะดีขึ้นก็เปลี่ยนสีตามรอยแดงบนหลังมืออีกครั้ง

        “ต้องโทษนังนั่น ทำเอาข้าคันจะต้องเกาไม่หยุด แผลจากการเกาพวกนี้เห็นท่าคงจะต้องใช้เวลาเป็นแรมเดือน…”

        เจินจูรีบปลอบใจนายหญิง “คุณหนูไม่ต้องกังวลไปเจ้าค่ะ รอยแผลอาจจะดูน่ากลัว แต่จริงๆ ไม่ร้ายแรง หายแล้วคงไม่มีแผลเป็นเหลือแน่เจ้าค่ะ”

        “ข้าเข้าใจความหมายของเจ้า แต่ข้าไม่ได้ห่วงเรื่องนั้น” เจียงฮุ่ยพอใจกับคำพูดของเจินจูและชื่นชมนางด้วยสายตา

        “ถ้าแผลนี่ยังไม่หาย ข้าก็ไปคำนับท่านย่าไม่ได้ ต่อให้ท่านแม่ช่วยแก้ตัว แต่นานวันเข้าท่านย่าก็จะต้องสงสัยและกริ้วข้า เกิดสั่งกักบริเวณข้าอีกจะทำอย่างไร ? นับแต่ครั้งก่อนที่ข้าทำชาหกใส่ ท่านก็ไม่พอใจข้าอยู่แล้วตอนนี้ยังไม่เอาอกเอาใจท่านไม่ได้อีก…”

        เจินจูได้ยินนายหญิงพูดนางก็เข้าใจเหตุผลและพูดเสียงเบาๆ “คุณหนูเจ้าคะ…”

        วันนี้แผนของคุณหนูล้มเหลวและไม่ได้แสดงฝีมือในการบรรเลงพิณ แต่กลับขายหน้าธารกำนัล อีกหนึ่งปีคุณหนูก็จะถึงเวลาออกเรือน หากว่าองค์หญิงลี่หยางช่วยแนะนำชายสูงศักดิ์ให้ก็ถือว่าเป็นวาสนา ดังนั้นการที่คุณหนูต้องไปประจบประแจงองค์หญิงก็เพื่ออนาคตของตนเอง

        “นึกออกแล้ว” เจียงฮุ่ยมองไปที่หลังมือและยิ้มออก นางหันไปออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงจริงจังกับสาวใช้ที่ยืนอยู่ด้านข้าง

        “เจินจูพรุ่งนี้เช้าไปสั่งห้องเครื่อง ข้าจะทำอาหารให้ท่านย่ารับประทาน แล้วก็ให้เตรียมพวกเส้นหมี่ไว้ด้วย พวกท่านพี่ที่เพิ่งมาที่นี่ยังไม่เคยชิมอาหารฝีมือข้าเลย”

        เจินจูรับคำสั่งและออกไปเตรียมของ เจียงฮุ่ยยกนิ้วมือขึ้นมอง แววตาประหลาดสะท้อนขึ้นบนหลังมือ นางก็กระหยิ่มยิ้มย่องออกมา

        เช้าวันต่อมา ณ ฝั่งตะวันออกของสวนตะวันตก ที่หน้าสวนมรกต

        เจียงลั่วอวี้ในชุดสีอ่อนประดับเครื่องประดับทำจากหยกขาว ในมือถือพัดกำลังจะออกไปจากที่พักเพื่อเดินไปยังที่พักฝั่งตะวันออกในสวนตะวันตก ก็เห็นร่างสีขาวกำลังเดินมาทางตน เขาหยุดเท้าและยิ้มขึ้นมา

        “เจ้ามาได้อย่างไร? “

        ไป๋หมิ่นอวี้หน้าขาวซีดเดินมาอยู่ข้างๆ เขาดวงตาสีอำพันราวกับจะสามารถสะท้อนแสงทองของดวงตะวันได้ ช่างงดงามจนไม่อาจละสายตา

        “คำพูดเมื่อวานข้ายังไม่ลืม”

        เจียงลั่วอวี้ได้ยินก็รู้ว่าเขาหมายถึงเรื่องที่ได้รับบาดเจ็บ จึงสำรวจดูสภาพร่างกายและมองไปที่ขาขวา จากนั้นก็ขมวดคิ้วถามเสียงเบา “ไหวไหม?”

        ไป๋หมิ่นอวี้พยักหน้า ถึงแม้ว่าจะดูไร้อารมณ์บนใบหน้า แต่แววตาก็แฝงความอบอุ่น

        เจียงลั่วอวี้เห็นเขาพยักหน้าตอบก็สบายใจขึ้น จึงยิ้มและส่งพัดให้เขา จากนั้นตนเองก็หยิบอีกด้ามออกมาจากแขนเสื้อค่อยๆ คลี่ออกพลางกล่าวว่า “ได้ยินว่าเมื่อคืนที่สวนเซียงหลานเกิดเรื่อง…แต่เช้านี้น้องหญิงกลับเข้าห้องเครื่องแต่เช้า หมิ่นอวี้เจ้าว่าเป็นเพราะอะไร?”

        ไป๋หมิ่นอวี้ได้ยินก็ยังคงไม่แสดงอารมณ์ มีแต่เพียงน้ำเสียงที่ดูประหลาดใจ “ห้องเครื่อง?”

        เจียงลั่วอวี้ไม่เคยได้ยินน้ำเสียงเช่นนี้ของเขามาก่อน จึงมองหน้าและยิ้มถาม “ทำไมรึ?”

        “เพิ่งนึกได้ว่ามีเรื่องต้องทำ” น่าประหลาดที่ครั้งนี้เขาไม่ได้มีทีท่าเช่นเคย เขารับพัดจากเจียงลั่วอวี้และก้าวถอยหลังไป มองหน้าเจียงลั่วอวี้แล้วพูดเบาๆ ว่า “เสร็จธุระแล้วข้าจะรอเจ้าอยู่ด้านนอกนะ”

 


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “เกิดใหม่ในร่างเก่า-เจียงลั่วอวี้” : http://bit.ly/2ByRjpi

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/650

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 80-90 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม