0 Views

        เมิ่งจิ่วเฉียนโน้มตัวรับคำสั่ง “ขอรับ”

        เมื่อการสนทนาเรื่องนี้จบลง ภายในห้องก็เงียบกริบไปชั่วขณะ

        สักพักหนึ่งเจียงลั่วอวี้ก็ยืนขึ้น ขณะนี้ท้องฟ้านอกหน้าต่างเริ่มมืดลงแล้ว คิดไปถึงคนที่ยังคงหมดสติไม่รู้เรื่องราวอะไรเลยเขาจึงเอ่ยปากถามขึ้นว่า “ที่นี้มีคนสองเพศที่ไม่ต้องมีวรยุทธ์ก็ได้ แต่ต้องเชี่ยวชาญการรักษาและใช้ยาพิษเป็นอยู่บ้างไหม?”

        เมิ่งจิ่วเฉียนตกใจก่อนที่จะประสานมือคารวะตอบว่า “เรียนนายท่าน มีอยู่คนหนึ่งขอรับ”

        “แต่งเป็นชายหรือเป็นหญิง? “

        “เป็นหญิงขอรับ”

        “เชื่อถือได้ไหม? “

        “เรียนนายท่าน เขาเป็นคนที่เราฝึกฝนมาอย่างดี พ่อแม่ก็เป็นสายสืบให้ที่นี่ไม่มีทางหักหลังท่านแน่ขอรับ”

        เจียงลั่วอวี้ได้ยินดังนั้นก็เหมือนคิดอะไรในใจ “งั้นก็ดีเลย ข้ามาอยู่เมืองหลวงทำอะไรไม่ค่อยได้มาก พลาดพลั้งไปก็จะถูกคนรุมทำร้าย ท่านรู้ตัวจริงของข้าและข้าก็ต้องการคนที่ภักดีที่สุด ท่านช่วยคิดวิธีส่งเขาไปอยู่กับข้าด้วย”

        เมิ่งจิ่งเฉียนหน้าตาจริงจังตอบรับว่า “น้อมรับคำสั่งนายท่าน”

        พูดจบเขาก็เงยหน้าขึ้น แต่คนหลังม่านกลับหายไปไม่เหลือแม้แต่เงา มีเพียงควันไฟจากการเผาภาพที่ยังคงลอยขึ้นมาอยู่สักพักก็ถูกลมพัดออกไปทางหน้าต่างจนสิ้น

        เจียงลั่วอวี้เปลี่ยนเป็นชุดเดิมแล้วกลับมาถึงจวนจวิ้นหวังอีกครั้ง เมื่อฟ้ามืดสนิทซุ่ยเยวี่ยตระเตรียมทุกอย่างไว้เรียบร้อยและยืนรออยู่หน้าห้องไป๋หมิ่นอวี้ เมื่อเห็นเขามาถึงก็รีบออกไปต้อนรับ

        “ซื่อจื่อ ท่านกลับมาแล้ว”

        เจียงลั่วอวี้พยักหน้าเขาปราดตาไปมองเทียนที่มีแสงสีเหลืองนวลและถามว่า “เป็นอย่างไรบ้าง?”

        ซุ่ยเยวี่ยยิ้มตอบ “ไป๋ซวงจื่อฟื้นแล้วเจ้าค่ะ กำลังรอท่านอยู่ด้านใน”

        “ฟื้นแล้ว? ” เจียงลั่วอวี้ได้ยินดังนั้นก็หันไปมองชายอีกคนที่ยืนอยู่ที่ชานเรือนด้วยน้ำเสียงมีโมโห “จุยอวิ๋นที่ข้าสั่งเจ้าก่อนไปเจ้าหูหนวกรึ?”

        จุยอวิ๋นรู้ว่าเจียงลั่วอวี้กลับมาจะต้องโกรธเขาแน่นอน เขาโน้มตัวรับ “ข้าน้อยขออภัยขอรับ”

        “ซื่อจื่อมาแล้วหรือ?” ในขณะที่เจียงลั่วอวี้กำลังจะพูดต่อเสียงแหบแห้งจากในห้องก็ดังขึ้นมา “เข้ามาเถิด”

        เจียงลั่วอวี้ได้ยินเสียงไป๋หมิ่นอวี้ก็ชะงักไปแล้วหยุดพูด เขาทำท่าทางส่งสัญญาณให้จุยอวิ๋นลุกขึ้น เขาเดินไปผลักประตูเพื่อจะเดินเข้าไป

        ให้ห้องค่อนข้างมืด ไป๋หมิ่นอวี้นั่งพิงอยู่บนตั่งหน้าซีดขาวใต้แสงเทียน ยังคงไร้ความรู้สึก รอยแผลยังคงเห็นชักเจน ในดวงตาสีอำพันมีเงามืดปรากฏเป็นชั้นๆ

        เสียงฝีเท้าก้าวเข้ามาในห้อง เขาเงยหน้าขึ้นมองไปที่ประตู เจียงลั่วอวี้ถูกปกคลุมไปด้วยเงาดำ “ไม่ต้องไปโทษเขา ยาสลบปกติใช้กับข้าไม่ได้ผลเจ้าก็รู้นี่”

        เจียงลั่วอวี้ยังคงเงียบขรึมราวกับคิดเรื่องอะไรได้ขึ้นมา เขาถอนหายใจ “เป็นเพราะ…หินหมื่นพิษ?”

        ไป๋หมิ่นอวี้เบือนหน้าหนี ริมฝีปากยกขึ้นแต่ไม่เหมือนยิ้ม “ถ้าไม่ใช่เพราะหินหมื่นพิษคนที่ตายก็คงไม่ใช่ลวี่อี้”

        “อย่าพูดซี้ซั้ว” เจียงลั่วอวี้ขมวดคิ้วและเดินมานั่งข้างๆ เขามองหน้าและพูดกับเขาว่า “ข้าช่วยเจ้าก็เพื่อไม่ให้เจ้าตาย”

        พูดจบทั้งคู่ต่างก็เงียบไป เจียงลั่วอวี้สังเกตได้ว่าคนบนตั่งกำลังตะลึง ไป๋หมิ่นอวี้มองลงต่ำ มือขาวผ่องกุมผ้าห่มผืนบางดูไม่ชัดเจนในแววตา

        “เห็นเจ้าฟื้นขึ้นมาไม่เป็นไรข้าก็วางใจ” สักพักเจียงลั่วอวี้ก็ลุกขึ้นยื่นมือไปลูบผมอันเย็นเฉียบจนรู้สึกได้ถึงความเย็นซาบตรงกลางอก เขายิ้มให้ด้วยความอ่อนโยน “เจ้าพักผ่อนเถอะ”

        เขาไม่รู้ว่าทำไมปฏิกิริยาที่ไป๋หมิ่นอวี้มีต่อการยั่วยวนจากสาวใช้จะรุนแรงเช่นนี้ เหตุใดจึงต้องใช้ปิ่นเงินทำร้ายตนเอง ความมืดดำในใจสะท้อนผ่านออกมาจนร่างสั่นเทาไม่รู้ว่าซ่อนความเจ็บปวดเพียงใด จนถึงขนาดทำให้คนคนหนึ่งหมดอาลัยตายอยากได้เช่นนี้

        เพราะตอนนี้เขาเห็นเพียงไป๋หมิ่นอวี้ที่สงบนิ่งเหมือนในเวลาปกติอย่างที่เคยเป็น

        ร่างที่บอบเบาบนตั่งภายใต้แสงโคม ใบหน้าซีดขาวแต่สงบนิ่ง ภาพตรงหน้านี้ทำให้เจียงลั่วอวี้ไม่คิดจะถามอะไรต่อ

        พวกเขาต่างมีอดีตไม่มีใครดีไปกว่าใคร?

        โดยเฉพาะความทรงจำในอดีตชาติที่ชาตินี้คงจะบอกใครไม่ได้ และคงจะต้องตายไปพร้อมกับมัน

        ไม่จำเป็นต้องถามอะไรอีก

        “ท่านอามาเยี่ยมข้าแล้ว” ดูเหมือนไป๋หมิ่นอวี้จะสังเกตเห็นและเข้าใจ เขาเงยหน้ามองเจียงลั่งอวี้ที่กำลังจากเดินออกไปและคว้าข้อมือไว้ มองไปในตาและขยับริมฝีปากที่สีช้ำ “ในจวนนี้อันตรายนัก ต่อให้มีฐานะสูงส่งมีคนปกป้องแต่หากประมาทแม้เพียงนิดก็อาจถึงจุดจบได้”

        เจียงลั่งอวี้ได้ยินเสียงมาจากด้านหลังเขาก็หยุดเดินแต่ไม่ได้โต้ตอบ มือที่จับข้อมือเขาลื่นหลุดลงไปพาดอยู่ข้างตั่ง

        ประโยคสุดท้ายของไป๋หมิ่นอวี้ยากจะบรรยายความรู้สึก แต่ฟังดูเหมือนคนที่กำลังจะบอกลาอย่างจริงจัง

        “ไปเถอะ ไปแล้วอย่ากลับมาอีก”

        พูดจบภายในห้องก็พลันเงียบลงอีกครั้ง

        “เจ้ารู้ตัวไหมว่ากำลังพูดอะไรอยู่? ” เจียงลั่วอวี้หรี่ตามองมือที่เพิ่งถูกจับและปล่อยออก ริมฝีปากยกขึ้น ดวงตาดำขลับแต่มีเงาแสงสะท้อนออกมา “ไป๋หมิ่นอวี้ เจ้าพูดมีเลศนัยเช่นนี้ เจ้าหมายความว่าข้าไม่ควรมาช่วยเจ้าอย่างนั้นหรือ?”

        สิ้นเสียงพูดห้องก็เงียบลงอีกครั้ง

        ไม่รู้ว่าผ่านไปนานแค่ไหนคนที่นั่งบนตั่งก็เริ่มขยับนิ้วสีหน้าลำบากใจหันไปทางโคมไฟที่สะท้อนเงาคนสองคนไปที่หน้าต่าง เสียงพูดเบาจนแทบจะกลายเป็นกระซิบ

        “ข้าจะทำให้เจ้าพลอยลำบากไปด้วย” ไป๋หมิ่นอวี้กะพริบตาในมือที่กำผ้าห่มผืนบางแน่นขึ้นจนเล็บจิกลงบนฝ่ามือ น้ำเสียงหนักอึ้งราวกับของหนักร่วงลงมา “ยังจำคำที่นางเคยพูดได้ไหม? เจ้าเป็นหงส์ข้าเป็นมด…เจ้าอยู่กับข้าก็เท่ากับรนหาที่…”

        เขายังไม่ทันพูดจบเจียงลั่วอวี้ก็ถอนหายใจและนั่งลงข้างๆ ยื่นมือไปลูบผมที่เย็นยะเยือกอีกครั้งและยิ้มตอบ “ถ้าเจ้าเป็นห่วงเรื่องนี้ละก็ สบายใจได้ ข้าเป็นถึงซื่อจื่อทายาทเซียวเหยาหวัง จะต้องกลัวเจ้ามาทำให้เดือดร้อนเชียวรึ?”

        พูดจบเขาก็ยื่นมือเข้าไปในผ้าห่มควานหามือที่กำแน่นและค่อยๆ คลายมือเขาออก “อย่างที่เจ้าพูดนั่นแหละ ข้าเป็นหงส์บนฟ้าเจ้าเป็นมดบนดิน ถ้าข้าคิดจะกางปีกปกป้องมันก็ไม่ยากนี่?”

        ไป๋หมิ่นอวี้สูดลมหายใจ สิ่งที่คิดจะพูดก็ไม่พูดต่อ ได้ยินเพียงเสียงลมหายใจของคนข้างๆ ที่หมดความอดทนแต่ก็แฝงด้วยความยินดี

        “โดยเฉพาะ…เจ้าลืมไปแล้วหรือว่าข้าคือผู้กุมความลับของเจ้านะ” เขาได้ยินน้ำเสียงเจียงลั่วอวี้ที่ฟังดูมีความสุข เมื่อเงยหน้าขึ้นมองก็เห็นใบหน้าอันงดงามภายใต้แสงเทียนที่อยู่ใกล้จนรู้สึกได้ถึงลมหายใจ “วันหลังถ้าเจ้ายังพูดเช่นนี้อีก ข้าจะจับเจ้าตอนทิ้งจริงๆ เสียเลย”

        ไป๋หมิ่นอวี้จ้องมองใบหน้านั้นเป็นเวลานาน นานจนท้องฟ้าดำสนิท คนที่อยู่ตรงหน้ายังยิ้มให้อย่างอ่อนโยน เขาพยายามยิ้มฝืนๆ และตอบรับราวกับให้คำมั่นสัญญา

        “ตกลง”

        รัตติกาลนี้ของสวนหรงชิ่นกลับมาสงบสุขอีกครั้ง

        แต่ในสวนเซียงหลานหรือสวนใบเตยในจวนเดียวกันนี้กลับต่างกันโดยสิ้นเชิง

        ในห้องใหญ่ของสวนนั้นเจียงฮุ่ยมองสาวใช้ประจำตัวนามเจินจูปิดฝาขวดยาและส่งให้นาง นางก็ยิ้มและมองไปที่รอยเกาเป็นแถบแดงที่หลังมือ นางเลิกคิ้วขึ้นและเอ่ยปาก

        “ในที่สุดก็หายคันเสียทียานี่ดีจริงๆ “

        เจินจูเห็นนายหญิงเริ่มมีอาการคันในตอนที่ประชันเพลงพิณช่วงเที่ยง คันจนหยุดเกาไม่ได้ ไม่ว่ายาอะไรก็ไม่ได้ ผลสุดท้ายด้วยความไม่ตั้งใจก็หยิบยาบำรุงผิวบนโต๊ะไปให้นายหญิงทากำลังเตรียมจะโดนด่าก็กลับเกิดปาฏิหาริย์ขึ้น นางจึงยิ้มออกมาอีกครั้ง

        “คุณหนูเจ้าคะ ถึงจะหายคันแล้วแต่รอยแผลที่หลังมือของท่าน…จะทำกระไรดีเจ้าคะ? “


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “เกิดใหม่ในร่างเก่า-เจียงลั่วอวี้” : http://bit.ly/2ByRjpi

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/650

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 80-90 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม