0 Views

        พูดแล้วก็ช่างบังเอิญนัก งานเลี้ยงครั้งเมื่อชาติก่อนเจียงฮุ่ยได้ประลองฝีมือบรรเลงพิณแข่งกับหนิงฮวนที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นสตรีผู้เปี่ยมความสามารถเป็นอันดับหนึ่งในเมืองหลวง ผลปรากฏว่าอยู่ๆ หนิงฮวนหนีหายตัวไปทำให้เจียงฮุ่ยเป็นผู้ชนะ นับแต่นั้นมาชื่อเสียงของนางก็โด่งดังไปทั่วเมืองหลวงว่าเป็นสตรีที่เพียบพร้อมทั้งความงามและความสามารถ

        ครั้งนั้นเจียงลั่วอวี้ไม่เอาเรื่องนี้มาใส่ใจ แต่ครั้งนี้ต้องไม่ใช่ เขาพบพิรุธในเรื่องนี้ เรื่องการประลองดีดพิณเป็นเรื่องที่เจียงฮุ่ยเป็นคนเสนอขึ้นมา นางรู้ว่าหนิงฮวนเป็นคนทระนงและช่างเลือก เพราะนางเป็นถึงบุตรสาวคนโตของเอกภรรยาของมหาเสนาบดีฝ่ายขวา นางจะต้องเลือกพิณที่ดีที่สุดแน่นอน เจียงฮุ่ยจึงวางยาที่ทำให้เกิดอาการคันไว้บนพิณที่ดีที่สุดนั้นเพื่อที่จะให้หนิงฮวนขายหน้าและตนเองก็จะได้ชนะการประลอง

        ในเมื่อครั้งนี้นางอยากจะชนะเขาก็ย่อมต้องทำในสิ่งที่ตรงข้ามกัน

        เพราะพิณที่เจียงฮุ่ยวางยาไว้ได้ถูกซุ่ยเยวี่ยนำยาถอนพิษไปแก้ไว้แล้ว ส่วนพิณตัวโปรดของนางกลับเคลือบไว้ด้วยยาที่ทำให้เกิดอาการคันจนยากจะแก้ไขแทน เรื่องสนุกกำลังจะเกิดขึ้น

        เขาอยากจะไปดูเจียงฮุ่ยขายขี้หน้า แต่ก็ต้องมารับบรรดาแขกผู้ดีในจวน ไหนจะได้มีโอกาสแกล้งหนานจิ้งหลงอีก เรื่องที่ไป๋หมิ่นอวี้ถูกลอบทำร้ายก็สำคัญไม่แพ้กัน

        ยังดีที่ก่อนหน้านี้เขาวางแผนให้เจียงฮุ่ยขายหน้าไว้ก่อนแล้ว

        คำนวณเวลาแล้วถ้าเขาและเจินซื่อไปถึงพร้อมๆ กันและถ่วงเวลาไว้รอจนเจียงฮุ่ยเกิดปัญหา เจินซื่อจะต้องไม่มีเวลาจัดการกับลวี่อี้แน่ เขากับไป๋หมิ่นอวี้จึงจะใช้เวลานั้นแก้ปัญหานี้ได้

        เขาคิดแล้วว่าทันทีที่กลับไปจะต้องทำอะไรบ้างจึงรีบเดินไปด้วยสีหน้าคร่ำเคร่ง ขณะที่กำลังจะเอ่ยปาก เย่ลุ่ยก็ชิงพูดขึ้นมาก่อน “เจียงซื่อจื่อ ดูสีหน้าไม่ดีมีอะไรเกิดขึ้น?”

        เจียงลั่วอวี้ถอนหายใจ เขาจำเป็นต้องละทิ้งโอกาสที่จะทำความรู้จักองค์ชายทั้งสองให้มากขึ้นเพราะมีเรื่องต้องกลับไปจัดการ เขาแสดงสีหน้าเสียดาย “ทูลฝ่าบาท น้องต่างมารดาของหม่อมฉันเกิดเรื่องนิดหน่อย หม่อมฉันคงต้องกลับไปดู ขอประทานอภัยที่ไม่สามารถอยู่ต่อได้พะย่ะคะ”

        เมื่อสิ้นเสียงนั้นเย่ลุ่ยก็ไม่ได้ตอบอะไร ส่วนหนานจิ้งหลงเงยหน้าขึ้นมองมายังตัวเขา ดูไม่ออกว่าในดวงตาคู่นั้นมีอะไรซ่อนอยู่

        เย่ซวี่เองก็รู้สึกเสียดาย เขาลูบกำไลข้อมือแต่สีหน้ายังคงไว้ซึ่งความทระนงเช่นเดิม

        “อ้อ” เจียงลั่วอวี้ในตอนนี้แววตาจริงจัง เย่รุ่ยรู้ว่าเขาไม่ได้โกหกแล้วไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เขาจะต้องกลับไปให้ได้ จึงยกพัดขึ้นเคาะลงที่ฝ่ามือเบาๆ

        ในใจคิดว่าเจียงลั่วอวี้เป็นแค่คนสองเพศที่อยู่แต่ในสวนที่พัก แม้ว่าจะได้รับสืบทอดตำแหน่ง แต่ด้วยความที่ไม่ได้อยู่ในเมืองหลวงมานานคงจะไม่รู้เรื่องอะไรในราชสำนักมากนัก หรืออาจเป็นตนเองที่มองพลาดก็ได้ เลยประมาณเขาผิดไป

        “เช่นนั้นก็ช่วยไม่ได้ เพิ่งจะได้ชื่นชมฝีมือท่านแต่กลับไม่ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนกันบนโต๊ะอาหาร ช่างน่าเสียดายนัก ในเมื่อซื่อจื่อมีธุระข้าก็ไม่รั้งไว้ แต่อีกไม่กี่เดือนในวังก็จะมีงานชมดอกไม้ ไม่ทราบว่าซื่อจื่อจะไปร่วมด้วยหรือไม่? “

        ได้ยินคำว่างานชมดอกไม้เจียงลั่วอวี้ก็ยกมือประสานขานรับ “ทูลองค์ชายสาม หากฮองเฮายังจำหม่อมฉันได้ ลั่วอวี้ยินดีที่จะไปร่วมงานพะย่ะค่ะ”

        เย่ลุ่ยพยักหน้าและโบกพัดด้วยความพอใจ เขายิ้มให้และตอบว่า “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ก็ถือว่าเราตกลงกันแล้วนะ ถึงวันงานไม่เมาไม่เลิกราตกลงไหม?”

        เจียงลั่วอวี้ตอบ “สัญญาต้องเป็นสัญญา”

        “ตกลง” เย่ลุ่ยโบกมือให้องครักษ์เปิดทางให้เจียงลั่วอวี้ที่มีสีหน้ากังวล “ซื่อจื่อมีธุระก็เชิญตามสบาย”

        เจียงลั่วอวี้แสดงความเคารพและยิ้มตอบ “เป็นพระกรุณา”

        พูดจบเขาก็ประสานมือคารวะเหล่าคนที่อยู่เบื้องหลังเย่รุ่ยโดยเฉพาะผู้ที่เพิ่งวาดภาพเสร็จ “ขอทุกท่านโปรดให้อภัย ข้ามีเรื่องสำคัญจึงต้องขอตัวก่อน”

        เขาไม่มีเวลาหันไปมองเจียงเอี๋ยนที่ยืนอยู่ไม่ไกลนัก เขาหันหลังเดินฝ่าเหล่าองครักษ์ที่หลีกทางให้ด้วยความเคารพ ชายเสื้อและแขนเสื้อพลิ้วไหวไปตามลม เพียงครู่เดียวก็หายไปตามระเบียงทางเดิน

        เจียงลั่วอวี้ไม่รู้ว่าตอนนี้ตนเองรู้สึกอย่างไร ภาพชายในชุดดำที่เขาเคียดแค้นถูกสะบัดออกจากหัว เหลือเพียงภาพชายในชุดขาวที่ชายเสื้อพลิ้วไหวเวียนวนไปมา ช่างดูโดดเดี่ยวเสียเหลือเกิน

        ไป๋หมิ่นอวี้

        เขาอดไม่ได้ที่จะยกมือขึ้นมากำหินสีแดงที่เย็นเยือกมาทาบไว้ตรงกลางอก

        เขาต้องทนรอไหวจนกว่าข้าจะไปถึง

        ชั่วเวลาธูปหนึ่งดอกผ่านไปเจียงลั่วอวี้ก็มาถึงที่พักที่ขนาดเล็กซึ่งอยู่ห่างไกลจากผู้คนและเป็นครั้งแรกที่เขามาเหยียบที่นี่ แววตาเขาดูกังวลแต่ก็ยังคงพยายามฝืนยิ้มน้อยๆ เอาไว้

        เดินต่อไปไม่กี่ก้าวก็เห็นซุ่ยเยวี่ยกำลังยืนรออยู่แล้ว นางรีบซอยเท้าเดินเข้ามาหา แม้ว่าจะยังดูรีบร้อนแต่ก็ไม่ดูตื่นเต้นตกใจอย่างเมื่อครู่ นางดูสงบลงเจียงลั่วอวี่จึงเบาใจขึ้นและชิงพูดก่อนนาง

        “นอกจากเจ้าแล้วยังมีใครมาที่นี่อีก? “

        ซุ่ยเยวี่ยส่ายหน้าทำให้เขาวางใจและยิ้มได้มากขึ้น

        ดูเหมือนว่าเจียงฮุ่ยจะเกิดเรื่องเรียบร้อยแล้ว เจินซื่อจึงถูกรั้งไว้ยังมาไม่ถึง ทำให้ตัวเขาที่อยู่ไกลกว่ากลับมาถึงที่นี่ก่อน

        เขาชนะนำไปอีกก้าว

        คิดได้ดังนี่เขาก็รีบอยากจะไปดูไป๋หมิ่นอวี้ เขาถามไปว่า “กักตัวลวี่อี้ไว้ที่ไหน?”

        “เชิญซื่อจื่อตามข้าน้อยมาเจ้าค่ะ”

        ซุ่ยเยวี่ยรู้ว่าซื่อจื่อมาถึงจะต้องอยากเจอลวี่อี้แน่นอน นางรีบพาเขาเดินไปตามระเบียงจนไปถึงอีกที่หนึ่งซึ่งอยู่ห่างไกลผู้คนเข้าไปอีก

        เจียงลั่วอวี้มาหยุดที่หน้าประตูเล็กๆ แต่ยังไม่ทันที่จะก้าวเข้าไป องครักษ์หน้าตาดีในร่างปราดเปรียวก็โน้มตัวลงอยู่ตรงหน้าเขา และขานเรียก “ซื่อจื่อ”

        “นางเป็นอย่างไรบ้าง? “

        เจียงลั่วอวี้ตบบ่าชายตรงหน้าเป็นการบอกให้ลุกขึ้น จากนั้นเขาจึงยืดตัวขึ้นยืนแล้วรายงาน “เรียนซื่อจื่อ นางยังคงอยู่ด้านใน ดูเหมือนจะไม่ค่อยมีสติราวกับว่าตกใจกับอะไรบางอย่างมา”

        “หือ?” เจียงลั่วอวี้ผู้มีใบหน้างดงามครุ่นคิดด้วยแววตาคลุมเครือ จากนั้นก็หันไปพูดกับซุ่ยเยวี่ยว่า “เจ้าไปรอด้านนอกห้ามให้ใครเข้ามาเด็ดขาด ไปเฝ้าที่ประตูทางเข้ารอคนที่จะมาถึง ถ้ามาถึงเมื่อไรเจ้าก็ตะโกนบอกให้ดังข้าจะได้ได้ยิน”

        ซุ่ยเยวี่ยน้อมรับ “เจ้าค่ะซื่อจื่อ”

        สาวใช้ประจำตัวจากไป เขาหันไปหาองครักษ์ “จุยอวิ๋น”

        “ขอรับ”

        “รีบให้คนไปหายาที่ทำให้เป็นใบ้มาให้เร็วที่สุด”

        องครักษ์ในชุดดำชะงักเล็กน้อยก่อนที่จะขานรับ “ขอรับ”

        เจียงลั่วอวี้เดินไปที่ประตูบานนั้นและผลักเปิดเข้าไป

        ในห้องมืดสนิทแต่มีแสงเล็ดรอดเข้าผ่านเข้ามาทางหน้าต่าง จึงยังพอทำให้ให้เห็นว่ามีร่างในชุดสีเขียวนั่งขดตัวและร้องไห้ พลางเอ่ยปากขอร้องไม่หยุด “ขอร้องล่ะพวกเจ้าปล่อยข้าไปเถอะ ข้าแค่ทำตามคำสั่งพระชายาข้าไม่ได้ทำ…ปล่อยข้าไปเถอะ…ข้าจะบอกทุกสิ่ง ปล่อยข้าไป…”

        “ลวี่อี้” เจียงลั่วอวี้ปิดประตูลงและเดินไปที่ด้านหน้าหญิงสาวชุดสีเขียว เขามองนางด้วยสายตาเย็นชา “ดูให้ดีว่าข้าคือใคร? “

        หญิงสาวในชุดสีเขียวที่นั่งขดตัวเงยหน้ามอง นางสะดุ้ง เมื่อเริ่มมองออกแล้วนางก็คุกเข่าลงโขกหัวกับพื้นและพูดเสียงสั่น “…ซื่อจื่อ! ซื่อจื่อเจ้าคะ…ช่วยข้าน้อยด้วย! ไป๋ซวงจื่อ…ไป๋ซวงจื่อไม่ใช่คน เขาเป็นผี…เขาเป็นผี!”

        “หืม?” เจียงลั่วอวี้ก้มหน้าลงมองและถามนางด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อย “พระชายาเป็นคนสั่งให้เจ้าทำเขา? “

        “…ใช่เจ้าค่ะ…ไม่ใช่ ไม่ใช่เจ้าค่ะ!” ลวี่อี้ตัวสั่น น้ำเสียงยิ่งตื่นเต้นขึ้นเรื่อยๆ นางเพิ่งจะยอมรับไปเมื่อครู่แต่ก็กลับคำทันที ร้องไห้ไปพูดไป “ข้าไม่ได้บอกอะไรข้าไม่รู้อะไรทั้งนั้น…พระชายาก็ไม่ได้สั่งอะไร ข้าเป็นคนทำเอง เป็นข้าเองที่เป็นคนไปยั่วยวนเจ้านาย…”

 


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “เกิดใหม่ในร่างเก่า-เจียงลั่วอวี้” : http://bit.ly/2ByRjpi

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/650

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 80-90 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม