0 Views

        “พูดกลับคำไปมาคิดว่าข้าจะเชื่อเจ้างั้นหรือ? ” เจียงลั่วอวี้เดินไปที่ริมหน้าต่างดวงตาฉายแววสีดำสนิท นิ้วมือขาวเนียนลูบชายแขนเสื้อแล้วทันใดนั้นก็กำมันขึ้นมา “นอกจากเรื่องนี้แล้วเจินซื่อสั่งให้เจ้าทำอะไรอีก?”

        ลวี่อี้ที่คุกเข่าอยู่ถูกจี้ถามก็กลัวจนตัวสั่น พูดเสียงแหลมเล็กว่า “ข้าน้อยไม่รู้…ไม่รู้…”

        “เจ้าไม่รู้จริงๆ หรือแสร้งทำเป็นไม่รู้? ” รอยยิ้มเขาเหลือน้อยเต็มที แต่ก็คงยังมีอยู่จางๆ “แต่คงไม่ต่างอะไรกัน ไม่ว่าเจ้าจะรู้หรือแสร้งไม่รู้อีกเดี๋ยวเจ้าก็จะไม่รู้อะไรอีกเลย…”

        “ไม่…ไม่ ไม่ ซื่อจื่อโปรดไว้ชีวิตด้วย…อย่าฆ่าข้าน้อยเลย เป็นเพราะเจินซื่อใช้ให้ข้าทำ” ลวี่อี้ยืดตัวขึ้นมองเขาที่ยิ้มให้อย่างน่ากลัว ทำเอาตกใจจนเกือบล้ม นางพูดเสียงเบาจนแทบไม่ได้ยิน

        “พระชายา พระชายาสั่งให้ข้าน้อยมายั่วยวนไป๋ซวงจื่อ ทำเป็นว่าข้าน้อยถูกเขาขืนใจแล้วพระชายาก็จะยกให้ข้าน้อยเป็นเมียเอกของเขา…”

        จะให้ลวี่อี้เป็นเมียเอกของไป๋หมิ่นอวี้?

        ฐานะของไป๋หมิ่นอวี้ต่ำต้อย เป็นแค่หลานอาของเมียน้อยในจวน การที่ยกสาวใช้ในจวนอ๋องให้เป็นเมียเอกถือว่าเป็นการให้เกียรติเขามาก เจินซื่อคิดแค่นี้จริงๆ หรือ?

        นางไม่ได้คิดจะทำร้ายไป๋หมิ่นอวี้โดยตรงแต่นางจะทำให้เขาทั้งสองห่างไกลกันขึ้น จะได้ไม่มีใครมากางปีกปกป้องอีกต่อไป แล้วค่อยๆ หาทางกำจัดไป๋หมิ่นอวี้?

        ใช้ “ความเข้าใจผิด” และ “ความบังเอิญ” บีบให้คนไปตาย ไม่ผิดอะไรกับที่เขาเคยเจอมากับตัว

        หากว่าครั้งนี้เขาลงมือพลาด ต่อให้รู้ว่าเป็นแผนแต่ก็คงจะช่วยไป๋หมิ่นอวี้ไม่ได้ ต้องยอมให้เจินซื่อยกลวี่อี้เป็นเมียไป๋หมิ่นอวี้ ดูผิวเผินอาจไม่มีอะไร แต่แน่นอนว่าทั้งสองจะต้องเกิดความรู้สึกที่ไม่สนิทใจและห่างเหินกันมากขึ้น ถึงตอนนั้นเมื่อพลั้งเผลอเมื่อใดเจินซื่อก็คงลงมือจัดการกับไป๋หมิ่นอวี้ถึงตายแน่

        คิดได้ดังนี้เขาก็โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ แม้แต่ส่วนที่เย็นซาบกลางหน้าอกก็ไร้ความรู้สึกไปหมดแล้ว

        ทันใดนั้นก็มีเสียงเคาะเบาๆ มาจากข้างนอกห้อง เขาหันไปมองร่างที่ขดตัวอยู่และไม่กล้าเอ่ยปากส่งเสียง เขายิ้มอย่างมีเลศนัย

        ชั่วเวลาจิบชาครึ่งจอก เจียงลั่งอวี้ก็ออกมาจากห้องนั้น เขาเดินไปทางที่จุยอวิ๋นยืนอยู่ แต่ไม่พูดอะไรและเดินต่อไปตามระเบียง สักพักก็มาหยุดที่หน้าห้องห้องหนึ่ง เขามองเข้าไปที่ประตูและเคาะเบาๆ

        “หมิ่นอวี้ หมิ่นอวี้?”

        ไม่มีเสียงตอบออกมาจากภายในห้อง เสียงของเขาเหมือนหินที่โยนลงไปในทะเล ได้แต่จมหายไปแม้แต่เสียงสะท้อนก็ไม่ปรากฏ

        เจียงลั่วอวี้เห็นว่าไม่ได้ผลก็เอามือผลักประตู แต่ปรากฏว่ามันถูกลงกลอนเอาไว้อย่างแน่นหนา จึงไปลองเปิดหน้าต่างซึ่งก็ถูกลงกลอนไว้เช่นกัน ทันใดนั้นเขาก็มีความรู้สึกแปลกๆ ที่อธิบายไม่ได้เกิดขึ้นในใจ เขาใช้น้ำเสียงที่เบาและนุ่มนวลที่สุดขานเรียก

        “นี่ข้าเองเปิดประตูเถอะ…”

        ทั่วบริเวณเงียบสงัด ยังคงไม่มีเสียงตอบรับ

        เจียงลั่วอวี้ชักมือกลับก้มหน้าหลับตาและเตรียมจะเรียกให้คนมาพังประตูก็พลันได้ยินเสียงซุ่ยเยวี่ยดังขึ้น “ซุ่ยเยวี่ยคารวะพระชายา”

        ทันทีที่ได้ยินเสียง สายตาของเขาก็ฉายแววขึ้น จากนั้นก็ปรับสีหน้าให้เหมือนปกติเช่นที่เคยเป็น ต่างกันที่รอยยิ้มที่เคยมีมันไม่มีอีกแล้ว

        เขาได้ยินเสียงที่ฟังดูมีท่าทีดีใจ และฟังดูคุ้นเคย แม้แต่ถ้าได้ยินในฝันก็ยังจำได้ “ทำไมถึงเป็นเจ้ามาเฝ้าอยู่ที่นี่? คนอื่นๆ ไปไหนกันหมด?”

        เจินซื่อมาถึงแล้ว

        เจียงลั่วอวี้รู้ว่าซุ่ยเยวี่ยที่หน้าทางเข้าไม่มีทางที่จะรั้งไม่ให้เจินซื่อเข้ามาได้ จึงรีบเดินออกไปตามระเบียงเพื่อไปเจอนางและทำความเคารพ “อวี้เอ๋อร์คารวะอาสะใภ้”

        เจินซื่อไม่คิดว่าจะเจอเขาที่นี่ สีหน้านางตกใจและครุ่นคิด นางมองไปที่เขาและมองตาสาวใช้คนสนิท นางแสร้งยิ้มและถามออกไป “อวี้เอ๋อร์…เจ้า…เจ้ามาอยู่นี่ได้อย่างไร?”

        เจียงลั่วอวี่ไม่ได้แสดงท่าทีตอบโต้อะไรกับการที่นางตกใจ ยังคงพูดด้วยอาการนอบน้อม “อาสะใภ้ อวี้เอ๋อร์เดิมทีอยากจะสนทนากับบรรดาแขกเหรื่อที่มางานวันนี้ แต่ไม่คิดว่าลั่วไป๋จะเกิดเรื่องขึ้นจึงต้องรีบกลับมาดู จากนั้นก็เลยแวะมาหาหมิ่นอวี้ถึงได้รู้ว่าที่นี่ก็มีเรื่องเกิดขึ้นเช่นกัน”

        “เกิดเรื่องขึ้น? ” เจินซื่อได้ยินก็แสร้งตีสีหน้าเป็นห่วงรีบถามต่อ “เกิดเรื่องอะไรขึ้น?”

        เจียงลั่วอวี้ทำหน้าเศร้าราวกับไม่มีกะจิตกะใจจะตอบ “เป็นเรื่องขายหน้าของที่นี่…ว่าแต่งานวันนี้สำคัญมากทำไมท่านมาที่นี่ได้? หรือท่านมีธุระกับหมิ่นอวี้?”

        เจินซื่อปราดตามองเขาและสบตาสาวใช้คนสนิทก่อนที่จะทำเป็นไม่รู้เรื่องว่าเกิดอะไรขึ้นที่นี่ ทำท่าทางเป็นธรรมชาติและยิ้มตอบ

        “ไม่มีอะไรหรอก แค่ว่าไม่กี่วันก่อนนึกได้ว่าจัดเสื้อผ้าสำหรับฤดูใบไม้ผลิให้ไป๋อี๋เหนียงน้อยไป วันนี้ก็เลยจะนำมาเพิ่มให้ ใครจะนึกว่าจะเจอเจ้าที่นี่ ทำเอาข้าตกอกตกใจนึกว่าเกิดอะไรขึ้น…เออ แล้วไป๋ซวงจื่อไปไหนล่ะ? “

        เจียงลั่วอวี้ได้ยินคำถามก็ชะงักไป เขาไม่ยิ้มตอบและพูดด้วยน้ำเสียงอึดอัดว่า “ไม่ปิดบังอาสะใภ้ เมื่อครู่ที่เกิดเรื่องไม่ดีขึ้นหมิ่นอวี้ก็ขังตัวเองในห้อง ไม่พูดกับใคร อวี้เอ๋อร์เรียกเท่าไรเขาก็ไม่ยอมเปิดประตูไม่รู้ว่าเขาอยู่ข้างในจะทำอะไรบ้าง…”

        “เรื่องไม่ดี? ” เจินซื่อได้ยินก็แอบกระหยิ่มในใจ แต่ไม่เผยออกมาทางสีหน้า นางแสร้งทำตกใจ “ที่อวี้เอ๋อร์พูดว่าเรื่องไม่ดี หมายถึงอะไรรึ?”

        “เกรงว่าพูดแล้วจะระคายหูอาสะใภ้” เจียงลั่วอวี้ถอนหายใจและมองไปที่นาง “ก็แค่สาวใช้แอบชอบเจ้านายและอาศัยทีเผลอจะรวบรัดทำเรื่องอย่างว่า แต่ว่า…ทำไม่สำเร็จ อวี้เอ๋อร์มาถึงก็เลยจับนางไปขังไว้ในห้องเก็บฟืนแล้ว อาสะใภ้จะไปดูไหม? “

        เจินซื่อได้ยินคำว่าห้องเก็บฟืนก็รู้ว่าเรื่องนี้คงมีอะไรผิดพลาด นางถึงกับชะงัก แต่สักพักก็คืนสติ “มีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้น? ก็ต้องไปดูในเห็นกับตา”

        เจียงลั่วอวี้ได้ยินเช่นนั้นก็ยิ้มมุมปากรีบเดินไปอยู่ด้านข้างเพื่อประคองแขนเจินซื่อ และเป็นคนนำทางพาไปยังห้องเก็บฟืน ก่อนจะเอ่ยบอกว่า “อาสะใภ้ เดินระวังสะดุด”

        เจินซื่อแอบสังเกตสีหน้าเขาแต่ก็ไม่พบความผิดปกติ คนที่ไม่ปกติคือตัวนางเองที่ครุ่นคิดตลอดเวลา “ขอบใจเจ้ามาก”

        “มิกล้า” เจียงลั่วอวี้ขานรับและรีบพาเดินไปที่ประตูบานเล็ก เขาออกคำสั่งแก่จุยอวิ๋นที่ยืนเฝ้าอยู่ด้วยอาการนอบน้อม “พาคนในห้องออกมาพบข้า”

        จุยอวิ๋นประสานมือน้อมรับ “ขอรับซื่อจื่อ”

        เจินซื่อเห็นท่าทางอันสงบนิ่งของเขาก็รู้สึกเคลือบแคลง แต่ยังไม่ทันเอ่ยปากพูดจุยอวิ๋นก็ลากสาวใช้ในชุดเขียวที่กลัวจนหน้าซีดออกมากองไว้ ไม่ไกลจากที่เจินซื่อยืนอยู่

        เจินซื่อตกใจจนถอยหลังหนีและกำลังจะต่อว่า แต่เจียงลั่วอวี้ก็ผละออกจากแขนนางที่เคยประคองเดินขึ้นมาด้านหน้า

        “อาสะใภ้ นางผู้นี้คือสาวใช้ประจำตัวหมิ่นอวี้ เป็นคนที่ข้ายกให้เขาเอง ใครจะนึกว่าจะเจ้าเล่ห์ยั่วยวนเจ้านายไม่พอยังใส่ความเจ้านายอีก เป็นสุนัขรับใช้ที่ไม่ได้ความ”

        พูดจบเขาก็หันไปมองเจินซื่อ “ท่านว่าจริงไหม?”

        เจินซื่อได้ยินดังนั้นก็รู้สึกตกใจ สีหน้าอึดอัดและพูดตอบว่า “อวี้เอ๋อร์มั่นใจได้อย่างไรว่านางเป็นคนเข้าไปยั่วยวนก่อน ไม่ใช่ไป๋ซวงจื่อ…”

        “ท่านกลัวว่าข้าจะให้ร้ายคนดีงั้นหรือ” เจียงลั่วอวี้มองนางด้วยรอยยิ้มและสายตาเย็นชา น้ำเสียงนุ่มนวลเอ่ยต่อไปว่า “อวี้เอ๋อร์จะทำเช่นนั้นได้อย่างไร ข้าสอบสวนจนแน่ชัดจึงกักตัวไว้ ถ้าท่านไม่เชื่อก็ลองถามนางดูว่านางทำความผิดอะไรเอาไว้”

        เจินซื่อดูท่าจะยังไม่ยอมแพ้ เพราะรับไม่ได้กับผลที่ออกมาเป็นเช่นนี้ นางถูกเจียงลั่วอวี้ทำลายแผนลงก็ได้แต่กัดฟันเอ่ยถามสาวใช้ในชุดเขียว “ลวี่อี้ตอบข้ามา เรื่องวันนี้เป็นอย่างที่ซื่อจื่อกล่าวหรือไม่?”

 


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “เกิดใหม่ในร่างเก่า-เจียงลั่วอวี้” : http://bit.ly/2ByRjpi

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/650

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 80-90 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม